พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 382 อิสรภาพ
แม้แต่เบื้องหลังของสวี่โม่ก็มีสายตาคาดหวังของใต้เท้าโต้ว มีสี
หน้าให้กำลังใจของฉีหวาย มีเงินสองร้อยตำลึงที่จูซือหวนแอบยัดให้
มีความชื่นชมของอันจวิ่น รวมถึงความเลื่อมใสที่ไม่อาจปิดบังของ
จ้าวหยวน
หากพวกเขายอมแพ้จริง ๆ ผู้คนเหล่านี้จะต้องผิดหวังมากแค่
ไหนกัน
สวี่โม่ยิ้มขื่น ข้าอายุสิบหกแล้ว แต่กลับไม่รอบคอบเท่ากับ
น้องสาวที่อายุสิบสองปี
“ยอมแพ้ไม่ได้ เราไม่อาจถอยได้” ในที่สุดน้องชายคนที่ห้าซึ่ง
หน้าซีดเผือดก็เอ่ยเสียงแหบพร่า “หรือว่าพวกเราจะทิ้งพี่สามไป
เสียเลย?”
ฟางเหิงกับตระกูลฟางไม่อาจสลายความแค้นหรือกลืนความ
โกรธลงคอได้
หากพวกเขายอมถอย ฟางเหิงก็จำต้องเสี่ยงชีวิตเพียงลำพัง
เดินหน้าไปถึงจุดสูงสุดและโดดเดี่ยว
“การที่เรามาถึงวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยง
ไม่ได้ต่างหาก” จ่างเยี่ยนก้มหน้ามองพื้น “พี่ใหญ่ยังเข้าใจเรื่องราวใน
ราชสำนักน้อยเกินไป แม้ว่าราชวงศ์ต้าอวี๋จะเป็นแผ่นดินของตระกูลจู้
แต่ท้องพระโรงก็ไม่ใช่สถานที่ที่ราชวงศ์จะพูดอะไรก็ได้ตามใจชอบ”
ลองคิดดูว่าตระกูลใหญ่ควบคุมฮ่องเต้ได้อย่างไร
ลองคิดดูว่าตระกูลฟาง ตระกูลเจียง ตระกูลเหยา ตระกูลจู และ
ตระกูลใหญ่เหล่านี้มีอำนาจที่จะพูดมากแค่ไหน
ราชวงศ์ต้องประนีประนอมเรื่องนักเขียนเงากับตระกูลฟางเพื่อ
รักษาพวกเขาเอาไว้ แม้องค์ชายใหญ่ขึ้นครองราชย์แล้ว ยังจะมี
เหตุผลอะไรที่เขาจะละทิ้งขุนนางผู้มีอำนาจทั้งหมดไป
จงตระหนักไว้ว่าสิ่งที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ คืออำนาจที่แท้จริง
สุดท้ายแล้วก็ต้องให้สวี่โม่พยายามก้าวไปให้ไกลกว่านี้ ปีนป่าย
ให้สูงขึ้นไปมากกว่านี้
“ส่วนเรื่องการสอบในวังหลวง ท่านวางใจได้ เมื่อผ่านการสอบ
ระดับแคว้นไป การเป็นจิ้นซื่อก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว อีกทั้งยังมี
ตระกูลเจียงและตระกูลเฮ่อช่วยผลักดัน เส้นทางราชการอาจมี
อุปสรรค แต่ก็จะไม่มีวันจบลง” ในที่สุดเด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้น “พี่ใหญ่
ท่านเคยบอกว่าจะเป็นที่พึ่งให้พวกข้า”
การวิเคราะห์ของจ่างเยี่ยนราวกับฉีกกระชากความมืดมิด เผย
ให้เห็นแสงรุ่งอรุณสีทอง
ประโยคสุดท้ายนำพาความทรงจำในอดีตกลับมา ทั้งค่าเล่าเรียน
ที่ได้มาจากการขายเห็ด คืนที่ให้คำสาบานว่าจะปกป้องน้องชาย
น้องสาว ความเมตตาสงสารที่อยากจะช่วยเหลือพวกเด็กกำพร้าและ
ขอทาน รวมถึงความหวังในวัยเยาว์อันไร้เดียงสาของเขา
สีหน้าสวี่โม่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น “ข้าไม่ได้ถอยหนี ข้าเพียง
กลัวทางตัน หากมีความหวังแม้เพียงน้อยนิด ข้าก็จะยืนหยัดต่อไป
อุดมการณ์ในอดีตของข้า ข้าไม่เคยลืมแม้แต่ชั่วขณะเดียว”
ความจริงแล้วเขาเองก็ไม่เข้าใจเรื่องราวในราชสำนักมากนัก คิด
ว่าการต่อต้านองค์ชายคือหนทางที่ไร้ทางออก
โชคดีที่มีเจ้าห้าอยู่ด้วย โชคดีที่ฟ้ายังไม่ปิดกั้นเส้นทางคน
“แม้ว่าในใจข้าจะไม่ปรารถนาให้ราชวงศ์ถูกตระกูลใหญ่ควบคุม
แต่หากวันนั้นมาถึงจริง ข้าก็จะรักษาความสามารถในการควบคุมไว้”
สวี่โม่กล่าวด้วยน ้าเสียงหนักแน่น “พี่ใหญ่จะไม่ยอมแพ้ พี่ใหญ่จะ
พยายามให้มากขึ้น พี่ใหญ่จะเป็นที่พึ่งให้พวกเจ้า”
น้องชายน้องสาวไม่ต้องกลัว
เบื้องหลังพวกเจ้าจะมีพี่ใหญ่อยู่เสมอ
“พวกเจ้ายังมีพี่รองด้วยนะ พี่รองมีเงิน ถึงขนาดซื้อชีวิตของพวก
เจ้าก็ยังได้เลย” เจิ้งหรูเชียนตัดสินใจแน่วแน่ “พี่รองก็จะปกป้องพวก
เจ้าเช่นกัน”
“พี่สามก็จะทำแบบนั้น” ฟางเหิงพูด ฝ่ามือของเขาหยาบกร้าน
จากการฝึกฝน “ขอเวลาอีกสองสามปี ข้าจะต้องสร้างความดี
ความชอบที่ยิ่งใหญ่ สร้างกองทัพที่แข็งแกร่งขึ้นมาใหม่”
พวกเขาเป็นพี่ชาย พวกเขาจะปกป้องน้องชายน้องสาวเสมอ
หนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ไม่เป็นไร พวกเขาจะ
ข้ามผ่านไปด้วยกัน
จ่างเยี่ยนยกยิ้มมุมปาก ทว่าแม้ใบหน้าจะเปื้อนยิ้มแต่ในใจกลับ
ขมขื่น
สิ่งที่เขาเพิ่งกล่าวไปล้วนเป็นความจริง แต่อาจจะเกินจริงไปบ้าง
ราชวงศ์ในตอนนี้ถูกคนตระกูลใหญ่ควบคุมจนอยู่ไม่สุข แล้วจะปล่อย
ให้ฮ่องเต้คนต่อไปถูกควบคุมได้อย่างไร
ไม่ว่าองค์ชายคนไหนจะได้ขึ้นครองราชย์ เขาก็จะต้องหาวิธี
ลดทอนอำนาจของตระกูลใหญ่ ลดทอนสิทธิ์ของขุนนาง และนำ
อำนาจสำคัญกลับคืนฮ่องเต้อย่างแน่นอน
แต่หากองค์ชายใหญ่ขึ้นครองราชย์ สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง
ไป ความแค้นระหว่างตระกูลฟางกับฟางเหิง ทั้งสองฝ่ายจะต้องสู้กัน
จนถึงที่สุด แม้สวี่โม่จะสามารถยืนหยัดอยู่ในราชสำนักได้ ก็คงจะถูก
กลั่นแกล้งจนทนไม่ไหว
แต่คำพูดเหล่านี้เขาไม่อาจเอ่ยออกมาได้
เขาต้องให้ความหวังกับพี่ใหญ่ ต้องให้พี่ชายเข้าร่วมการสอบวัง
หลวง ต้องให้พี่ชายก้าวต่อไปอย่างไม่หวั่นเกรง
หากจะมีใครที่ต้องแบกรับความทุกข์ยาก ก็ขอให้เป็นเขาเอง
เถอะ
เรื่องราวในอดีตที่แสนสกปรกและน่ารังเกียจเหล่านั้น เขายินดีจะ
เก็บมันขึ้นมา หยิบมันกลับมา แล้วกลืนมันลงไป
“ไม่มีใครอยู่ที่ประตูวังหลวงแล้ว” เสียงเจียงเซิงอุทานขึ้น “พวก
เรานั่งรถม้ากลับกันเถอะ”
จ่างเยี่ยนขัดจังหวะนางอย่างหาได้ยาก “เดินกลับกันดีกว่า ข้า
อยากเดินเล่นกับพวกเจ้า”
นี่ก็ดีเหมือนกัน
ไม่มีใครปฏิเสธ พี่น้องทั้งหกคนเดินเที่ยวเล่นในเมืองใหญ่อย่าง
สบายใจ มองดูพ่อค้าแม่ค้าตะโกนขายของ ดูร้านค้าที่คึกคัก ดูผู้คน
ที่สัญจรไปมา
“ข้าจำได้ว่าความปรารถนาของพี่ใหญ่คือการเป็นขุนนางที่
ซื่อสัตย์ เป็นท้องฟ้าที่แจ่มใสเหนือประชาชน” จ่างเยี่ยนถอนหายใจ
“ตอนนั้นข้าคิดว่าจะมีคนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น มีคนที่เต็มใจพยายาม
เพื่อคนแปลกหน้าได้อย่างไร”
สวี่โม่ยิ้มบาง “ข้าอยากปกป้องครอบครัวและปกป้องราษฎรทั่ว
หล้า ความรักมากมายอยู่คู่กัน จึงกลายเป็นความปรารถนาที่จะเป็น
ขุนนางที่ซื่อสัตย์ของข้า”
นั่นคือการสืบทอดเจตนารมณ์ของบิดาเขา แต่ก็เป็นความ
ปรารถนาที่เหนือกว่าเจตนารมณ์ของบิดาด้วย
“แต่ข้าต่างออกไป ข้าเพียงต้องการหาเงิน ให้พวกเราทุกคนได้
กินดีอยู่ดี” เจิ้งหรูเชียนส่ายหน้าไปมา “แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือในใจข้า
ไม่อยากเป็นแค่คนธรรมดาทั่วไป”
ในเมื่อพี่ใหญ่เก่งกาจถึงเพียงนั้นแล้ว พี่รองจะธรรมดาทั่วไปได้
อย่างไร
“ก่อนไปชายแดนทางเหนือ ข้าก็เพียงต้องการแก้แค้น” ฟางเหิง
ยักไหล่ “แต่พอไปถึงชายแดน ข้าก็หวังให้ทั่วหล้าสงบสุข”
นั่นคือความปรารถนาที่จะได้พบกับความสงบหลังเผชิญหน้ากับ
ความโหดร้าย
“ข้าไม่มีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่อะไร เพียงหวังว่าทุกคนจะไม่
ลืมข้า” เวินจืออวิ่นเม้มริมฝีปาก “หากการเป็นหมอจะทำให้ไม่มีใคร
ลืมข้าได้ ข้าก็ยินดีจะพยายาม”
บางทีอาจจะมีเพียงโอกาสพิเศษเท่านั้นที่ใครคนหนึ่งจะนึกถึง
ความเมตตาของบิดาผู้เป็นหมอของเขา
“ถึงตาข้าแล้วหรือ?” เจียงเซิงเกาศีรษะ “ข้าไม่มีความ
ทะเยอทะยาน ขอเพียงแค่มีข้าวให้กิน มีที่ให้นอนก็พอแล้ว ถึงยากจน
ก็ไม่เป็นไร แต่ข้าหวังว่าทุกคนบนโลกนี้จะสามารถมีชีวิตที่ดีและอยู่
อย่างปลอดภัย”
ไม่ว่าจะเป็นป้าจาง แม่ลูกเหมียวเจาอิง หรือบรรดาท่านป้าท่าน
น้าในโรงผลิตต่างก็ต้องกินข้าว นางจึงมีแรงจูงใจที่จะพยายาม
ตอนนี้เหลือเพียงน้องชายคนที่ห้าที่ยังไม่ได้พูด
สายตาของพี่น้องทั้งห้าคนจับจ้องไปเขา มีทั้งการสำรวจ ความ
สงสัย และความยินดีอย่างบริสุทธิ์ใจ
จ่างเยี่ยนหลุบตาลง “มันคืออิสรภาพ”
ที่จริงแล้ว อิสรภาพเป็นสิ่งที่ยากจะจินตนาการให้เป็นรูปธรรม
คนที่วิ่งไปทั่วไม่จำเป็นต้องมีอิสระ และคนที่นั่งอยู่ในลานบ้านก็
ไม่จำเป็นต้องไม่มีอิสระ หากวิเคราะห์อย่างละเอียด แก่นแท้ของ
อิสรภาพคงเป็นการที่คนสามารถทำตามใจปรารถนาได้
“ข้าเกิดมาในครอบครัวที่วุ่นวายมาก ทุกวันทำแต่สิ่งที่ซ ้าซากไร้
ความหมาย ภายหลังข้าจึงแอบหนีออกมาตอนที่พวกผู้ใหญ่ไม่ทัน
สังเกต” จ่างเยี่ยนยกมุมปากขึ้น “เพราะข้าคิดว่าการออกไปคืออิสระ”
“แต่ตอนนี้ข้าเพิ่งรู้ว่าไม่มีอิสระที่แท้จริง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็
ล้วนมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเลือกอะไรก็ล้วนมีสิ่งที่ต้องระวัง ไม่ว่าจะอยู่ใน
ตำแหน่งใดก็ล้วนมีคนที่ต้องเกรงใจ”
อิสรภาพ ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงคำที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมา
เท่านั้น
รอยยิ้มของจ่างเยี่ยนยิ่งกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จากอบอุ่นเป็นเยาะเย้ย
และจากเยาะเย้ยเป็นเย็นชา
“พี่ห้า” เสียงเรียกด้วยความกังวลของเจียงเซิงดังอยู่ข้างหู
จ่างเยี่ยนเก็บรอยยิ้ม กลับมาเป็นคนพูดน้อยและสงบนิ่ง
เหมือนเดิม “พี่ใหญ่สอบได้ตำแหน่งฮุ้ยหยวนแล้ว แต่เดิมพวกเราก็
ตกลงกันว่าจะมีงานมงคลสองงาน”
“พวกเรามาจัดงานมงคลของท่านป้ากันเถอะ”
“ถือโอกาสในตอนที่พวกเรา…ยังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน”