พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 387 เจียงเซิงผอมลง
เมื่อหลายปีก่อนตอนฟางเหิงจากไป แม้จะรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน
และกำลังทำอะไร พวกเขาพี่น้องยังคงรู้สึกเศร้าหมองอยู่เกือบครึ่ง
เดือน
ตอนนี้เป็นจ่างเยี่ยนที่หายตัวไป ทุกคนจึงต่างเข้าใจดีว่าเศร้า
โศกไปก็ไร้ประโยชน์ แต่ก็ยังหลีกเลี่ยงความรู้สึกหดหู่ไม่ได้
เป็นเวลาสองวันเต็มที่เรือนเล็กแทบไม่มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
ปรากฏ
เจียงเซิงถึงกับไม่แตะต้องอาหารเลิศรสที่เหลือจากงานเลี้ยง
ใบหน้ากลม ๆ ของนางเริ่มเรียวแหลมลงภายในเวลาเพียงสองวัน เผย
ให้เห็นใบหน้ารูปไข่คลุมเครือ
จางเซียงเหลียนกลับมาเยี่ยมบ้านหลังจากผ่านไปสามวัน พอ
เห็นเด็กหญิงเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกปวดใจจนน ้าตาไหล ลากตัวพ่อครัวคง
ไปทำอาหาร
ขาหมูตุ๋น ไก่ตุ๋นเห็ด และปลาไนราดน ้าแดง
ทั้งหมดล้วนเป็นอาหารที่เจียงเซิงชอบ แต่หลังจัดวางบนโต๊ะแล้ว
ตะเกียบของเจียงเซิงกลับเขี่ยอาหารไปมาครู่หนึ่ง ก่อนจะคีบเห็ด
ขึ้นมาชิ้นเดียวแล้วค่อย ๆ เคี้ยวกลืนลงไปอย่างเชื่องช้า
“เจียงเซิงน้อย ทำไมเจ้าถึงไม่กินเนื้อเล่า?” จางเซียงเหลียนตกใจ
จนสีหน้าเปลี่ยนไป “เจ้าเป็นอะไรไป?”
มีคนเลี้ยงหมูคนไหนบ้างที่จะทนเห็นลูกหมูตัวน้อยของตนไม่
ยอมกินอาหาร
เจียงเซิงฝืนยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “ข้าไม่ค่อยอยากกิน
ของมันเยิ้มพวกนี้ กินแค่ผักกับเห็ดก็ดีแล้ว”
นางคีบมันขึ้นมาอีกสองคำแล้วกลืนลงไปทั้ง ๆ แบบนั้น ยกดื่มน ้า
แกงจนหมด จากนั้นก็วางชามและตะเกียบลง
“ข้าอิ่มแล้วเจ้าค่ะ” เจียงเซิงลุกขึ้น “ตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือน
พอดี ข้าต้องไปตรวจบัญชีของร้านจิ่วเจิน”
พวกเด็ก ๆ กินอาหารเพียงสองสามคำก็วางชามและตะเกียบตาม
ต่างแยกย้ายกันไปทำธุระของตนเอง
นี่คือครอบครัวที่ขาดเจ้าห้าไปใช่หรือไม่
จางเซียงเหลียนเจ็บปวดราวกับมีมีดกรีดหัวใจ ไม่มีความอยาก
อาหารเหลืออยู่เลย นางหันไปคีบเนื้อสองชิ้นให้พ่อครัวคง
เห็นได้ชัดว่าช่วงสามวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาคู่นี้
พัฒนาขึ้นไม่น้อย
พ่อครัวคงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการได้รับการเอาใจใส่อีกต่อไป
แต่กลับมีท่าทีเขินอายน่าเอ็นดู เขากินเนื้อคำใหญ่จนหมด แล้วตบ
บ่าภรรยารักเบา ๆ
ภายใต้สายตาตกใจของจางเซียงเหลียน เขาก็เดินไปหาเจิ้งหรู
เชียนแล้วพูดว่า “เสี่ยวเชียน สองวันมานี้เกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวเจ้า
ทำไมนางถึงกับไม่ยอมกินขาหมูเล่า”
ลุงเขยจะเรียกเขาตามป้าจางก็ไม่ผิดอะไร เพียงแค่รู้สึกไม่คุ้นเคย
เล็กน้อยเท่านั้น
เจิ้งหรูเชียนสลัดความรู้สึกแปลก ๆ ทิ้ง “นางเป็นห่วงเจ้าห้า แต่ก็
แสดงออกว่าเป็นห่วงไม่ได้ ทำให้เบื่ออาหาร”
พ่อครัวคงยังอยากถามต่อว่าทำไม แต่พอมองตามสายตาของ
เจิ้งหรูเชียนไปและเห็นสวี่โม่ที่กำลังอ่านหนังสืออย่างจริงจังก็เข้าใจ
ทันที
ความยินดีและความเศร้าโศกถาโถมเข้ามาพร้อมกัน จนทุกคน
เกือบลืมไปว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงการสอบในวังหลวงแล้ว
แผนการที่ยังไม่รู้ ตระกูลฟางกับองค์ชายใหญ่ ผลการสอบในวัง
หลวง ทั้งหมดนี้กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
สวี่โม่ไม่กล้าเสียสมาธิ พยายามสะกดความกังวลเรื่องน้องชายไว้
และมุ่งมั่นเตรียมตัวสอบ พลิกกระดาษอ่านตำรา
คนอื่น ๆ ยิ่งไม่กล้าทำให้สวี่โม่เสียสมาธิ พวกเขาจึงทำได้เพียง
แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นให้มากเท่าที่จะทำได้
“แต่วิธีการแบบนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดี แม่หนูผอมลงมากแล้ว” พ่อ
ครัวคงถอนหายใจ “หรือว่าพวกเราจะพานางออกไปเดินเล่น ทำอย่าง
อื่นเบี่ยงเบนความสนใจ”
นี่ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกแบบนี้แล้ว
เจิ้งหรูเชียนเก็บแผนที่ที่วาดด้วยตัวเองลงและพยักหน้า “เช่นนั้น
ก็ต้องรบกวนท่านป้ากับท่านลุงช่วยดูแลเรื่องที่บ้านด้วย”
สวี่โม่ถูกกดดันเรื่องเวลาและอยู่ที่บ้านเพื่อเตรียมสอบวังหลวง
ฟางเหิงพาเหล่าผู้ติดตามมาและหาเวลาว่างฝึกฝนแผนการรบ
ส่วนเขาบอกวังเสี่ยวซงให้รั้งบังเหียนม้าให้แน่น แล้วพุ่งเข้าไปใน
ห้อง ลากตัวเจียงเซิงที่กำลังเหม่อลอยออกมา
“พี่รอง ท่านอย่ามากวนข้านะ!” นางดิ้นรน “ข้ายังต้องตรวจ
บัญชีอยู่”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปตรวจบัญชีที่ร้านจิ่วเจินสิ จะมานั่งอยู่ที่นี่ทำไม”
เจิ้งหรูเชียนลากตัวนางขึ้นรถม้า แล้วยังพาเวินจืออวิ่นกับวังเสี่ยวจูที่
ต้องไปสำนักแพทย์มาด้วยกัน
สามพี่น้องนั่งเงียบ ๆ ด้านนอกรถม้ามีผู้คนคับคั่ง เสียงอึกทึก
ครึกโครม
ความคึกคักทั้งหมดเหมือนจะแยกออกจากพวกเขา เหลือเพียง
ความเหม่อลอย ความเงียบงัน และความเหงาหงอย
เมื่อก่อนตอนที่เจ้าห้ายังอยู่ มันไม่ได้เป็นแบบนี้
เวินจืออวิ่นเม้มริมฝีปาก เริ่มมีน ้าใส ๆ เอ่อคลอ
เจิ้งหรูเชียนตอบสนองทันควัน รีบหยิกหลังเขาทันที ทำให้เจ้าสี่
ต้องกลั้นน ้าตาเอาไว้
ในที่สุดก็มาถึงปากทางถนนเทียนเจีย วังเสี่ยวซงสายตาว่องไว
พอรถม้าหยุดลงก็อุทานขึ้นทันที “คนไข้เยอะจัง ทำไมคึกคักขนาดนี้
นะ”
สามพี่น้องต่างถูกดึงดูดความสนใจ พวกเขาเลิกม่านขึ้นและเห็น
ว่าสำนักแพทย์เต็มไปด้วยผู้คน
เวินจืออวิ่นมักจะตรวจรักษาโดยไม่คิดเงินและมอบยาให้ ดังนั้น
สำนักแพทย์เวินจึงมักมีแต่คนทั่วไปมาเยือน แต่ตอนนี้ผู้คนที่นั่งอยู่
นั้นล้วนแต่งกายหรูหราสง่างาม เห็นได้ชัดว่าเป็นคนมีฐานะและ
ตำแหน่ง
“ทำไมถึงมีคนรวยมาที่นี่มากมายขนาดนี้กัน” วังเสี่ยวจูตกใจ
มาก “คุณชาย คุณชายจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
เวินจืออวิ่นนิ่งอึ้งราวกับหุ่นไม้ เขาไม่ใช่คนที่รับมือกับ
สถานการณ์เช่นนี้ได้ ตอนนี้จึงสับสนและไม่รู้จะทำอย่างไร
โชคดีที่ยังมีเจิ้งหรูเชียนอยู่ข้าง ๆ เขาขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า
“เข้าไปดูกันก่อนเถอะ”
“ใช่แล้วพี่สี่ อย่ากลัวไปเลย พวกข้าอยู่ตรงนี้ด้วยนะ” เจียงเซิง
พยายามรวบรวมกำลังใจ “ไปกันเถอะ ไปดูด้วยกัน”
พี่น้องกระโดดลงจากรถม้า พอมาถึงหน้าประตูสำนักแพทย์เวิน
คนข้างในก็พร้อมใจกันหันมามอง
ถูกสายตาสิบกว่าคู่จ้องมองมา มันช่างน่าขนลุกจริง ๆ
เวินจืออวิ่นรู้สึกหวาดกลัวในใจ พยายามทรงตัวให้มั่น แล้วเอ่ย
เสียงเบา “ขออภัยท่านทั้งหลาย พวกท่านมาตรวจรักษาหรือขอรับ?”
คนตระกูลใหญ่มักไม่ขาดหมอ แม้ไม่มีหมอประจำตระกูล ก็มักจะ
ไปตรวจที่ร้านยาใหญ่ ๆ แทบไม่มีใครมาที่สำนักแพทย์เล็ก ๆ เช่นนี้
หากไม่ใช่มาเพื่อหาเรื่องก็คงมีจุดประสงค์บางอย่าง
แม้แต่เจียงเซิงก็ยังเตรียมพร้อมเอาไว้ หากเห็นท่าไม่ดีก็จะให้วัง
เสี่ยวซงไปจวนตระกูลเจียง ขอความช่วยเหลือจากท่านพ่อและท่าน
ย่า
ทว่าไม่คิดว่าคนข้างในจะยกยิ้มและลุกขึ้นอย่างสุภาพ “ถูกต้อง
แล้ว เจ้าคือหมอเวินใช่หรือไม่ พวกข้ามีคนไข้อยู่หลายคนที่อยากขอ
ความช่วยเหลือจากหมอเวิน”
เขาชี้ไปที่ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง แล้วชี้ชายหนุ่มอีกคน สุดท้าย
ก็เป็นชายชราที่ผมและหนวดเครามีสีขาวโพลน
ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เหมือนสามชั่วอายุคนมาหาหมอพร้อมกัน
เวินจืออวิ่นรู้สึกไม่คิดอยากเชื่อ แต่ในฐานะหมอย่อมมีจิตเมตตา
ในเมื่อคนไข้มาถึงหน้าประตูแล้วจะปฏิเสธไม่รับก็คงทำไม่ได้
เขาวางกล่องยาใบเล็กลง แล้วมองวังเสี่ยวจู
ด้วยความคุ้นเคยที่สั่งสมมานาน ทำให้เสี่ยวจูข่มความตกใจ
เอาไว้ได้ นางไปเตรียมกระดาษ พู่กัน หมึก และแท่นฝนหมึกมา
รวมถึงอุปกรณ์จำเป็นต่าง ๆ สำหรับการจับชีพจร
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนสบตากันแวบหนึ่ง แล้วเดินไปยืนอย่าง
เงียบ ๆ ที่มุมห้อง
เห็นเพียงเครื่องมือตรวจชีพจรวางอยู่บนโต๊ะ ชายวัยกลางคนคน
นั้นยื่นข้อมือออกมา ปล่อยให้เวินจืออวิ่นสัมผัสอย่างตั้งใจ และ
สอบถามเกี่ยวกับการทานอาหารและการพักผ่อนในช่วงที่ผ่านมา
“ท่านผู้อาวุโสท่านนี้…” ท่านหมอน้อยเอ่ยด้วยน ้าเสียงนุ่มนวล
ชายวัยกลางคนตอบเสียงทุ้มว่า “ข้าแซ่อู๋”
เวินจืออวิ่นชะงักไปชั่วขณะ โชคดีที่ได้ซึมซับมาจากน้องชาย
เขาจึงตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว “ร่างกายของผู้อาวุโสอู๋แข็งแรงดี
แต่มีอาการร้อนในเล็กน้อย ต่อไปควรทานอาหารที่ช่วยดับร้อนให้
มากขึ้น อย่างผักใบเขียวหรือผลไม้ที่ช่วยคลายร้อน”
เขาหยิบพู่กันและหมึกมาเขียนลงบนกระดาษ
ผู้อาวุโสอู๋คิดว่าเด็กหนุ่มกำลังเขียนใบสั่งยา แต่ไม่คิดว่าพอ
เขียนเสร็จ เวินจืออวิ่นกลับเป่าให้หมึกแห้งแล้วเก็บเข้าลิ้นชัก
“เจ้า…” เขาอดถามไม่ได้ “เจ้าไม่ได้เขียนใบสั่งยาให้ข้าหรือ?”
เวินจืออวิ่นก็ตกตะลึงเช่นกัน “เขียนใบสั่งยาอะไรหรือ? ข้าบอก
ไปแล้วว่าให้กินผักใบเขียวหรือผลไม้ที่ช่วยคลายร้อนก็พอ”
ยาสามส่วนเป็นพิษ ถ้าไม่จำเป็นต้องกินก็ไม่ควรกิน นี่คือแนวคิด
ในการรักษาของเขา
ยิ่งไปกว่านั้น อาการร้อนในก็เป็นเพียงอาการง่าย ๆ เท่านั้น การ
หลอกกงชินอ๋องซื่อจื่อเป็นความคิดของจ่างเยี่ยน หากเป็นของเวินจื
ออวิ่นคนเดียว ต่อให้ผ่านไปแปดชาติเขาก็ไม่อาจรวบรวมความกล้า
ทำเช่นนั้นได้
“แต่…” ผู้อาวุโสอู๋ยังอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง
แต่ชายชราผมขาวกลับไอสองครั้ง เขาจึงจำต้องถอยออกไป
อย่างจนใจ
ถึงคราวของคุณชายหนุ่มแล้ว เขาคนนี้ดูอายุไม่มาก ดวงตาคู่
นั้นทอประกายเป็นพิเศษ ขณะมองสำรวจคนอื่นก็แฝงไปด้วยแวว
ลึกซึ้ง
“ข้อมือขอรับ” เวินจืออวิ่นรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่ก็ฝืนทนจับชีพ
จรให้
ใครจะรู้ว่าชายหนุ่มจะดึงมือกลับเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วพูดด้วยสี
หน้ายิ้มแย้มว่า “ตรวจโรคโดยไม่จับชีพจรได้หรือไม่? คนโบราณเน้น
การดู ฟัง ถาม และสัมผัส ไม่ได้มีแค่วิธีจับชีพจรเท่านั้น”