พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 384 จ่างเยี่ยนจากไป
หลังจากดูฤกษ์ยามแล้ว งานแต่งงานก็ถูกกำหนดในอีกเจ็ดวัน
ข้างหน้า
เมื่อเทียบกับชาวบ้านทั่วไปที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าถึงครึ่งปี นี่ดู
จะเร่งรีบไปสักหน่อย
โชคดีที่มีคนรู้จักมากมาย พ่อครัวใหญ่ส่งลูกศิษย์สองคนมาเป็น
หัวหน้าพ่อครัว เจิ้งหรูเชียนรับผิดชอบเรื่องผักและของแห้ง เจียงเซิง
รับหน้าที่จัดการเรื่องเนื้อทั้งหมด ส่วนการติดตัวอักษรมงคลทั้งหมด
มอบให้สวี่โม่
แม้แต่งานจิปาถะก็ให้เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนมาช่วยกันทำ
ทั้งสองฝ่ายไม่ใช่คนท้องถิ่นของเมืองหลวง ไม่มีญาติสนิทมิตร
สหายมากมาย คาดว่าสามสี่โต๊ะก็คงเพียงพอแล้ว จัดวางในลานบ้าน
และห้องโถงหลักได้เรียบร้อยพอดี
แต่โต๊ะเก้าอี้เป็นของที่ต้องยืมมา เถ้าแก่ใหญ่ถือโอกาสทำตัวเป็น
คนดี อาสาว่าเรือนโยวหรานจะจัดหาให้
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมก็เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งถึงสองวันก่อน
ถึงวันแต่งงาน
เจียงเซิงและเสี่ยวจูพาจางเซียงเหลียนไปที่ร้านเทียนซือฝาง
หลังจากลองชุดเจ้าสาวสามถึงห้าชุด ทุกคนก็ตกลงเลือกชุดที่มีราคา
แพงที่สุด
“มันแพงเกินไป ไม่ได้หรอก” จางเซียงเหลียนรู้สึกเสียดาย “ใส่
แค่ครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องแพงขนาดนั้น”
“ท่านป้าอย่ากังวลไปเลย พวกข้าจะมอบให้ท่าน” เจียงเซิง
หัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “ชุดเจ้าสาวชุดนี้ข้ากับพวกพี่ชายออกเงินซื้อ
มอบให้ท่านป้าสุดที่รักของพวกเรา”
ดวงตาของจางเซียงเหลียนชื้นขึ้น แต่นางยังคงส่ายหน้าแน่วแน่
ต้องการชุดที่ราคาถูกที่สุด
ทว่าเจียงเซิงไม่สนใจนาง ส่งสัญญาณให้เสี่ยวจู
วังเสี่ยวจูรีบผลักจางเซียงเหลียนไปดูของอย่างอื่นทันที รอ
จนกระทั่งเลือกมงกุฎและเครื่องประดับเสร็จ ชุดเจ้าสาวที่แพงที่สุดก็
ถูกส่งมาที่เรือนเล็กแล้ว
คืนก่อนวันแต่งงานหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าคืนเติมสินเดิม
ญาติฝ่ายเจ้าสาวจำเป็นต้องนำเครื่องเงินเครื่องทองมาส่ง วางไว้
ที่ก้นหีบ จึงเรียกว่าสมบัติก้นหีบ
เจียงเซิงเอากำไลทองของตัวเองกลับมา ชั่วขณะหนึ่งนางรู้สึก
เสียดายเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ถูกบรรยากาศแห่งความน่ายินดีทั่วทั้ง
บ้านขับไล่ออกไป
นางเดินผ่านโคมไฟสีแดงที่แกว่งไกว ผ่านเปลวเทียนที่เต้นระริก
เข้าไปในห้องนอนที่ติดอักษรมงคลสีแดงสด
บนเตียงมงคลในห้อง มีสตรีร่างบอบบางนั่งอยู่ นางเดินทางจาก
หมู่บ้านสิบลี้มาจนถึงเมืองหลวง ในช่วงเวลากว่าสามสิบปีได้ให้
กำเนิดลูกสี่คน แต่กลับไม่มีใครรอดชีวิต ทว่านางไม่ได้โดดเดี่ยว
เพราะคนที่ยืนอยู่นอกประตูล้วนเป็นเหมือนลูก ๆ ของนาง
“ท่านป้า” เจียงเซิงเรียกเสียงอ่อนหวาน “พวกข้านำของมาให้
ท่านแล้ว”
กำไลทอง สร้อยคอทอง ถุงผ้าปักลายยวนยาง จี้หยก และสัญญา
ซื้อขายที่ดินหลายสิบไร่
ยังมีจดหมายฉบับหนึ่งที่จ่างเยี่ยนมอบให้ พร้อมกับกำชับเสียง
นุ่มว่า “ท่านป้าอย่าเพิ่งรีบเปิดดู รอจนถึงคืนวิวาห์ค่อยเปิด”
สายตาของพี่ชายน้องสาวที่อยู่ข้างกายแสดงความดูแคลนอย่าง
ชัดเจน มีแต่เขาคนนี้ที่ชอบทำตัวลึกลับ
จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ แล้วหันกลับไปมองท่านป้าของเขา
เงินทองจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน รวมถึงกระดาษที่
มีชื่อของนางเขียนอยู่ แม้จางเซียงเหลียนจะไม่รู้จักสินค้า แต่ก็
สามารถเห็นได้ว่ามันมีค่ามาก
“พวกเจ้า…” นางสะอื้น “พวกเจ้าไม่ควรใช้เงินมากขนาดนี้ ข้า
รับไว้ไม่ได้หรอก พวกเจ้ายังเป็นเด็กอยู่…”
“ข้าหวังว่าท่านป้าจะมีความสุข และหวังว่าท่านจะไม่ต้องกลัว
อะไรอีกต่อไป” สวี่โม่ในฐานะตัวแทน กล่าวด้วยน ้าเสียงอ่อนโยนแต่
เต็มไปด้วยพลัง “ที่นี่คือบ้านของท่านป้า พวกข้าคือครอบครัวของ
ท่าน หากท่านถูกรังแกหรือมีเรื่องทุกข์ร้อน ก็ขอเพียงมาระบายทุกข์
กับครอบครัว”
ไม่ใช่น ้าที่สาดทิ้งไป ไม่ใช่ก้อนกลมที่โยนทิ้งไป
นาง…มีครอบครัวแล้ว
จางเซียงเหลียนร้องไห้สะอึกสะอื้น ความทุกข์ยากในอดีต
เปรียบเทียบกับความสุขในขณะนี้ ช่างเหมือนความฝันจนรู้สึกไม่ใช่
ความจริง
ความอบอุ่นนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องยาก แม้จะต้องกินรำข้าว
กลืนใบผัก แต่ตราบใดที่ยังมีคนที่รักก็จะมีความรัก
มีเสียงเคาะประตูจากภายนอก ใครบางคนรีบปลดกลอนประตู
อย่างเร่งรีบ และใครอีกคนรีบเดินเข้ามา แม้แต่เสียงหายใจหนัก ๆ ก็
ยังได้ยินชัดเจน
เมื่อเสียงฝีเท้าหยุดลง คนที่อยู่นอกประตูก็น ้าตาคลอเบ้าด้วย
ความตื้นตันใจ “พี่สาว ข้ายินดีกับท่านด้วย”
จางเซียงเหลียนตกใจเงยหน้าขึ้น ทันใดนั้นก็เห็นคนคุ้นเคยจาก
แดนไกล “ซุ่ยเอ๋อร์ ฉีเฉวียน พวกเจ้ามาได้อย่างไร…”
อย่าว่าแต่นางเลย กระทั่งพวกเจียงเซิงก็ตาโตด้วยความ
ประหลาดใจ
มีเพียงจ่างเยี่ยนที่ยกยิ้มบาง ๆ
“โชคดีที่เสี่ยวซงฝากคนส่งข่าวมาให้พวกข้า” หลิวซุ่ยเดินเข้า
มา มองสำรวจจางเซียงเหลียนขึ้นลง “ข้ากับฉีเฉวียนรู้ข่าวก็รีบมา
ทันทีเลย ดีที่มาทัน”
ส่วนก้นที่เจ็บและความเหนื่อยล้าจากการเร่งรีบตลอดทั้งคืน ไม่มี
ใครพูดถึงแม้แต่คำเดียว
“แค่พวกเจ้ามาก็ดีแล้ว ดีแล้วจริง ๆ” จางเซียงเหลียนเช็ดน ้าตา
“ข้าจะไปหาที่พักให้พวกเจ้า พวกเจ้าต้องเหนื่อยมากแน่ ๆ กินข้าว
หรือยัง ข้าจะไปทำอาหารให้”
“โธ่เอ๊ย คนจะออกเรือนพรุ่งนี้อยู่แล้ว ยังจะมาวุ่นวายอะไรอีก
พวกข้าจองโรงเตี๊ยมไว้แล้ว ไม่ลำบากอะไรหรอก” หลิวซุ่ยหยุดนาง
ไว้ “พี่สาว ให้พวกเราสองคนได้พูดคุยกันและอยู่เป็นเพื่อนท่านสัก
พัก”
ประตูใหญ่ของห้องนอนถูกปิดลง หญิงสาวสองหัวเราะพร้อมทั้ง
น ้าตา พูดคุยถึงเรื่องราวในช่วงหลายปีนี้กันอย่างเต็มที่
มีเพียงจางฉีเฉวียนที่ลูบเอวแก่ ๆ แสนปวดเมื่อยกับท้องที่ร้อง
เสียงดัง เขามองไปทางเจิ้งหรูเชียนอย่างน่าสงสาร “คุณชาย นางไม่
หิว แต่ข้าหิวมาก”
ลานบ้านที่กำลังจัดเตรียมงานเลี้ยงจะขาดอาหารได้อย่างไร ไม่รู้
ว่าพ่อครัวใหญ่มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ หลังจากที่ได้พบกับจางฉีเฉวียน
แล้ว ก็ทำน ้าแกงหนึ่งชามให้ทันที กินกับแผ่นแป้ง รสชาติอร่อยราว
กับอาหารจากเทพเจ้า
น ้าแกงสองชามถูกส่งไปยังห้องนอนด้วย พร้อมกับเร่งให้พวก
นางพักผ่อนแต่หัวค ่า
พอถึงวันวิวาห์ เจ้าสาวต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อชำระร่างกาย และ
ต้องเชิญหญิงที่มีโชคห้าประการมาจัดแต่งทรงผมให้ รวมถึงเตรียม
คนหนุ่มแข็งแรงไว้แบกสินเดิม
ของหมั้นถูกส่งมาตั้งแต่เมื่อวาน แม้แต่ดอกไม้สีแดงสดก็ยังไม่ได้
แกะออก ทั้งหมดถูกส่งไปยังเรือนตระกูลคงพร้อมกับสินเดิม
เมื่อดวงอาทิตย์ลอยสูงเหนือยอดไม้ พ่อครัวใหญ่ผู้เปี่ยมด้วย
กำลังก็นำคนมารับเจ้าสาว
กลุ่มเด็กซนนำโดยเจิ้งหรูเชียนมักมีความคิดพิลึกในการ
ขัดขวาง พวกเขายังเขียนบทกวีรักหวานซึ้งมากมายให้เจ้าบ่าวอ่าน
ทำเอาคนที่นั่งฟังขนลุกซู่ไปหมด
ในที่สุดเจ้าบ่าวได้พบกับเจ้าสาว พ่อครัวใหญ่ตื่นเต้นจนพูดอะไร
ไม่ออก จึงเป็นหน้าที่ของเถ้าแก่ใหญ่ที่ใบหน้าเปล่งปลั่งก้าวออกมา
ข้างหน้า “ขอแสดงความยินดีกับน้องสะใภ้ ขอแสดงความยินดีกับ
น้องสะใภ้ ถึงฤกษ์มงคลแล้ว เชิญขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเถอะ”
“มาเถอะ ขึ้นเกี้ยว!”
จางเซียงเหลียนไม่มีพี่ชายน้องชายจากครอบครัวเดิม จึงให้ฟาง
เหิงที่แข็งแรงแบกนาง แล้วส่งนางขึ้นเกี้ยวอย่างมั่นคง
เด็ก ๆ ทั้งหมดของนางยืนอยู่ข้าง ๆ หัวเราะและปรบมือ สีหน้า
เต็มไปด้วยความยินดี
“ท่านป้า ขอให้มีความสุขนะเจ้าคะ”
“พี่สาวเซียงเหลียน ขอให้ใช้ชีวิตอย่างดีนะ”
นอกจากเจียงอู่แล้ว เด็กหนุ่มอีกเจ็ดคนทั้งใหญ่เล็กรวมทั้งวัง
เสี่ยวซงต่างพร้อมใจกันเกี้ยวใหญ่แปดคนหาม
วังเสี่ยวจูเดินตามหลัง มือถือเหรียญทองแดงจำนวนมาก เห็นว่า
ตรงไหนมีเด็ก ๆ อยู่มากก็จะโยนเหรียญไปหนึ่งกำมือ ก่อให้เกิดเสียง
โห่ร้องและคำอวยพรมากมาย
ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อนห่างออกไป เสียงปี่ก็ค่อย ๆ เบาลงตาม
ไปด้วย
เรือนเล็กที่เคยคึกคักวุ่นวายสงบลง เหลือเพียงกลิ่นหอมที่ลอย
อวลจากหม้อเหล็กใบใหญ่ เป็นหลักฐานว่านี่คืองานมงคลสมรส
“ที่แท้การส่งลูกสาวออกเรือนก็ให้ความรู้สึกเช่นนี้” เจียงเซิงถอน
หายใจอย่างผู้มากประสบการณ์ “พอขบวนเกี้ยวจากไปแล้ว ก็รู้สึก
เหงาอยู่บ้างจริง ๆ”
ความครึกครื้นที่เหลือล้วนอยู่ที่ตระกูลคง บ้านของเจ้าบ่าว
โชคดีที่ยังมีแขกเหรื่อมาร่วมงานเลี้ยง ส่วนใหญ่เป็นพวกท่านป้า
ที่สนิทสนมกับจางเซียงเหลียนในโรงผลิต เหมียวเจาอิงพาต้ายามา
ด้วย กำลังจ่ายเงินลงในสมุดบันทึกของขวัญ
ชาวบ้านธรรมดานั้นยากจน การมางานเลี้ยงมงคลสมรสก็จ่าย
เพียงสิบยี่สิบเหวินเท่านั้น แต่สวี่โม่ที่รับผิดชอบจดบันทึกก็ยังตั้งใจ
มาก ใช้ลายมือที่สวยงามของตนเองบันทึกชื่อทีละคนอย่างละเอียด
กระทั่งมีคนวางแท่งเงินห้าสิบตำลึงลงมา
“พี่สาวถานเยี่ย เหตุใดท่านจึงมาที่นี่?” เจียงเซิงทั้งตกใจและดีใจ
“พี่ชายเหอรุ่ยก็ด้วย พวกท่านมาร่วมงานเลี้ยงหรือ?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” ถานเยี่ยหัวเราะเบา ๆ “พวกข้ามาแทนฮูหยินผู้
เฒ่า นี่คือเงินของขวัญจากจวนตระกูลเจียง”
“เช่นนั้นก็รีบไปนั่งกันเถอะ อาหารกำลังมา” เจียงเซิงทำตัว
เหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย เชิญพวกเขาไปเข้านั่งอย่างคล่องแคล่ว
หลังจากวังเสี่ยวซงและคนอื่น ๆ ที่ไปส่งเจ้าสาวกลับมา งานเลี้ยง
ก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ อาหารถูกยกขึ้นโต๊ะอย่างต่อเนื่อง
อาหารที่สดใหม่ เนื้อที่มากมาย แม้จะไม่หรูหราเทียบเท่าเรือน
โยวหราน แต่ก็เป็นอาหารที่ดีซึ่งชาวบ้านทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้ลิ้ม
ลอง
เจียงเซิงกินจนหน้าแดง ทั้งยังตะโกนบอกให้เก็บส่วนหนึ่งไว้ให้
ป้าจางได้ชิมด้วย
ทุกคนต่างมีความสุข สนุกสนาน
มีเพียงเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่เก็บซ่อนความเศร้าเอาไว้ เขายืน
อยู่ขอบหน้าต่างห้องอ่านหนังสือของพี่ใหญ่ มองพี่รองที่กำลังหัวเราะ
สดใส มือลูบดาบยาวที่พี่สามมักพกติดตัว และเข็มเงินที่พี่สี่แทบไม่
เคยวางจากมือ
กระทั่งเขาพับสายรัดผมสีแดงของน้องสาวด้วยความระมัดระวัง
เก็บเข้าไปในแขนเสื้ออย่างทะนุถนอม แล้วหยิบพู่กันมาจุ่มหมึก ตวัด
เขียนลงบนกระดาษ
“ข้าจากบ้านมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องกลับ อย่าได้กังวล
เจ้าห้าจะเป็นพี่น้องของพวกท่านตลอดไป”