พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 383 ออกเรือน
เขากล่าวว่ากลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
เหล่าพี่ชายและน้องสาวยังไม่ทันได้คิดอะไร ต่างเข้าใจว่า
หมายถึงเรื่องที่ฟางเหิงกลับมาจากชายแดน
เจียงเซิงตบต้นขาเสียงดัง “ใช่แล้ว ต้องรีบจัดการ พี่สามมีวันลา
เยี่ยมบ้านแค่สามเดือน เราสัญญากันไว้ว่าจะส่งท่านป้าออกเรือน”
“พวกเรายังไม่เคยจัดงานมงคลแบบนี้มาก่อน ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่
อลังการแล้ว” เจิ้งหรูเชียนผู้ร ่ารวยและมั่งคั่งกล่าว “ข้าได้ยินมาว่า
สตรีชั้นสูงมักปักชุดแต่งงานด้วยตัวเอง ท่านป้าของพวกเราคงไม่มี
เวลาปักชุด แต่พวกเราต้องซื้อชุดที่ดีที่สุดในเมืองหลวงให้”
เวินจืออวิ่นถามเสียงค่อย “เช่นนั้นพวกเราต้องเตรียมของขวัญ
ให้ท่านป้าด้วยสินะ”
ดังนั้น นอกจากต้องซื้อชุดแต่งงาน จัดเตรียมงานเลี้ยง ยังต้อง
ซื้อของขวัญอีกด้วย
โชคดีที่พวกเขาทั้งหมดโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยที่เคอะ
เขินและไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป อีกทั้งยังมีเงินเก็บเป็นของตัวเอง
กำไรจากร้านจิ่วเจินสองแห่งและโรงผลิตสามแห่งล้วนอยู่ในมือ
ของเจียงเซิง
ส่วนเงินจากการขนส่งสินค้าก็อยู่ในมือของเจิ้งหรูเชียน
รายได้ของสำนักแพทย์รวมถึงค่ารักษาที่หลอกมาจากกงชินอ๋อง
ซื่อจื่อ ล้วนอยู่ในมือของเวินจืออวิ่น
แม้แต่ฟางเหิงก็มีเงินเดือนของทหารที่เก็บสะสมมาสองปี
“ไปกันเถอะ ไปเลือกของขวัญให้ท่านป้า!” เจียงเซิงกระโดด
ขึ้นมาเป็นคนแรก เท้าทั้งสองข้างเดินอย่างมีจังหวะ
เจิ้งหรูเชียนตามไปติด ๆ “ข้าเป็นบุรุษไม่เข้าใจเรื่องเครื่องประดับ
น้องสาวช่วยแนะนำหน่อยสิหรือจะเลือกแทนข้าก็ได้”
“ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ข้าก็อยากให้ช่วย” ฟางเหิงรีบวิ่งแซงพี่
รองไป
เวินจืออวิ่นนิสัยเรียบร้อย เขามองพี่ใหญ่และน้องชายคนเล็ก
อย่างเขินอาย จากนั้นก็วิ่งตามพวกเขาไปด้วย
เหล่าพี่น้องหกคนถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
ด้านหน้ามีสี่คนวิ่งไล่กันอย่างสนุกสนาน ส่วนด้านหลังมีคนสอง
คนเดินตามมาพร้อมกับรอยยิ้ม
“พี่ใหญ่ไม่ไปเลือกของขวัญให้ท่านป้าหรือ?” จ่างเยี่ยนหันมา
ถามด้วยความซุกซนที่แสนหายาก “ท่านเตรียมไว้แล้วหรือ หรือว่า
ไม่มีเงินเล่า?”
นี่เป็นการถามทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
สวี่โม่ยิ้มจนใจ “เหมือนว่าข้าคงต้องไปขอยืมเงินจากสหายร่วม
เรียนแล้ว ส่วนเจ้าห้าที่ไม่ได้ออกไปไหนทั้งวัน ต้องการให้พี่ใหญ่
อย่างข้าเขียนหนังสือยืมเงินให้เจ้าด้วยหรือไม่”
ถ้าพูดถึงการพูดจาจิกกัน ก็ต้องเป็นพวกเขาสองคนนี่แหละ
จ่างเยี่ยนยิ้มขื่น “ไม่ต้องหรอกพี่ใหญ่ ข้ามีเงินอยู่แล้ว”
เจ้าห้าที่อยู่ในวัดร้างไม่มีเงิน แต่จ่างเยี่ยนผู้มีฐานะร ่ารวยนั้น ไม่
ขาดแคลนเงินทอง
เงินทองที่เย็นเฉียบนั้น เหมือนกับกรงขังที่ไร้รูปร่าง ทั้งถูกมอบให้
และกักขังเจ้าของ
มันคือสิ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนปรารถนา แต่กลับเป็นสิ่งที่เขารังเกียจ
แต่หากมันสามารถแลกมาความสุขของคนรอบข้างได้ มันก็ดู
เหมือนจะได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์แล้ว
ในวันนั้น
เจียงเซิงเลือกกำไลทองคำลายดอกไม้พันเกี่ยวซับซ้อนให้กับป้า
จาง ใช้เงินไปหลายร้อยตำลึงโดยไม่กะพริบตา กระทั่งนางที่รักถังหูลู่
มากราวกับชีวิตยังเดินผ่านร้านขนมไปหลายครั้ง ไม่แม้แต่จะเหลียว
มอง
เจิ้งหรูเชียนเลือกสร้อยทองคำ มีคนกล่าวว่าเจ้าสาวที่สวมใส่ใน
วันแต่งงานจะดูงดงามเป็นพิเศษ ดูมั่งคั่งรุ่มรวย
ฟางเหิงเลือกจี้หยกและยังขอให้ช่างฝีมือดีทำสายสร้อย เมื่อ
นำมาผูกรวมกันแล้วดูงดงามและมีเอกลักษณ์
เวินจืออวิ่นซื้อถุงผ้ารูปเป็ดหยวนหยาง ข้างในใส่ยาบำรุงหัวใจที่
เขาทำเอง พร้อมกับเครื่องเทศล ้าค่าหลายอย่างสำหรับบำรุงร่างกาย
นับเป็นของชิ้นเดียวจากทั้งเมืองหลวง
มาถึงคราวของสวี่โม่ เขาไปยืมเงินจากฉีหวายมาสองร้อยตำลึง
รวมกับเงินที่จูซือหวนทิ้งไว้ให้ เขาก็ไปซื้อที่นาดี ๆ หลายสิบไร่ให้ป้า
จางในหมู่บ้านที่ใกล้เมืองหลวงที่สุด
พี่น้องทั้งห้าคนไม่ได้ปิดบังอะไร ต่างตรวจดูของขวัญที่เตรียมไว้
ของกันและกัน สวี่โม่ได้รับคำชมจากน้องชายน้องสาวทั้งหมดเพราะ
ความคิดที่รอบคอบของเขา
ส่วนจ่างเยี่ยน เด็กหนุ่มผู้นี้กลับทำตัวลึกลับ บอกแค่ว่าพวกเขา
จะรู้ในวันแต่งงาน
ทุกคนคิดว่าเขายังไม่ได้เตรียมของขวัญจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ
ท้องฟ้าเริ่มมืด ในที่สุดรถม้าก็กลับมาถึงเรือนเล็ก
เจียงเซิงถือกำไลทองลายดอกไม้ไว้แน่น นิสัยเก็บความลับไม่อยู่
ทำให้นางอยากจะมอบของขวัญให้ป้าจางล่วงหน้า แต่ของขวัญ
มงคลต้องให้ในคืนก่อนวันแต่งงาน ถึงจะนับว่าเป็นการทำให้คน
ประหลาดใจ
แล้วนางควรซ่อนมันไว้ที่ไหนดี?
ซ่อนใต้หมอนนอน? แต่ท่านป้าอาจจะพบตอนทำความสะอาด
ซ่อนในผ้าห่มผืนใหม่? ท่านป้าก็อาจจะเห็นตอนนำผ้าห่มไปตาก
แดด
ซ่อนไว้ก้นหีบ? ก็ยังจะถูกเจอตอนเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก
จนกระทั่งเจิ้งหรูเชียนยื่นมือออกมา “ให้ข้าเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าชอบ
เก็บของดีไว้ ให้พี่รองเก็บรักษาไว้ให้เจ้า แล้วค่อยมอบให้ตอนส่งมอบ
เครื่องประดับ”
เจียงเซิงจึงยิ้มแย้มด้วยความดีใจ ทั้งยังไม่ลืมที่จะประจบเขา
เล็กน้อย “พี่รองดีที่สุดเลย พี่รองฉลาดที่สุด แต่อย่าให้พี่คนอื่นได้ยิน
นะ”
เจิ้งหรูเชียน “…”
เสียงของรถม้าดังมาถึงเรือนเล็ก จางเซียงเหลียนถือตะหลิวเปิด
ประตูออกมาเช่นเคย เห็นพวกเขาต่างมีสีหน้ายิ้มแย้ม “มาเร็ว ๆ รีบ
ล้างมือเตรียมกินข้าวกันเถอะ”
“ท่านป้า” เจียงเซิงกระโดดไปหานาง “พ่อครัวใหญ่เล่า? ทำไม
พ่อครัวใหญ่ไม่มา?”
“เขาเป็นพ่อครัวร้านอาหารใหญ่ จะมาที่นี่ทุกวันได้อย่างไร” จาง
เซียงเหลียนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “ให้ตายสิ พวกเราไปกินข้าวเถอะ”
ขาหมูทอดกรอบหอมอร่อย ไก่ผัดน ้าแกงเข้มข้น แผ่นแป้งทอด
กรอบนุ่ม บนโต๊ะใหญ่เต็มไปด้วยอาหารฝีมือรสเด็ดของป้าจางทั้งนั้น
หลังจากนี้พอนางแต่งงานไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้กินอีกหรือไม่
เจียงเซิงทั้งดีใจและเสียใจ อารมณ์ที่ซับซ้อนวนเวียนอยู่ในใจ
กระทั่งทานอาหารเสร็จจึงเอ่ยปากถาม “ท่านป้าดูฤกษ์ดีไว้หรือไม่เจ้า
คะ?”
จางเซียงเหลียนที่กำลังจะล้างหม้อและชามชะงักไป
“ฤกษ์ดีน่ะขอรับท่านป้า” เจิ้งหรูเชียนพูดขึ้น “พวกเราไม่ได้ตก
ลงกันไว้หรอกหรือ ว่ารอให้พี่ใหญ่สอบได้ฮุ้ยหยวนแล้วจะจัดงาน
แต่งงานให้พวกท่าน?”
“ยินดีด้วยขอรับท่านป้า” ฟางเหิงยิ้มกว้าง “ตอนนี้ทุกคนอยู่
พร้อมหน้ากันพอดี ท่านไม่ขาดคนช่วยงานแน่นอน”
เสียงร้องของลูกลิงดังมาจากด้านนอก ไม่รู้ว่าเจ้าเจียงคนไหน
กำลังซุกซนอยู่
เวินจืออวิ่นเอามือเท้าคาง กล่าวด้วยท่าทางเรียบร้อยและสงบว่า
“เมื่อวานตอนข้าตรวจคนไข้ ได้ยินเขาพูดว่า เดือนนี้มีฤกษ์ดี
มากมายเชียวนะ”
ทุกคนต่างยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจ
มีเพียงจางเซียงเหลียนเท่านั้นที่ยังคงงุนงงสับสน ความรู้สึกไม่
อยากเชื่อโถมเข้าใส่ร่างนางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆ รอบข้าง หรือ
หม้อชามไหและลานบ้าน ทุกอย่างล้วนกลายเป็นภาพพร่าเลือน ราว
กับจมอยู่ในความฝันที่ไม่อาจตื่น
นาง…กำลังจะแต่งงานหรือ?
หลังจากหย่าขาดกับสามีขี้เมาที่ชอบทุบตีนางแล้ว นางจะ
แต่งงานกับชายที่อ่อนโยนและเอาใจใส่จริง ๆ หรือ?
นี่เป็นเรื่องจริงหรือ? นางสมควรได้รับสิ่งนี้จริง ๆ หรือ?
แต่ความรู้สึกรอบตัวช่างสมจริงเหลือเกิน เจียงเซิงน้อยที่อยู่ข้าง
ๆ พูดอะไรบางอย่างเสียงใส คงเป็นเรื่องชุดแต่งงานและสินเดิมกระมัง
นางจะมีงานแต่งงานของตัวเองจริง ๆ หรือ?
นึกถึงตอนที่แต่งงานกับโจวจื้อเฉียง นางก็แค่สวมชุดสีแดงคำนับ
พ่อแม่แล้วก็ออกเรือนไป เหมือนน ้าที่ถูกสาดออกไปแล้ว
แม้จะถูกตี ถูกด่า ถูกรังแก แต่เมื่อกลับไปบ้านเดิมก็ได้ยินเพียง
เสียงถอนหายใจว่า “เจ้าแต่งงานออกไปแล้ว เจ้าก็กลายเป็นคนของ
ตระกูลโจว พวกข้าทำอะไรไม่ได้”
แต่นางไม่ได้เป็นเพียงลูกสาวของพ่อแม่ หรือเป็นเพียงลูกสะใภ้
ตระกูลโจว นางยังเป็นตัวของตัวเองด้วย
จางเซียงเหลียน ชื่อของนางคือจางเซียงเหลียน นางเคยเป็นตัว
ของตัวเองมาก่อน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นสะใภ้ เป็นลูกสาว เป็นมารดา
“ชุดแต่งงานไปซื้อที่ร้านเทียนซือฝางเถอะ พี่สาวเหยาบอกว่า
ช่างปักของพวกเขาฝีมือประณีตมาก”
“งานเลี้ยงแต่งงานควรมีของเย็นกี่อย่าง ของร้อนกี่อย่างถึงจะ
เหมาะสม รายการอาหารต้องรีบกำหนดให้เร็ว ข้าจะได้รีบไปซื้อของ”
“ข้าว่าพวกเราต้องหาคนมาเป็นพ่อครัวด้วยกระมัง…”
“โง่จริง พ่อครัวใหญ่มีลูกศิษย์อยู่แล้ว จะขาดพ่อครัวได้อย่างไร”
“ท่านป้า ท่านป้าคิดเห็นอย่างไรหรือ”
พวกเด็ก ๆ พากันส่งเสียงจอแจอยู่ข้างกาย ไถ่ถามความเห็นของ
นาง
ในที่สุดจางเซียงเหลียนก็สงบลงใจ นางยิ้มอย่างอ่อนโยนและ
ผ่อนคลาย “อย่างไรก็ดีทั้งนั้น”
ทุกสิ่งในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ดีทั้งนั้น