พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 378 การร้องเรียน
ในสายตาของพวกเขาพี่น้อง ผลการสอบระดับแคว้นที่ติดบน
ประกาศ ฟางหยวนคือผู้ชนะ พวกเขาต่างกำหมัดด้วยความเกลียด
ชัง
สวี่โม่ชิงตำแหน่งฮุ้ยหยวนไปได้ ในสายตาของตระกูลฟาง เขาก็
อาจเป็นผู้ชนะเช่นกัน ภายใต้ความโกรธแค้น ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมี
อุบายร้ายกาจอะไร
ย้อนกลับไปห้าปีก่อนจนถึงตอนนี้ หลังจากฟางเหิงถูกไล่ล่า สวี่
โม่ถูกสับเปลี่ยนกระดาษคำตอบ ทั้งสองฝ่ายก็กลายเป็นศัตรูกันนาน
แล้ว ไม่มีวันปรองดองกันได้
ไม่ว่าจะเพื่อแก้แค้นหรือปกป้องสวี่โม่ก็ตาม การตามหาแผนการ
ของตระกูลฟางก็เป็นสิ่งที่ต้อง
“ข้าจะไปเอง ข้าเต็มใจ” ฟางเหิงพูดหนักแน่น “เจ้าห้า เจ้าอย่า
ปิดบังอีกเลย รีบบอกข้ามาเถอะว่าจะใช้วิธีไหน”
มีวิธีใดที่สามารถทำได้บ้าง?
จ่างเยี่ยนถอนหายใจแล้วเอ่ยเบา ๆ สองคำ “ร้องเรียน”
เข้าท้องพระโรง เข้าศาลาว่าการเมืองหลวง เข้าทุกที่ที่สามารถ
คุกเข่าได้ เพื่อร้องเรียนตระกูลฟาง
น ้าเสียงของเขาเบาหวิว แต่กลับทำให้พี่น้องทั้งห้าคนเบิกตา
กว้าง เจียงเซิงถึงกับอุทานอย่างไม่อยากเชื่อว่า “พี่ห้าเสียสติไปแล้ว
หรือ? พี่ใหญ่ถูกขโมยตำแหน่งฮุ้ยหยวน เขาตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลา
ว่าการเมืองหลวงจนเกือบพังถึงได้แค่สอบใหม่ แล้วทำไมพี่สามต้อง
ไปคุกเข่าร้องเรียนตระกูลฟางอีกเล่า?”
นั่นมันตระกูลฟางเชียวนะ
เมื่อก่อนยิ่งท่านแม่ทัพฟางได้นำทัพออกรบนำมาซึ่งสถานะอัน
มั่นคงให้แก่ตระกูลฟางมากเพียงใด ยามนี้การต่อสู้กับพวกเขาก็ยิ่ง
ลำบากมากเท่านั้น
หากยังไม่เข้าใจ ลองมองตระกูลเจียงก็จะพอเดาได้
ตระกูลฟางกับตระกูลเจียงมีสถานะทัดเทียมกัน ในตระกูลมีสอง
พี่น้อง คนหนึ่งเชี่ยวชาญบุ๋น อีกคนเชี่ยวชาญบู๊ คนหนึ่งอยู่ในราช
สำนัก อีกคนอยู่ชายแดน ทั้งคู่มีอำนาจเด็ดขาดเหนือผู้อื่นในเมือง
หลวงทั้งหมด
หากจะเปรียบเทียบก็คงเป็นรองแค่ราชวงศ์ แต่อยู่เหนือผู้คนนับ
หมื่น
“ด้วยกำลังของข้า…จะสามารถฟ้องร้องตระกูลฟางได้อย่างไร”
ฟางเหิงหัวเราะขื่น “ทหารเก่าที่ท่านพ่อทิ้งไว้รวมถึงพวกญาติ ๆ ล้วน
อยู่ที่ชายแดน อย่างมากก็ช่วยให้ข้าเลื่อนตำแหน่งได้เร็วขึ้น แต่ไม่มี
ประโยชน์อะไรในเมืองหลวงเลย”
บ้านเดิมของมารดาของเขาอย่างตระกูลหวังก็มีถิ่นฐานอยู่แค่ใน
เขตอันสุ่ย แม้จะมีลูกพี่ลูกน้องฝ่ายบิดาคอยดูแล แต่ก็ไม่สามารถ
แทรกซึมเข้าอยู่ในกว้างใหญ่ของเมืองหลวงได้
ในแผนการของฟางเหิงอาจต้องใช้เวลาสิบปีแปดปีถึงจะเลื่อนขั้น
เป็นแม่ทัพ ถึงจะสามารถกลับสู่เมืองหลวงอย่างสง่างามและกำจัดศัตรู
ได้
“ไม่ใช่อย่างนั้นพี่สาม” จ่างเยี่ยนส่ายหน้า “พวกเราไม่ได้
วางแผนจะโค่นล้มตระกูลฟาง พวกเราแค่ต้องการร้องเรียนก่อน
เท่านั้น”
นี่ก็เหมือนกับหลักการการต่อสู้กันระหว่างคนสองคน
หากไม่โจมตีก็จะไม่รู้ว่าศัตรูจะป้องกันอย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า
จะได้รู้ความล ้าลึกของวรยุทธ์ของศัตรู มีเพียงการลงมือและทดสอบ
เท่านั้น จึงจะสามารถคาดเดาท่าไม้ตายของศัตรูได้
ฟางเหิงเชี่ยวชาญเรื่องกลยุทธ์ เขาเข้าใจอย่างรวดเร็ว ดวงตา
เปล่งประกายขึ้น “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แต่เจ้าห้า พวกเราทำเช่นนี้จะไม่
เท่ากับยั่วยุตระกูลฟางหรอกหรือ?”
ไม่รอให้จ่างเยี่ยนตอบ เขาก็เข้าใจขึ้นมาอีก “ถ้าพวกเขาจะเคือง
ก็เคืองไปเถอะ อย่างไรเสียข้าอยู่ที่ชายแดนก็ไม่กลัวพวกเขาจะลอบ
สังหาร หลังจากพี่ใหญ่ผ่านการสอบวังหลวงแล้ว เขาก็จะมีตำแหน่ง
ทางการ พวกเราก็ไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาที่จะถูกปิดปากได้ง่าย ๆ อีก
ต่อไป”
ตรงกันข้าม ก็เพราะเหตุนี้ตระกูลฟางถึงรีบร้อนจะทำลายพวก
เขา
ต้นไม้เล็ก ๆ ในที่สุดก็กลายเป็นต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า เด็กน้อย
ที่อ่อนแอสามารถเปล่งประกายรุ่งโรจน์ท่ามกลางผู้คนเมื่อโตขึ้น
มันไม่อาจบรรยายความรู้สึกได้ แต่ราวกับว่าลูกสุนัขที่เคยร้อง
เสียงแหลมด้วยความหวาดกลัว ค่อย ๆ กลายเป็นสุนัขที่แข็งแกร่ง
องอาจ ราวกับต้นข้าวสาลีที่เคยอ่อนแอใกล้ตายกลับออกรวง และ
เด็กหนุ่มเด็กสาวที่เคยหาอาหารเพียงเพื่อประทังชีพ กลับกลายเป็น
คนกล้าหาญเข้มแข็งมากขึ้น
พวกเขาปรึกษารายละเอียดกันว่าควรไปที่ไหน และทำอย่างไรจึง
จะเหมาะสมที่สุด
ในที่สุด เช้าวันหนึ่งที่มีสายลมอ่อนพัดโชย ฟางเหิงถือดาบยาวที่
เคยร่วมฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน คุกเข่าลงที่หน้าประตูวังหลวง
สวี่โม่พาน้องชายน้องสาวยืนอยู่ห่างออกไป เหล่าสหายที่ได้ยิน
ข่าวก็รีบมา ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็หยุดดู รวมถึงสายลับที่มาสืบข่าว
มุ่งดูรอบประตูหน้าวัง
ในพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ตรงกลาง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งคุกเข่าหลัง
ตรง
“ใครกัน ทำไมไม่ไปร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการเมืองหลวง แต่กลับมา
คุกเข่าอยู่หน้าประตูวังหลวง”
“หน้าตาคุ้น ๆ …แล้วทำไมเขาถึงถือดาบมาด้วย”
“คุกเข่าอยู่ตรงนี้จะได้ผลหรือ ถ้าราชสำนักไม่สนใจ ก็คงเสียแรง
ไปเปล่า ๆ”
“เป็นไปไม่ได้หรอก ถึงราชวงศ์จะไม่สนใจ แต่หากพวกขุนนาง
เดินผ่านมาหลังเลิกประชุม พวกเขาจะไม่สนใจได้อย่างไร”
ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องทำเลย แค่ชาวเมืองที่มามุ่ง
ดูก็เพียงพอจะดึงดูดความสนใจของราชวงศ์แล้ว
ความคิดเห็นของประชาชนสามารถก่อให้เกิดคลื่นได้
ฟางเหิงยืดตัวตรง ไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง มุ่งมั่น
รอคอยความยุติธรรมเที่ยงตรงเพียงอย่างเดียว
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา ดวงอาทิตย์ลอยอยู่บนยอดไม้ อากาศ
ค่อย ๆ ร้อนระอุขึ้น ในที่สุดประตูวังหลวงก็เปิดออก
เหล่าขุนนางจากขั้นหนึ่งถึงขั้นสามเห็นเด็กหนุ่มที่กำลังคุกเข่า
พร้อมกับถือดาบ ตอนแรกพวกเขารู้สึกตกใจ จากนั้นก็พินิจ
พิเคราะห์เด็กหนุ่มและสุดท้ายก็มีสีหน้าครุ่นคิด
ผู้นำตระกูลฟางมีสีหน้าดำทะมึนราวกับถ่าน อยากจะเดินเข้าไป
ด่าสักสองประโยค แต่ก็กลัวว่าจะเป็นการยืนยันข้อสงสัยของทุกคน
จึงได้แต่ส่งสายตาไปให้ผู้นำตระกูลจู
ผู้นำตระกูลจูรับรู้ พลางเดินพลางตะโกนเข้ามา “ใครกันที่ช่าง
บังอาจมาขวางทางประตูวังหลวง รีบถอยออกไปเดี๋ยวนี้ ระวังจะถูกจับ
ขังคุกฐานก่อกวนความสงบ!”
เจียงเซิงที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนกะพริบตาแล้วโบกมือ
เจียงจี้จงที่ได้รับสัญญาณลับนี้กระแอมไอสองที “ขวางทางอะไร
กัน ข้าเห็นว่าเขามาร้องทุกข์มากกว่า รีบรายงานให้ฝ่าบาททรง
ทราบเถอะ ให้พระองค์เป็นคนตัดสิน”
“เหอะ! นี่อะไรกัน พวกคนเลวทรามก็สามารถทำให้ราชวงศ์ต้อง
วุ่นวายได้ด้วยหรือ แล้วพวกเราขุนนางจะมีประโยชน์อะไร” ผู้นำ
ตระกูลจูพูดด้วยความโกรธแค้น “ส่งตัวไปที่ศาลาว่าการเมืองหลวง
ดีกว่า แล้วจัดการโบยสามสิบไม้”
เจียงจี้จงมองด้วยสายตาเย็นชา กำลังจะเตรียมโต้เถียงเพื่อ
หลานสาว
ทันใดนั้นฟางเหิงก็วางดาบยาวลง แล้วก้มศีรษะลงกับพื้นพลาง
ร้องตะโกน “ข้าฟางเหิง บุตรชายของแม่ทัพผู้ล่วงลับฟางซื่อฮุย ขอ
ร้องเรียนเพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับการตายของบิดามารดา ขอ
ความเมตตาจากฝ่าบาท โปรดเห็นแก่ที่บิดาของกระหม่อมออกรบมา
หลายสิบปี ช่วยให้ความยุติธรรมกับสายตรงของตระกูลฟางด้วยพ่ะ
ย่ะค่ะ!”
เขาเป็นคนตรงไปตรงมา พูดว่าจะก้มก็ก้มจริง ๆ โขกศีรษะจน
เสียงดังก้องไปทั่ว
เจียงเซิงโกรธจนตาแดง นางพึมพำว่า “ข้าบอกพี่สามแล้วว่าอย่า
ซื่อตรงเกินไป อย่าก้มศีรษะแรงเกินไป แล้วทำไมถึงไม่ฟังเลยนะ”
ไม่กี่ครั้ง หน้าผากของเด็กหนุ่มก็เต็มไปด้วยเลือดสีแดงสด
เจียงจี้จงรู้สึกสงสาร อยากจะเข้าไปช่วยพยุง แต่ก็มีคนวิ่งเข้าไป
ก่อนแล้ว
“อย่าก้มหัวอีกเลย” ผู้นั้นกัดฟันพูด “ฝ่าบาทรู้เรื่องแล้ว พระองค์
กำลังเดินทางมาที่นี่”
ฟางเหิงเงยหน้าขึ้น เลือดไหลจากหน้าผากเข้าหางตา ท่ามกลาง
ความพร่ามัวสีแดง เขาเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยมาก ๆ
“ท่านคือ…” ความคิดของเด็กหนุ่มแล่นปราด ความทรงจำ
เกี่ยวกับท่านย่าฟื้นคืนมา “ลูกพี่ลูกน้อง”
คนที่เรียกท่านย่าของเขาว่าท่านป้า คือคนตระกูลเฮ่อ
แต่เดิมคิดว่าหลังจากท่านย่าจากไป สองตระกูลคงไม่มีโอกาสได้
พบกันอีก แต่ไม่คิดว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายที่หน้า
ประตูวัง
“วันนี้ราชวงศ์กำลังโกรธตระกูลฟาง หากเจ้ามีความแค้นก็พูด
ออกมาตรง ๆ แต่จำไว้ว่าอย่าได้พาดพิงถึงพวกเขา” ผู้นำตระกูลเห
อพูดอย่างรวดเร็ว “จำไว้ เจ้ามาที่นี่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้คน
ในครอบครัวของเจ้า อย่าได้ไปยุ่งเรื่องอย่างอื่น”
ฟางเหิงพยักหน้า
ประตูใหญ่ของวังหลวงเปิดออกอีกครั้ง ขันทีและนางกำนัลเดิน
ออกมาเป็นแถว ตรงกลางคือเชื้อพระวงศ์ผู้สวมฉลองพระองค์สีเหลือง
ลายมังกร
เขากวาดสายตามองผ่านเด็กหนุ่มที่กำลังคุกเข่า แล้วหันไปมอง
ตระกูลจู ตระกูลฟาง ตระกูลเจียง และตระกูลเฮ่อที่กำลังขัดแย้งกัน
ก่อนจะถามว่า “ใครกันที่กล้ามาก่อความวุ่นวายถึงที่นี่”