พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 390 มารดาของจ่างเยี่ยน
ไม่ใช่ว่าตระกูลอู๋มาปรากฏตัวอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่พวกเขา
เริ่มจากการยั่วยุก่อน แล้วจึงรับศิษย์ ทั้งยังสามารถพาคนไข้มาเป็น
หลักฐานได้อย่างง่ายดาย สุดท้ายก็ใช้กลยุทธ์ถอยเพื่อรุก ดึงดูดให้
เขาตกหลุมพราง
พวกเขาใช้กลยุทธ์สามสิบหกประการในคัมภีร์พิชัยสงครามของ
ซุนวูอย่างเต็มที่
แต่เจิ้งหรูเชียนก็พูดถูกอยู่อย่างหนึ่ง ศัตรูของพวกเขาคือตระกูล
ฟาง และหากตระกูลฟางต้องการวางแผนเล่นงานเวินจืออวิ่น ก็ไม่
จำเป็นต้องลงทุนลงแรงมากขนาดนี้
เมื่อเทียบกับการคิดร้าย สวี่โม่กลับรู้สึกว่าเหมือนมีคนกำลัง
ช่วยเหลือพวกเขามากกว่า
“ดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง” เวินจืออวิ่นเอ่ยเสียงเบา “ก่อนหน้า
นี้ข้ากับเจ้าห้าไปขอเป็นศิษย์ตามสำนักหลายแห่ง หนึ่งในนั้นมีหมอ
หลวงที่เกษียณแล้ว แต่สุดท้ายแม้แต่คนเฝ้าประตูก็ยังไม่ได้พบ ถูก
ปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้าเลย”
หากไม่มีใครช่วยเหลือ ตระกูลหมอที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุ
คนจะมาสนใจหมอน้อยธรรมดาคนหนึ่งได้อย่างไร
“แล้วจะเป็นใครกัน? หรือว่าจะเป็นตระกูลเจียง?” เจิ้งหรูเชียนคิด
ตาม
เจียงเซิงส่ายหน้า นางก็เคยคิดจะขอร้องท่านพ่อ แต่ยังไม่ทันได้
เอ่ยปาก
ส่วนตระกูลอื่นอย่างตระกูลโต้ว ตระกูลฉี ตระกูลจ้าว ล้วนเป็น
ตระกูลที่สนิทสนมกับสวี่โม่ พวกเขาคงไม่กล้าล่วงเกินช่วยเหลือโดย
พลการ
มีเพียงญาติที่สนิทสนมกันเท่านั้น ที่จะลอบจัดการทุกอย่างให้
โดยไม่มีใครรู้
แต่พวกเขาไม่มีญาติคนอื่นในเมืองหลวงแล้ว
เวินจืออวิ่นมีสีหน้างุนงง ส่วนเจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนกำลัง
ครุ่นคิดอย่างหนัก
มีเพียงสวี่โม่และฟางเหิงที่สบตากัน ในใจเกิดความรู้สึกบางอย่าง
ขึ้นมา
สวี่โม่ลองคิดดู “เจ้าสี่ เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าตอนเจ้าไปหาหมอ
หลวงเกษียณพร้อมกับเจ้าห้าเมื่อปีก่อนเป็นใคร”
เวินจืออวิ่นคิด “ตอนนั้นเจ้าห้าบอกว่าหมอหลวงท่านนี้เก่งกาจ
มาก เป็นคนในตระกูลที่มีชื่อเสียงป้ายชื่อที่แขวนอยู่บนประตูเรือนที่
พวกเราไป เหมือนจะเป็น…อู๋”
เรือนตระกูลอู๋ ตระกูลอู๋
การค้นพบที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนตะลึงงัน
“หมอหลวงอู๋ท่านนี้มีความเกี่ยวข้องกับจ่างเยี่ยนหรือ?” เจิ้งหรู
เชียนเอ่ยออกมาทันที “แต่เขาไม่ได้อยู่ที่เขตอันสุ่ยหรอกหรือ?”
“ไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันได้ว่าเจ้าห้ากลับไปเขตอันสุ่ยแล้ว” ฟาง
เหิงเอ่ยเสียงทุ้มต ่า “กลับกัน ข้ากับพี่ใหญ่ต่างสงสัยว่าเขาจะยังอยู่ใน
เมืองหลวง”
ลองคิดถึงน้องชายคนนี้ที่รู้จักเมืองหลวงทะลุปรุโปร่ง คิดถึงการที่
เขามองเงินทองราวกับมองขยะ คิดถึงท่าทางที่ไม่เร่งรีบของเขา มัน
คล้ายคลึงกับพวกคุณชายในเมืองหลวงไม่มีผิด
อีกทั้งจากการคาดเดาของสวี่โม่ว่าเขาอาจเป็นคนตระกูลใหญ่
ดังนั้นการจัดการให้หมอหลวงอู๋รับเจ้าสี่เป็นศิษย์ ก็ดูจะสมเหตุสมผล
“หากพี่ห้ายังอยู่ในเมืองหลวงจริง แล้วทำไมเขาไม่บอกพวกเรา
ทำไมต้องปิดบังซ่อนตัวด้วย” เจียงเซิงโกรธจนตบโต๊ะ “ทำไมกัน ข้า
อยากรู้แค่ว่าทำไม!”
เวินจืออวิ่นริมฝีปากสั่นระริก ยังไม่ทันได้อ้าปากพูด ดวงตาก็แดง
ก ่าไปแล้ว
มีคนมากมายเป็นห่วงเขา เสียใจเพื่อเขา แค่คิดว่าเขากำลังซ่อน
ตัวอยู่มุมใดมุมหนึ่งไม่ไกลก็ยิ่งเพิ่มความโกรธเคืองเข้าไปอีก
“ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดาของข้า” สวี่โม่สูดหายใจลึก
พยายามสงบอารมณ์โมโหของน้องชายน้องสาว “ยังไม่ได้รับการ
ยืนยัน บางทีความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น”
“จะเป็นความจริงหรือไม่ พรุ่งนี้ก็จะรู้แล้ว” เจิ้งหรูเชียนตะโกน
“พรุ่งนี้ ให้เจ้าสี่ไปดูว่าเรือนตระกูลอู๋กับที่ที่เขาถูกปฏิเสธ เป็นที่
เดียวกันหรือไม่”
แน่นอนว่า…ใช่
เวินจืออวิ่นยืนอยู่ใต้ป้ายเรือนตระกูลอู๋ นึกถึงครั้งที่แล้วที่จับมือ
มากับน้องชาย แต่คราวนี้เหลือเพียงตัวเขาคนเดียว ดวงตาก็แดงเรื่อ
ขึ้นมาอีกครั้ง
เขาจับห่วงทองแดง ลังเลว่าจะเคาะลงไปหรือไม่
ทันใดนั้นประตูใหญ่ก็ถูกเปิดออก คนเฝ้าประตูยื่นหน้าออกมา
อย่างกระตือรือร้น พอเห็นเด็กหนุ่มก็ถามว่า “เจ้าคือหมอน้อยจาก
สำนักแพทย์เวินใช่หรือไม่”
เวินจืออวิ่นพยักหน้าด้วยความลังเล
“โอ้ เจ้ามาตรงเวลาจริง ๆ ในเมื่อมาแล้วก็รีบเข้าไปเถอะ นาย
ท่านผู้เฒ่ารออยู่แล้ว” คนเฝ้าประตูยิ้มแย้ม แสดงท่าทางกระตือรือร้น
มาก
เวินจืออวิ่นยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกพาไปอยู่ต่อหน้าหมอหลวงอู๋เสีย
แล้ว
หมอที่มีอายุมากมักจะดูสะอาดเรียบร้อย สวมเสื้อผ้าฝ้ายที่
ธรรมดาที่สุด คัดเลือกสมุนไพรต่าง ๆ และบางครั้งก็จดบันทึก
เขามีความสัมพันธ์อะไรกับจ่างเยี่ยน? พวกเขาสามารถตามหา
เจ้าห้าผ่านตระกูลอู๋ได้หรือไม่?
ความสงสัยมากมายวนเวียนอยู่ในใจ ความสับสนนับพันยิ่งยาก
จะระบายออกมา
แต่เมื่อนึกถึงคำกำชับของพวกพี่ชาย เวินจืออวิ่นก็ต้องกลืนทุก
อย่างลงไป แล้วทุ่มเทสนใจที่วิชาแพทย์กับสมุนไพร
สวี่โม่เคยบอกไว้ว่าหากจ่างเยี่ยนไม่ได้ทำเอง แสดงว่าเขาไม่
สะดวกจะปรากฏตัว
ฟางเหิงสั่งว่า ตราบใดที่ตระกูลอู๋สอนอย่างจริงจัง ก็ให้เขาฉวย
โอกาสนี้เรียนรู้เต็มที่
เจิ้งหรูเชียนรับรองว่า วันหน้าพวกเขาจะต้องหาเจ้าห้าให้เจอ
แม้แต่เจียงเซิงก็จับมือเขาไว้แน่น พูดอย่างจริงจังว่า “พี่สี่ ท่าน
วางใจได้ ตราบใดที่พี่ห้ายังอยู่ใน เมืองหลวง พวกเราจะต้องได้พบ
เขาอีกแน่นอน”
ตราบใดที่ยังเป็นพี่น้องกัน พวกเขาย่อมได้พบกันอีกครั้ง
เวินจืออวิ่นถูกดึงดูดความสนใจด้วยวิชาแพทย์อันลึกซึ้ง เมื่อมอง
สมุนไพรที่มีสีสันต่างกันและการผสมยาที่ให้สรรพคุณแตกต่าง เขาก็
ค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ความรู้เหล่านั้น ไม่อาจถอนตัวออกมาได้
มีเพียงช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งคราวเท่านั้นที่จะเปิดเผยการสังเกตอัน
ซับซ้อน
หมอหลวงอู๋มองเห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร
ยามเที่ยงวัน
ตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ เวินจืออวิ่นเรียนวิชาแพทย์ในช่วง
เช้า ตรวจรักษาคนไข้ที่สำนักแพทย์ช่วงบ่าย และต้องกลับไปทาน
อาหารกลางวันที่เรือนเล็ก
หมอหลวงอู๋ไม่ได้ขัดขวาง หลังจากมองส่งเขาแล้ว ก็เรียกรถม้า
แล้วรีบเข้าไปในวังหลวง
ในลานที่ทรุดโทรมและรกรุงรัง เขาก้มศีรษะลงต ่าให้กับเด็กหนุ่ม
คนหนึ่ง “องค์ชาย กระหม่อมทำตามคำสั่งของพระองค์ครบถ้วนแล้ว
อธิบายเหตุผลกระจ่างและรับศิษย์ได้อย่างราบรื่น แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด
เพียงแค่ข้ามคืน หมอน้อยคนนั้นถึงนึกสงสัยขึ้นมา”
การเล่นละครเช่นนี้ เวินจืออวิ่นไม่เคยถนัด
การถูกสงสัยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น พวกเขาพี่น้องผ่านเรื่องราวมา
มากมาย แล้วจะไม่ระแวงคนอื่นบ้างได้อย่างไร
เพียงแต่ไม่รู้ว่า…พวกเขาจะคาดเดาได้ถึงตัวเขาหรือไม่
“องค์ชาย กระหม่อมควรจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ หรือควรอธิบายอีก
ครั้งให้หมอน้อยคลายความสงสัยดีพ่ะย่ะค่ะ?” หมอหลวงอู๋ถามเสียง
เบา
เด็กหนุ่มได้สติกลับมา ยกนิ้วมือนับเวลา “ไม่จำเป็น”
คำโกหกที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นย่อมมีช่องโหว่มากมายอยู่แล้ว
และทุกคนในเรือนเล็กล้วนฉลาดเฉลียว
แทนที่จะพยายามปกปิดอย่างยากลำบาก ไม่สู้สอนอย่างเปิดเผย
จะดีกว่า
“ตราบใดที่หมอหลวงอู๋ทุ่มเทสอน สี่…หมอน้อยจะรับรู้ได้ว่าท่าน
ไม่มีเจตนาร้าย และจะคลายความสงสัยไปเอง” เสียงของเด็กหนุ่ม
เรียบเฉย
หมอหลวงอู๋เข้าใจความหมาย “องค์ชายวางพระทัย กระหม่อมจะ
ถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ ไม่มีปิดบังแน่นอน”
ทั้งสองสนทนากันอีกสองสามประโยค จากนั้นชายชราก็ขอตัว
จากไป
เหลือเพียงเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ในเรือนที่ทรุดโทรม ผ่านไปครู่หนึ่ง
เขาจึงผลักประตูเข้าไปในห้องโถง คุกเข่าลงบนเบาะฟางที่เต็มไปด้วย
ฝุ่น พนมมือและหลับตาพึมพำ
มีคนค่อย ๆ เดินเข้ามา เหยียบกิ่งไม้แห้งจนส่งเสียงหักเบา ๆ
เด็กหนุ่มทำเหมือนไม่ได้ยิน เขาคุกเข่าคำนับต่อแผ่นป้ายที่เต็ม
ไปด้วยฝุ่น ราวกับแสดงความสำนึกผิดที่ไม่ได้กลับมาเป็นเวลาห้าปี
หรืออาจเป็นการบอกกล่าวคนที่มีชื่ออยู่บนแผ่นป้ายว่าเขากลับ
มาแล้ว
“ห้าปีแล้ว ท่านแม่ ท่านสบายดีหรือไม่?”
“ตอนท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็สู้จวีกุ้ยเฟยไม่ได้ บัดนี้ข้าก็สู้เสด็จ
พี่ใหญ่ไม่ได้เช่นกัน”
“ข้าได้ยินมาว่าเสด็จพ่อได้อนุญาตให้เขาเข้าท้องพระโรงเพื่อชม
การสอบวังหลวงแล้ว ท่านคงจะยินดีมากแน่หากได้รู้เรื่องนี้ในปรโลก”
“ส่วนข้า ลูกที่ไร้มารดา ได้แต่มาไว้อาลัยในที่พำนักเดิมของท่าน
เท่านั้น”
“ไว้อาลัยให้ท่าน…ที่ห้าปีไร้ผู้ใดสนใจ”