พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 386 การค้นหาจ่างเยี่ยน
ไม่มีใครคาดคิดว่าจ่างเยี่ยนจะจากไปกะทันหันเช่นนี้ คนแรกที่
ร้องไห้ไม่ใช่เจียงเซิง แต่กลับเป็นเวินจืออวิ่น
เมื่อคิดดูแล้ว สองพี่น้องอายุใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังตัวติดกันราว
กับเงาตามตัว แม้แต่การทำเรื่องไม่ดีก็ยังร่วมมือกัน กินด้วยกัน นอน
ด้วยกัน ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกว่าเจียงเซิงเสียอีก
พวกเขาเคยวางแผนเล่นงานโจวจื้อเฉียงด้วยกัน เคยต่อกรกับฮู
หยินนายอำเภอด้วยกัน เคยหลอกลวงกงชินอ๋องซื่อจื่อด้วยกัน และ
เคยถูกปฏิเสธไม่รับเข้าเรียนพร้อมกัน
พวกเขาเป็นพี่น้องที่สนิทกันที่สุด เป็นเพื่อนที่สนิทกันที่สุด และ
เป็นคู่หูที่ดีที่สุด
“ทำไมถึงทิ้งข้าไป” เวินจืออวิ่นกล่าวเสียงสะอื้น “ต่อจากนี้ พวก
พี่ชายก็มีหน้าที่ของตนเอง…ส่วนข้าก็จะต้องถูกทิ้งให้อยู่ลำพังอีกแล้ว
ใช่หรือไม่”
เหล่าพี่ชายที่พยายามทำตัวเข้มแข็งมาตลอด ก็อดน ้าตาคลอ
ไม่ได้ ในลำคอรู้สึกเจ็บปวด
เจียงเซิงสูดจมูกเดินเข้าไปจับมือพี่ชาย
“สี่พี่อย่ากลัวไปเลย ข้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าจะไม่ไปไหน ข้าไม่เหมือน
พี่ห้าหรอก…”
คำพูดที่เหลือทั้งหมดถูกกลืนหายไปด้วยความขมขื่น
พวกเขาช่างเป็นเด็กที่น่ารักเหลือเกิน แล้วทำไมถึงต้องแยกจาก
กันอีกแล้ว
จางเซียงเหลียนตาแดงก ่า หลายครั้งที่นางอยากจะพูดอะไรสัก
อย่าง แต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
พ่อครัวคงยืนอยู่ข้าง ๆ โอบไหล่นางไว้ ปลอบโยนด้วยความเศร้า
ใจ
ค ่าคืนหลังจากความปิติยินดีนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สาย
ลมเงียบงันพัดผ่านหน้าต่างเข้ามา พัดเส้นผมข้างขมับให้ปลิวไหว
ทำให้ชายเสื้อสะบัดพลิ้ว และพัดกระดาษให้ส่งเสียงดัง
พึ่บพั่บ
ไม่รู้ว่าใครเงยหน้าขึ้นมาและพึมพำราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน
“ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ขอแค่ไปตามหาเขาให้เจอก็พอแล้วไม่ใช่
หรือ?”
ทุกคนถูกปลุกตื่นจากภวังค์ทันที ใช่แล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถ
จากไปได้ พวกเขาก็สามารถตามหาอีกฝ่ายได้เช่นกัน
“แล้วจะไปหาที่ไหนแล้ว?” ฟางเหิงรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมา ผุดลุก
ถาม
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนสบตากัน จู่ ๆ ก็เปล่งเสียงพร้อมกันว่า
“เขตอันสุ่ย!”
แต่เดิมพวกเขาก็เจอกันที่เขตอันสุ่ย จ่างเยี่ยนถูกพบในถ ้าเล็ก ๆ
ที่หมู่บ้านสิบลี้ มีความเป็นไปได้มากว่าบ้านของเขาที่จะอยู่แถว ๆ
อำเภอเซี่ยหยาง
“พวกเราไม่ได้อยู่ในเขตอันสุ่ยแล้ว” เวินจืออวิ่นเงยหน้าพลาง
ร้องไห้สะอึกสะอื้น “แต่ข้ายินดีจะปิดสำนักแพทย์แล้วกลับไปตามหา
เขา”
“ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก” เจิ้งหรูเชียนส่ายหัว “ข้า
จะเขียนจดหมายไปถึงต้าซาน ให้เขาพาพี่น้องไปสอบถามที่หมู่บ้าน
สิบลี้”
“พวกเราก็จะช่วยด้วย” จางฉีเฉวียนเดินเข้ามาไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
“ในโรงผลิตมีคนงานประจำสิบกว่าคนแล้ว”
นี่ถือเป็นกำลังคนที่มีไม่น้อย ยิ่งเพิ่มคนงานที่ช่วยปลูกถั่วฝักยาว
ในหมู่บ้านสิบลี้ด้วย ก็พูดได้ว่าสามารถพลิกอำเภอเซี่ยหยางตามหา
ได้ไม่เกินจริง
คนในเขตอันสุ่ยกระจายออกไปสอบถาม สุดท้ายก็ต้องหาเจ้าห้า
ของพวกเขาเจอ
ทุกคนร่วมปรึกษากันอย่างคึกคัก บ้างก็เสนอความเห็น บ้างก็
พรรณนาถึงรูปร่างและลักษณะพื้นฐานของจ่างเยี่ยน
มีเพียงสวี่โม่ที่ไม่พูดอะไร เพียงแต่ขมวดคิ้วแน่น
พวกน้องชายน้องสาวต่างคิดว่าจ่างเยี่ยนที่เจอในเขตอันสุ่ย อีก
ฝ่ายก็คงเป็นคนจากเขตอันสุ่ย
แต่จากสิ่งต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่าน้องชายคนเล็กของพวกเขาอาจ
เป็นคนจากเมืองหลวงก็ได้ ส่วนสัญญาซื้อขายที่ดินที่นำมาเป็น
ของขวัญนั้นก็เป็นหลักฐานว่าเขามีฐานะไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็ต้อง
เป็นลูกหลานคนตระกูลใหญ่
แต่จะเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลไหนกันแน่?
สวี่โม่ไม่ได้ขัดจังหวะการสนทนาของน้องชายน้องสาว ปล่อยให้
พวกเขามีความสุขและความหวัง ส่วนเรื่องที่เหลือพี่ชายคนโตอย่าง
เขาจะเป็นคนไปตามหาน้องชายคนเล็กเอง
คืนนั้นป้าจางเกือบจะนอนเป็นเพื่อนเจียงเซิง เพราะกลัวว่า
เด็กหญิงตัวน้อยจะเสียใจที่จ่างเยี่ยนจากไป
พ่อครัวใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็แทบจะร้องไห้ออกมา แม้ในใจร้อนรุ่ม
แต่ไม่กล้าพูดอะไร
สุดท้ายเจียงเซิงก็พูดขึ้นมาเองว่า “ท่านป้าไม่ต้องกังวลไปหรอก
เจ้าค่ะ ข้าไม่เสียใจหรอก พี่ห้ากลับบ้านไปคงเพราะมีเรื่องสำคัญอะไร
แน่ รอให้แก้ไขเสร็จเขาก็คงกลับมาแล้ว หรือไม่พวกเราก็อาจจะตาม
หาเขาเจอ”
“แต่ว่าถ้าพวกเราตามหาเขาเจอก่อน จะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จบ
ง่าย ๆ แน่” นางกำหมัดเล็ก ๆ แน่น “ต้องตีเขาให้หน้าบวมตาปูดสัก
หน่อย”
จางเซียงเหลียนหัวเราะทั้งน ้าตา ในที่สุดก็จากไปพร้อมทั้งเหลียว
หลังมามองทุกสามก้าว
ราตรีมืดมิด ทุกคนกล่าวลากันไปพักผ่อน ก่อนหันหลังยังมี
รอยยิ้มบนใบหน้า แต่เมื่อหันกลับไปแล้วสีหน้ากลับหม่นหมองเศร้า
สร้อย
การเสียพี่น้องไปอย่างกะทันหัน ใครบ้างจะไม่รู้สึกเจ็บปวด ใคร
บ้างจะไม่รู้สึกเศร้าโศก
แต่เด็ก ๆ ที่โตแล้วเหล่านี้ก็เรียนรู้จะปิดบังความรู้สึก เรียนรู้จะไม่
ทำให้คนอื่นต้องกังวล
หลังเป่าไฟดับเทียน เจียงเซิงก็นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง
ไม่อาจข่มตาหลับได้
บนเตียงอีกหลังที่อยู่ไม่ไกล วังเสี่ยวจูกำลังนอนอยู่ นางเอ่ยด้วย
น ้าเสียงเห็นอกเห็นใจว่า “หากคุณหนูปวดใจ ก็ร้องไห้ออกมาเถอะ”
“ไม่ ข้าไม่ร้อง” เจียงเซิงส่ายหน้า “พี่ห้าแค่ไปจัดการธุระเท่านั้น
เขาต้องกลับมาแน่นอน”
ต้องกลับมาแน่
วันรุ่งขึ้น จางฉีเฉวียนพาหลิวซุ่ยกลับไปที่เขตอันสุ่ย โรงผลิตไม่
อาจขาดคนดูแลได้ งานขนส่งผักก็ต้องให้เขาช่วยดูแล หากไม่อยู่
หลายเดือนอาจทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายได้
“ลุงจาง ป้าซุ่ยเดินทางปลอดภัยนะขอรับ อย่าลืมส่งจดหมายให้
ผังต้าซานด้วย ให้เขาช่วยสืบข่าวเกี่ยวกับเจ้าห้ามา” พี่น้องทั้งห้าคน
โบกมือส่ง
จางเซียงเหลียนรีบนำของฝากสองถุงใหญ่มาให้พวกเขา
พอเงาของเกวียนหายลับไป สวี่โม่ก็กำชับน้องชายน้องสาวแล้ว
หมุนตัวเดินออกไป
เขาต้องการไประดมพลของตนเอง ค้นหาเจ้าห้าในเขตเมือง
หลวง
“พี่ใหญ่ รอก่อน” ไม่รู้ว่าฟางเหิงตามมาด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่
สวี่โม่เลิกคิ้ว “เจ้าไม่ไปอยู่เป็นเพื่อนคนอื่น มาตามข้าทำไม?”
“พี่ใหญ่ ถึงข้าจะตรงไปตรงมาไปบ้าง แต่ข้าก็ไม่ได้โง่งมนะ” ฟาง
เหิงยิ้มขื่น “พวกท่านก็เจอข้าที่เขตอันสุ่ย แต่ข้าเป็นคนของเขต
อันสุ่ยหรือ?”
สำหรับคนที่มีความตั้งใจ การเดินทางข้ามดินแดนครึ่งหนึ่ง
ของต้าอวี๋ไปก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก
แต่สิ่งที่ยากลำบากจริง ๆ กลับเป็นการตามหาคนในเมืองหลวง
ต่างหาก
สวี่โม่เริ่มต้นด้วยการไปหาตระกูลฉีและตระกูลจ้าว บรรยาย
ลักษณะภายนอกของน้องชายอย่างคร่าว ๆ สองสามประโยค และ
ขอร้องให้พวกเขาช่วยสอดส่อง
จ้าวหยวนกับฉีหวายต่างก็เคยเห็นจ่างเยี่ยน แม้จะรู้สึกประหลาด
ใจแต่ก็รับปาก
ฟางเหิงลังเลอยู่หลายครั้ง ก่อนสุดท้ายจะตัดสินใจไปที่ตระกูล
เฮ่อ
ผู้นำตระกูลเฮ่อเดิมทียังยิ้มต้อนรับ แต่พอได้ยินคำขอของฟาง
เหิง รอยยิ้มก็เปลี่ยนเป็นความโมโหทันที “ข้าคิดว่าเจ้ามาเพราะ
อยากแก้แค้นตระกูลฟาง ไม่คิดว่าจะมาเพราะอยากตามหาคน หรือ
ว่าการแก้แค้นให้บิดามารดาที่ตายอย่างอนาถสำคัญน้อยกว่าการ
ตามหาคนคนหนึ่งหรือ?”
ฟางเหิงก้มหน้าลงด้วยความละอาย ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงกล่าว
ว่า “มีแค้นต้องแก้ มีคนหายต้องตามหา เขาเป็นน้องชายของข้า”
ถึงจะไม่ใช่พี่น้องทางสายเลือด แต่สนิทสนมกว่าพี่น้องร่วม
สายเลือดเสียอีก
สีหน้าของผู้นำตระกูลเฮ่อจึงอ่อนลงและรับปากว่าจะช่วย
ขณะที่คนในสองเมืองต่างกำลังวุ่นวายค้นหา เด็กหนุ่มที่ทุกคน
คิดถึงและพูดถึงอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้สวมชุดหรูหราและกำลังนั่งอยู่
ในเกี้ยว มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของวังหลวง
วันนั้น พี่สามคุกเข่าอยู่ตรงนี้ โขกศีรษะจนเลือดไหล
เมื่อก่อนพี่ใหญ่ก็เคยตระหนักได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของคน
ตระกูลใหญ่ และความโหดร้ายของจิตใจมนุษย์จากที่นี่
บัดนี้ ในที่สุดเขาก็ก้าวเข้าหาสัตว์ร้ายที่กินคนตัวนี้
“องค์ชาย” มีคนถามเสียงเบา “พระองค์จะกลับไปตอนนี้จริงหรือ
พ่ะย่ะค่ะ? ไม่รออีกสักหน่อยหรือ?”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า เขานิ่งสงบและไม่พูดอะไร
เขาไม่รอแล้ว ไม่มีเวลาอีกแล้ว
ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลา…ของการสอบวังหลวงแล้ว
ตามบันทึกของราชวงศ์ต้าอวี๋
รัชศกเหอฉิ่งปีที่เจ็ด องค์ชายห้าประชวร ฤดูหนาวย้ายไปอยู่แถบ
เจียงหนาน ฤดูร้อนย้ายไปอยู่แถบเร่อเหอเพื่อรักษาร่างกาย
ในช่วงปลายปีเดียวกัน องค์ชายห้าก็หายตัวไประหว่างเดินทาง
อย่างไร้ร่องรอย บรรดาข้ารับใช้ต่างตกใจมาก เพื่อรักษาชีวิตจึง
ปิดบังไม่รายงานเบื้องสูงเป็นเวลาถึงห้าปี
รัชศกเหอฉิ่งปีที่สิบสอง องค์ชายห้าหายจากอาการประชวรและ
กลับมา เสด็จกลับเมืองหลวงในช่วงเจ็ดวันก่อนการสอบวังหลวง
นับแต่นั้นมา คลื่นลมก็เริ่มปั่นป่วน