พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 381 เจ้าห้าหน้าซีดไม่พูดไม่จา
เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ เหล่าพี่น้องก็ต่างรู้สึกหดหู่
ฟางเหิงพยายามคิดจนสมองแทบแตก
“ก็…ก็ไม่แน่ สุดท้ายแล้วการสอบในวังหลวงก็ขึ้นอยู่กับราชวงศ์
เป็นคนตัดสิน องค์ชายใหญ่กับฝ่าบาทก็แค่ความสัมพันธ์พ่อลูก
เท่านั้น”
เท่านั้น
คำพูดนี้ไม่พูดเสียยังดีกว่า
ในโลกใบนี้นอกจากสามีภรรยาแล้วก็มีเพียงพ่อลูกเท่านั้นที่
พูดคุยกันได้ ลูกแท้ ๆ วิงวอนสักสองสามคำ คนเป็นพ่อจะทำเป็น
ไม่ได้ยินได้อย่างไร?
แม้ว่าราชวงศ์จะวุ่นวายเพียงใด แต่ราชสำนักก็ไม่อาจไว้วางใจ
องค์ชายใหญ่ได้ทั้งหมด แต่ด้วยความสัมพันธ์พ่อลูก ทำให้องค์ชาย
ใหญ่สามารถสร้างอุปสรรคให้สวี่โม่ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
“พี่ใหญ่สอบได้ตำแหน่งอันดับหนึ่งตั้งแต่เจี้ยหยวนมาจนถึงฮุ้ย
หยวน คนทั้งเมืองหลวงต่างก็รู้กันทั่ว ตระกูลฟางจะวางกับดักอะไรใน
การสอบวังหลวงได้?” เจิ้งหรูเชียนถามด้วยความสงสัย “ถึงจะวางกับ
ดักจริง แต่การที่ฮุ้ยหยวนสอบได้อันดับท้าย ๆ ในการสอบวังหลวง
มันจะเป็นไปได้หรือ?”
นี่แหละคือสิ่งที่คนนอกไม่เข้าใจ
ทำไมการสอบรอบสุดท้ายของการสอบขุนนางถึงต้องเป็นการ
สอบในวังหลวง?
นอกจากการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของฮ่องเต้แล้ว ยังเป็น
การป้องกันไม่ให้ผู้อื่นใช้การเลื่อนตำแหน่งสร้างพรรคพวกและ
แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้คนที่อ่านหนังสือ
แบบไม่เข้าใจ อ่านแบบท่องจำและทำได้เพียงงานเขียนเท่านั้น หรือที่
เรียกกันว่าวางแผนรบบนกระดาษ ขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติ
จริง
บนเส้นทางอันยาวนานของการสอบขุนนาง นอกจาก
ความสามารถในการเขียนอ่านแล้ว ยังต้องมีความสามารถในการ
ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ มีบุคลิกที่ไม่ยโสโอหังและไม่ต ่าต้อย
จนเกินไป มีวาทศิลป์เพียงพอ ถึงจะสามารถโดดเด่นเหนือกลุ่มคนได้
ในราชวงศ์ก่อน มีฮุ้ยหยวนที่ขี้ขลาดและหวาดกลัวทำให้เกิด
เรื่องขบขันมากมายในท้องพระโรง สุดท้ายก็ได้รับตำแหน่งจิ้นซื่อ
อย่างลวก ๆ และตำแหน่งขุนนางก็หยุดอยู่ที่ขั้นเจ็ดตลอดไป
และมีคนที่มีผลการสอบระดับแคว้นธรรมดาทั่วไป แต่เพราะมี
วาทศิลป์ยอดเยี่ยมจนได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ สุดท้ายก็
ได้รับตำแหน่งจิ้นซื่อและเป็นถึงสามอันดับแรกด้วยซ ้า
“ตระกูลฟางปล่อยให้พี่ใหญ่ได้รับตำแหน่งฮุ้ยหยวน แสดงว่า
สถานะนี้ไม่ได้โดดเด่นมากพอ ถ้าหากแสดงความสามารถได้แค่
ธรรมดาหรือผิดพลาดในการสอบวังหลวง พี่ใหญ่ก็คงไม่สามารถ
สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก” ฟางเหิงถอนหายใจ
ขณะถอนหายใจเขาก็เริ่มรู้สึกผิด
ทั้งหมดเป็นความผิดของเขา ตั้งแต่พี่น้องทั้งหกคนก้าวเข้าเขต
อันสุ่ย ความวุ่นวายทั้งหมดล้วนเกิดจากเขา
หากไม่มีเขา ทุกคนคงไม่ต้องทนทุกข์มากมายขนาดนี้
ฟางเหิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแย่ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด อยากจะคว้าดาบ
มาสังหารตระกูลฟางให้ราบคาบ แม้ว่าสุดท้ายเขาจะต้องเข้าคุก
แม้ว่าจะต้องสละชีวิตนี้ไป แต่ตราบใดที่พี่ชายน้องชายและน้องสาว
ปลอดภัยก็คุ้มค่าแล้ว
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งตื่นเต้น เส้นเลือดบนแขนเรียวของเขาเต้นตุบ ๆ
ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยด้านเริ่มรุ่มร้อน ราวกับกำลังเร่งเร้าให้เขารีบ
ไป รีบไปฆ่าซะ!
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้กำด้ามดาบ มือเล็ก ๆ อบอุ่นก็ยื่นมาจับ
แขนเขาไว้แน่น “พี่สาม ท่านอย่าใจร้อนไป มันไม่ใช่ความผิดของ
ท่าน ถึงไม่มีท่าน ไม่มีตระกูลฟาง ก็ยังมีตระกูลจ้าว ตระกูลหลี่หรือ
ตระกูลซุนอยู่ดี”
ฟางเหิงหันกลับไปมอง เห็นน้องสาวที่สีหน้าเต็มไปด้วยความ
กังวล
ไม่รู้ทำไมวันนี้พี่ใหญ่ถึงเงียบขรึมนัก พี่รองก็พูดน้อยลง เจ้าสี่ก็
เหม่อลอย แม้แต่เจ้าห้าก็หน้าซีดไม่พูดไม่จา
โชคดีที่เจียงเซิงฉลาดหลักแหลม สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างไม่
ถูกต้อง จึงพูดเกลี้ยกล่อมอย่างจริงใจว่า “การเดินทางมาถึงจุดนี้ได้
พวกเราไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นก็ต้อง
เผชิญหน้ากับมัน อย่ารู้สึกผิดหรือเสียใจไปเลย พวกเราเป็น
ครอบครัวเดียวกันนะ ครอบครัวเดียวกันต้องไม่แบ่งแยกกันสิ”
เวลาที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ พี่น้องก็รักใคร่กลมเกลียวกัน แต่
พอเจอปัญหาก็แบ่งแยกเป็นเจ้าเป็นข้า
ครอบครัวต้องฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและ
กัน
พวกเขาเต็มใจช่วยเหลือฟางเหิง เต็มใจจะทำให้ตระกูลฟางไม่
พอใจ พวกเขาทุกคนไม่เสียใจและยินดีเผชิญหน้า
“ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เสียใจไปก็ไร้ประโยชน์ สู้
คิดหาทางแก้ปัญหาจะดีกว่า” เจียงเซิงเหมือนจะย้อนกลับไปเมื่อห้าปี
ก่อน ใช้ประสบการณ์ชีวิตอันมากมายของตนเองมาสั่งสอนพี่ชาย
“พี่สาม ท่านอายุสิบสี่แล้วนะ ต้องโตเป็นผู้ใหญ่หน่อยสิ!”
ฟางเหิงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี แต่มือที่กำด้ามดาบไว้ก็ค่อย
ๆ คลายออก
“น้องสาวพูดถูก” สวี่โม่กลับมาได้สติ “พวกเรามาถึงขั้นนี้แล้ว
ความหุนหันพลันแล่นหรือความเสียใจไม่สามารถแก้ไขอะไรได้”
สิ่งสำคัญคือพวกเขาจะทำลายอุปสรรคแบบใหม่นี้ได้อย่างไร
“บางทีพวกเราควรไปขอความช่วยเหลือจากตระกูลเจียงอีกครั้ง”
เจิ้งหรูเชียนเกาหัว เริ่มเสนอความคิดเห็น “ตระกูลเฮ่อไม่ใช่ว่าเต็มใจ
ช่วยเจ้าสามหรอกหรือ มีตระกูลใหญ่มากมายหนุนหลัง ย่อมเพียงพอ
จะต้านทานอำนาจขององค์ชายใหญ่ได้”
แรงจูงใจของตระกูลเฮ่อยังไม่ชัดเจน แต่การเต็มใจยื่นมือ
ช่วยเหลือฟางเหิง แสดงว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใช่ศัตรู
“แต่ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าพวกเรา ไม่ได้อยู่ที่คนตระกูลใหญ่” สวี่
โม่หลับตาลงชั่วครู่ แล้วเริ่มวิเคราะห์ให้ทุกคนฟัง “ตระกูลฟางเลือก
อยู่ข้างองค์ชายใหญ่ แสดงว่าพวกเขากำลังเดิมพันว่าองค์ชาย
พระองค์นี้มีโอกาสจะได้เป็นกษัตริย์คนต่อไปของราชวงศ์ต้าอวี๋”
เขาเป็นกษัตริย์ พวกเขาเป็นขุนนาง
กษัตริย์ต้องการให้ขุนนางตาย ขุนนางก็ต้องยอมตาย
ไม่ว่าจะเป็นการสอบวังหลวงหรือการต่อสู้กับตระกูลฟาง ทั้งสอง
ฝ่ายก็มีพลังอำนาจพอ ๆ กัน หรือจะแพ้ชนะก็เป็นเพียงสถานการณ์
ของปัจจุบันเท่านั้น เมื่อใดที่องค์ชายใหญ่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ของพวกเขา
ก็เหลือแค่รอให้คนมาจัดการเท่านั้น
“ในเมื่อผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ การกระทำทั้งหมดของพวกเรา
ในตอนนี้ รวมถึงผลของการสอบในวังหลวง ก็ช่างน่าขันและไร้
ประโยชน์เหลือเกิน” สวี่โม่ส่ายหน้า นึกเยาะหยันตัวเอง “ในทาง
กลับกัน ตระกูลฟางเพียงแค่สนับสนุนให้องค์ชายใหญ่ขึ้นครอง
บัลลังก์ได้สำเร็จ หนทางข้างหน้าก็จะสดใสราบรื่น”
“เช่นนั้นพวกเราจะเป็นฝ่ายช่วยองค์ชายใหญ่เองได้หรือไม่…”
เวินจืออวิ่นเพิ่งเอ่ยก็ปิดปากลงทันที
ทุกสิ่งล้วนมีลำดับความสำคัญ องค์ชายใหญ่กับตระกูลฟางเป็น
พันธมิตรกันแล้ว ไม่ว่าใครที่มาทีหลังก็ไม่อาจเหนือกว่าสถานะของ
ตระกูลฟางได้ ด้วยเหตุนี้เอง ตระกูลฟางจึงทุ่มเทสนับสนุนองค์ชาย
ใหญ่อย่างสุดหัวใจ
สองฝ่ายร่วมมือกัน ยากที่คนภายนอกจะแทรกแซงได้
หากพวกเขาต้องการหาหนทางเอาชีวิตรอด ก็ทำได้เพียงไป
พึ่งพิงองค์ชายองค์อื่น
“ฝ่าบาทมีองค์ชายสี่พระองค์ องค์ชายใหญ่เป็นพันธมิตรกับ
ตระกูลฟาง พระมารดาขององค์ชายรองก็ไม่มีอำนาจ องค์ชายสี่ขา
พิการ ส่วนองค์ชายห้าป่วยหนักไม่ค่อยได้ออกจากวัง” สวี่โม่หลับตา
ลงอีกครั้ง
พวกเขาเลือกองค์ชายที่เหมาะสมไม่ได้ และไม่มีคุณสมบัติจะไป
พึ่งพิงองค์ชายคนไหนได้เลย
ตระกูลเจียงมีคุณสมบัติ แต่ตระกูลที่มีชื่อเสียงบริสุทธิ์มาร้อยปีจะ
ยอมแปดเปื้อนชื่อเสียงของตระกูลเพื่อปกป้องพวกเขาได้อย่างไร
คำร้องขอนี้เจียงเซิงไม่กล้าพูดและพวกเขาพี่น้องก็ไม่เต็มใจ
“บางทีข้าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ควรเข้าเมืองหลวง
มาสอบ” สวี่โม่ถอนหายใจ “ถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่าหากไม่มีฐานะหรือภูมิ
หลัง ในเมืองหลวงที่กว้างใหญ่เช่นนี้ การจะก้าวเดินไปข้างหน้าช่าง
ยากเย็นเหลือเกิน”
เมื่อเผชิญหน้ากับนายอำเภอ พวกเขาก็ไปหาผู้ว่าการเขตเพื่อ
ต่อต้าน
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ว่าการเขต พวกเขาก็ไปหาตระกูลใหญ่เพื่อ
ควบคุมอีกฝ่าย
เมื่อเผชิญหน้ากับคนตระกูลใหญ่ พวกเขาก็ไปหาตระกูลใหญ่
ตระกูลอื่นเพื่อถ่วงดุลอำนาจ
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับองค์ชาย พวกเขาจะไปหาเชื้อพระองค์เพื่อ
ขอความช่วยเหลือหรือ?
ศัตรูไม่มีที่สิ้นสุด คู่ต่อสู้ก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าพวกเขาจะ
พยายามมากแค่ไหน สุดท้ายก็ยังต้องเจอกับความยากลำบากและ
อุปสรรคนานัปการ
แม้แต่คุณชายไผ่เขียวผู้มั่นคงและแข็งแกร่ง ยามนี้ก็ยังรู้สึก
ท้อแท้ ความสิ้นหวังแผ่ซ่านไปทั่วตัว
“พี่ใหญ่… ” เจียงเซิงมองเขาอย่างเหม่อลอย “พวกเราจะยอมแพ้
แล้วหรือ? ยอมแพ้กับทุกอย่างที่พวกเรามีในตอนนี้ ยอมแพ้กับ
ตระกูลฟาง เลิกแก้แค้นให้พี่สาม?”
ทั้งที่ตอนไม่มีอะไรเลย พวกเขายังกล้าต่อต้านนายอำเภอ
แต่ตอนนี้มีทั้งฐานะและอนาคต กลับต้องหดหัวถอยหลัง
“ถึงไม่มีเงินทอง ไม่มีฐานะตำแหน่ง ข้าก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ ถึงจะต้อง
กินรำข้าวก็ไม่เป็นไร” นางพึมพำเบา ๆ “แต่ถ้าพวกเรายอมแพ้ พวก
ท่านป้าท่านน้าที่โรงผลิตจะทำอย่างไร ป้าจางจะทำอย่างไร ลุงจางกับ
ป้าซุ่ยที่เขตอันสุ่ยจะทำอย่างไร ยังมีพวกพี่น้องผังต้าซานที่ขนส่ง
สินค้า พวกพี่น้องตระกูลเกา คนงานที่ขนลิ้นจี่กับถั่วฝักยาวที่อำเภอ
เซี่ยหยางด้วย”
พวกเขาไม่ได้มีกันหกคนมานานแล้ว
เบื้องหลังของพวกเขามีญาติมิตรมากมายยืนอยู่ มีคนงานที่ต้อง
พึ่งพาพวกเขาเพื่อความอยู่รอด