พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 379 การต่อสู้ภายในตระกูลฟาง
ในฐานะราชวงศ์ เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนอกวัง
หลวง เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่รู้ว่าคนที่คุกเข่าอยู่เป็นใคร
แต่บางคำถามเป็นเพียงพิธีการ ต้องถามตามขั้นตอน
ฟางเหิงตอบอย่างสุภาพและเป็นทางการ “ข้าฟางเหิง บุตรชาย
ของฟางซื่อฮุย ขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท หลังจากบิดาของกระหม่อมสิ้นชีพ
ในสนามรบ อารองและครอบครัวของเขาได้สังหารมารดากระหม่อม
อย่างโหดเหี้ยมเพื่อแย่งชิงอำนาจในบ้าน ส่งคนไล่ล่ากระหม่อม
กระหม่อมไร้ซึ่งกำลังและไม่มีทางเลือก จึงขอร้องให้ฝ่าบาทช่วยให้
ความยุติธรรมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
บุตรชายของแม่ทัพพูดตรงไปตรงมาไม่ปิดบัง เพียงไม่กี่ประโยค
ก็ทำให้การต่อสู้ระหว่างสองสายของตระกูลฟางปรากฏชัด ขณะที่
เหล่าขุนนางรอบข้างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ผู้นำตระกูลฟางซึ่งก็คือ
อารองของฟางเหิงก็ใบหน้าแดงก ่าด้วยความโกรธ
“เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล!” เขาตวาดกลับ แล้วคุกเข่าลง “ขอฝ่า
บาทโปรดพิจารณา หลังจากพี่ชายของกระหม่อมสิ้นชีพ พี่สะใภ้ก็ล้ม
ป่วยและจากไป กระหม่อมในฐานะอารองสมควรรับผิดชอบดูแล
หลาน ๆ แต่ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะไม่ยอมรับ และเชื่อว่ากระหม่อมเป็น
คนทำร้ายพี่สะใภ้จึงหนีจากไป”
“ห้าปีแล้ว กระหม่อมพยายามตามหาเด็กคนนี้มาตลอด
สิ้นเปลืองทรัพยากรไปมากมาย แต่ไม่คิดว่าเขาจะกลับมาฟ้องร้องที่
ประตูวังหลวงในเวลานี้ กระหม่อมรู้สึกทุกข์ใจยิ่งนัก…” ผู้นำตระกูล
ฟางเริ่มสะอื้น แสดงบทบาทของท่านอาผู้น่าสงสารและเป็นห่วงอย่าง
สุดซึ้ง
ความจริงปนเท็จ เรื่องเท็จผสมจริง ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันคำพูด
ของตนเอง ยากจะแยกแยะความจริงได้
ในตอนนี้ก็ต้องดูว่าฝ่าบาทจะเลือกเชื่อใคร
ฝ่ายหนึ่งคือผู้นำของตระกูลฟาง เป็นขุนนางสำคัญแห่งราช
สำนัก
ส่วนอีกฝ่ายคือเด็กหนุ่มร่างผอมบาง อ่อนแอ และไร้ซึ่งฐานะใด ๆ
เหล่าพี่น้องที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคนต่างกลั้นใจ จ้องมองฝ่าบาทที่
กำลังครุ่นคิดเคร่งเครียด กระทั่งการหายใจยังยาวออกไป
มีเพียงจ่างเยี่ยนที่เอ่ยอย่างไม่แยแส “เขาจะขอหลักฐาน”
เป็นดังคาด ฝ่าบาทเอ่ยด้วยน ้าเสียงอันทรงอำนาจว่า “พวกเจ้ามี
หลักฐานหรือไม่?”
“กระหม่อมมีพ่ะย่ะค่ะ” ผู้นำตระกูลฟางรีบพูดแทรกก่อนที่ฟางเหิง
จะได้เอ่ยปาก
“กระหม่อมมีจดหมายตอบกลับที่ส่งคนไปตามหาหลานชาย อีก
ทั้งยังมีบันทึกเงินทองที่ใช้ในการตามหาเขาอย่างไม่ย่อท้อมาหลายปี
ขอเพียงให้เด็กคนนี้เข้าใจความตั้งใจของกระหม่อมผู้เป็นอา ไม่ว่า
จะต้องทำอย่างไรก็คุ้มค่าทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ!”
พูดจบเขาก็ส่งคนกลับไปที่ตระกูลฟางเพื่อนำหลักฐานมา
สายตาทุกคู่หันกลับมาที่ฟางเหิง เด็กหนุ่มเม้มปาก ใบหน้า
องอาจเต็มไปด้วยความลังเล ก่อนจะส่ายหน้า “กระหม่อมไม่มี แต่
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระหม่อมก็รอดมาจากการตามล่าได้”
ฝูงชนส่งเสียงฮือฮาทันที
ความจริงแล้วเขามีหลักฐานเป็นจดหมายที่ตระกูลฟางเขียนถึง
ตระกูลหวัง ป้าสะใภ้ซุนซื่อผู้ลงมือวางยาพิษ รวมถึงเงินทองที่ตระกูล
ฟางมอบให้ตระกูลซุนทั้งหมดก็สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้
แต่พลังของสิ่งเหล่านี้มีน้อยเกินไป ตระกูลฟางแค่หาแพะรับบาป
ก็หลุดพ้นความผิดได้แล้ว
สิ่งที่ฟางเหิงต้องการคือการทำลายล้างตระกูลฟางถึงรากถึงโคน
ให้ครอบครัวของอารองต้องคุกเข่าขอความเมตตา แม้ว่าจะต้องรอไป
อีกสิบปีแปดปีเขาก็ยินดี
รอให้ตัวเองได้เป็นแม่ทัพและกลับมาจากสนามรบ
รอให้พี่ใหญ่กลายเป็นขุนนางหน้าใหม่ ยืนหยัดอย่างมั่นคงใน
ราชสำนัก
ตอนนี้พวกเขาเพียงแค่กำลังลองเชิงเพื่อมองหาไพ่ตายและแผน
สำรองของตระกูลฟาง
ฟางเหิงก้มศีรษะลงกับพื้นอีกครั้ง แล้วกล่าวด้วยน ้าเสียงหนัก
แน่นว่า “ทูลฝ่าบาท แม้กระหม่อมจะไม่มีหลักฐาน แต่การที่กระหม่อม
ต้องระหกระเหินเร่ร่อนมาหลายปีนั้นเป็นความจริง การที่บ้านและ
ทรัพย์สินของกระหม่อมถูกยึดไปก็เป็นความจริง หากอารองมีความ
เมตตาและใส่ใจ กระหม่อมจะต้องทนทุกข์อยู่ข้างนอกเช่นนี้หรือ!”
ผู้นำตระกูลฟางที่เพิ่งแย้มออกพลันชะงักค้าง
แม้จะมีหลักฐานแล้วอย่างไร? บางครั้งจิตใจของคนก็ไม่ใช่สิ่งที่
หลักฐานจะสามารถยืนยันได้
พวกเขาที่ควบคุมอำนาจและเครือข่ายของตระกูลฟางนั้นเป็น
ฝ่ายที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ขณะที่ฟางเหิงเด็กหนุ่มวัยเพียงสิบสี่ปีมี
จุดอ่อนอย่างเห็นได้ชัด
ห้าปีก่อน…เขาเพิ่งอายุเก้าขวบเท่านั้น
สิ่งใดกันที่สามารถทำให้เด็กอายุเก้าขวบรู้สึกไม่ปลอดภัย ละทิ้ง
ชีวิตที่สุขสบาย ออกไปเร่ร่อนข้างนอกและเติบโตอย่างยากลำบาก
หากผู้นำตระกูลฟางให้คำอธิบายเรื่องนี้ไม่ได้ เพียงแค่น ้าลาย
ของผู้คนรอบข้างก็เพียงพอจะทำให้เขาตกต ่าได้แล้ว
การฆ่าคนและทำลายจิตใจช่างง่ายดายเหลือเกิน
“ยอดเยี่ยมมาก วิธีของพวกเราได้ผลแล้ว” เจียงเซิงดีใจ “ฝ่า
บาทจะสามารถให้ความยุติธรรมกับพี่สามได้หรือไม่”
“มันเป็นไปไม่ได้หรอก” สวี่โม่ส่ายหน้า “กระแสสังคมเพียงแค่
ช่วยผลักดันเท่านั้น แต่ไม่สามารถตัดสินผลลัพธ์ได้”
ในตระกูลชนชั้นสูง ข่าวลือเป็นเพียงขนนก สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือ
คนที่ได้ยินข่าวลือนั้นจะคิดและตัดสินอย่างไร
ฝ่าบาทในฉลองพระองค์มังกรสีเหลืองทองไตร่ตรองอีกครั้ง
เหมือนว่าพระองค์มักจะก้มหน้าครุ่นคิดบ่อยครั้ง การตัดสิน
พระทัยใช้เวลาอยู่นาน จนทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกกระวนกระวายและ
คาดหวัง
“แสร้งทำเป็น” จ่างเยี่ยนพึมพำอย่างดูแคลน “สุดท้ายก็คงแค่
ประนีประนอมทั้งสองฝ่าย”
ราวกับตอบรับคำพูดของเด็กหนุ่ม ฝ่าบาททรงเอ่ยด้วยน ้าเสียง
ลึกซึ้ง “ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างยืนกรานคำพูดของตน แท้จริงแล้วพวก
เจ้าก็เป็นญาติร่วมสายเลือด สู้นั่งลงแล้วพูดคุยกันดี ๆ ต่างฝ่ายต่าง
ถอยคนละก้าว เปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตรจะดีกว่า”
แต่จะถอยอย่างไร เป็นประเด็นสำคัญ
การให้อารองสละตำแหน่งผู้นำตระกูลที่แย่งชิงมาด้วยความ
ยากลำบาก รวมถึงทรัพย์สินและเครือข่ายทั้งหมดของตระกูลฟาง
เขาก็ไม่เต็มใจ
การให้ฟางเหิงละทิ้งความแค้นที่มารดาต้องตาย และความโกรธ
แค้นที่สั่งสมมาห้าปี เขาก็คงไม่มีทางยินยอม
การเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตรเป็นเพียงคำพูดไร้สาระ ไม่มีใคร
ยอมละทิ้งสิ่งที่ตนยึดมั่นได้ และไม่มีใครถอยให้แม้แต่ครึ่งก้าว
แน่นอนว่าผู้นำตระกูลฟางมีสีหน้าเขียวคล ้า ไม่พูดอะไร
ฟางเหิงกลับไม่ลังเล คุกเข่าคำนับ “กระหม่อมยินดี ขอเพียงอา
รองมอบตำแหน่งผู้นำตระกูลพร้อมทั้งป้ายหยกเจ้าบ้าน กุญแจคลัง
และสัญญาซื้อขายที่ดินทั้งหมดให้กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
ฟังเหมือนเป็นคนไม่ดีเอาเสียเลย คุกเข่าคำนับอยู่ตั้งนานแท้ ๆ
แต่เพื่อทรัพย์สินและอำนาจของตระกูลฟาง เขากลับลืมแค้นของ
มารดาไปเสียสนิท
ทว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการ
ฝ่าบาทชอบประนีประนอม ผู้นำตระกูลฟางไม่ส่งเสียง ฟางเหิง
ยอมถอยให้เช่นนี้ เท่ากับเอาทั้งสองคนไปย่างบนไฟ หากคนไม่มอบ
ทุกอย่างของตระกูลฟางให้เขา ก็ต้องให้ฝ่าบาทตัดสินใจอย่างแท้จริง
ณ ประตูใหญ่ของวังหลวง
บุรุษในชุดมังกรสีเหลืองทองขมวดคิ้ว ขณะที่ผู้นำตระกูลฟางซึ่ง
คุกเข่าอยู่ก็เริ่มครุ่นคิดอย่างหนักด้วย
ทั้งสองต่างพยายามหาทางออกจากสถานการณ์นี้ โดยใช้
มุมมองของตนเองและวิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อสงบพายุ
สมกับที่ผู้นำตระกูลฟางเป็นคนเจ้าเล่ห์ เขาส่งสายตาให้คนสนิท
ทันใดนั้นผู้นำตระกูลจูก็ก้มตัวคุกเข่าลงทันที “เด็กน้อยคนหนึ่งจะทำ
ประโยชน์อะไรได้เล่าพ่ะย่ะค่ะ ย่อมเป็นเรื่องปกติที่พี่น้องของท่านแม่
ทัพจะรับสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล แต่เด็กคนนี้กลับถูกหญิงนาง
หนึ่งยุยงสองสามคำก็ทำให้ตระกูลฟางอยู่ไม่สุข นี่แสดงว่าคนขาด
การอบรมสั่งสอนอย่างแท้จริงพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
ทั้งเปิดเผยและแอบแฝง เขาโยนความผิดทั้งหมดไปให้ภรรยา
ของท่านแม่ทัพ หวังซื่อ
ฟางเหิงกัดฟันแน่น พยายามข่มใจหลายครั้งถึงไม่ได้โต้แย้ง
กลับไป
ทว่าผู้นำตระกูลเฮ่อกลับเป็นฝ่ายทนไม่ไหว เขาคุกเข่าลงกับพื้น
ประสานมือกล่าวเสียงดังฟังชัด “ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณา ตำแหน่ง
ผู้นำตระกูลแต่ไหนแต่ไรมาล้วนสืบทอดโดยบุตรชายคนโตสายตรง
หากบ้านใหญ่ไม่มีทายาทก็แล้วไป แต่คนยังมีชีวิตอยู่แท้ ๆ กลับจะให้
อาจากบ้านรองสืบทอด อีกทั้งยังไม่สามารถดูแลบุตรชายกำพร้าของ
แม่ทัพได้ดี ช่างทำให้เหล่าทหารนับหมื่นนับพันรู้สึกสงสารยิ่งนัก”
เจียงจี้จงได้รับสัญญาณจากเจียงเซิง เขาจึงไม่ได้คุกเข่า ในใจ
นึกสงสัย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ในแผนการของเหล่าพี่น้อง พวกเขาต้องการบีบให้ฝ่าบาท
ตัดสินใจ
และฝ่าบาทมักต้องชั่งน ้าหนักอำนาจของทั้งสองฝ่ายก่อนจึงจะ
พิจารณาผลลัพธ์ได้
ตำแหน่งผู้นำตระกูลฟางตัวจริงก็คือฟางเหิง ส่วนผู้นำตระกูลจู
เดิมทีก็ตั้งใจจะให้เจียงจี้จงออกมาขัดขวาง หากมีผู้นำตระกูลเถาเพิ่ม
เข้ามา ก็จะทำให้ผู้นำตระกูลเหยาต้องคุกเข่าด้วย เพื่อให้ทั้งสองฝ่าย
ยังคงรักษาสมดุลอำนาจ
ใครจะคิดว่าผู้นำตระกูลเฮ่อจะโผล่มาจากที่ไหนไม่รู้ แย่งงานของ
ท่านอารองเจียงของนางไปจนหมด