พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 391 การสอบในวังหลวง (1)
เวินจืออวิ่นเรียนรู้กับหมอหลวงอู๋อยู่หลายวัน จนกล่าวได้ว่าเขา
ได้รับความรู้แจ้งอย่างกะทันหัน
การคาดเดาในอดีตได้รับการยืนยัน เส้นทางที่ถูกปิดกั้นค่อย ๆ
เปิดกว้างขึ้น เขาพบว่าโรคที่เคยวินิจฉัยนั้นแท้จริงแล้วมีเอกลักษณ์
เมื่อเทียบกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ของความรู้ด้านวิชาแพทย์แล้ว
มันเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น
เด็กหนุ่มเปรียบเสมือนกระดาษหม่อนที่ถูกแดดเผา ในที่สุดก็ตก
ลงสู่บ่อน ้ากลางภูเขา เปิดรับเพื่อดูดซึมน ้าฝนอันแสนหอมหวาน
นี่เป็นเรื่องดีและทำให้เหล่าพี่น้องไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
แต่มันก็ยังไม่ดีพอจนทำให้พวกเขารู้สึกกังวล
ใครเป็นคนส่งหมอหลวงอู๋มากันแน่?
จะเป็น…เจ้าห้าใช่หรือไม่?
น่าเสียดายที่เวลากระชั้นชิด พวกเขาแทบไม่มีเวลาตรวจสอบ
การสอบในวังหลวงมาถึงตามกำหนดการแล้ว
การสอบในวังหลวงเป็นไปตามชื่อเรียก มันคือการสอบในท้อง
พระโรง เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการสอบขุนนางและเป็นจุดเปลี่ยนที่
สำคัญมาก
บางคนกล่าวว่า โชคดีที่สุดของการสอบในวังหลวง คือเป็นเพียง
การจัดอันดับ ไม่มีการสอบไม่ผ่าน
ขณะที่บางคนกล่าวว่า อันดับในการสอบวังหลวงสำคัญอย่างยิ่ง
มันเป็นตัวกำหนดว่าคนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ จะรุ่งเรืองหรือจะ
ตกอับ
ทั้งสองความเห็นนี้ล้วนถูกต้อง
การที่การสอบในวังหลวงของราชวงศ์ต้าอวี๋ไม่มีการสอบไม่ผ่าน
อีกต่อไปนั้น ต้องขอบคุณเลือดและน ้าตาจากราชวงศ์ก่อน
มีเรื่องเล่าว่าในช่วงปลายราชวงศ์ก่อน มีก่งเซิ่งผู้หนึ่งที่สอบการ
สอบในวังหลวงไม่ผ่านหลายครั้ง ด้วยความแค้นเคืองเขาจึงเข้า
ร่วมกับกองทัพของศัตรู วางแผนและเอาชนะสงครามได้หลายครั้ง ทำ
ให้ราชวงศ์ก่อนต้องพ่ายแพ้อย่างหนัก
พอคิดดูแล้ว คนที่สามารถสอบจากถงเซิงมาถึงก่งเซิ่งได้ ล้วน
ย่อมเป็นคนที่มีความสามารถแน่นอน
แทนที่จะปล่อยให้คนมีความสามารถต้องสอบไม่ผ่านและโกรธ
แค้น สู้แต่งตั้งให้พวกเขาเป็นขุนนางโดยตรงจะดีกว่า อย่างน้อยก็ยัง
สามารถรับใช้ราชวงศ์ต่อไปได้บ้าง
นับแต่นั้นมา การสอบในวังหลวงจึงยกเลิกระบบการคัดออก ก่ง
เซิ่งทุกคนสามารถได้รับยศตำแหน่ง เพียงแต่แบ่งกันตาม
ความสามารถเป็นขั้นหนึ่ง ขั้นสอง และขั้นสาม
สามอันดับแรกที่สอบผ่าน เรียกว่าจิ้นซื่อจี๋ตี้มีตำแหน่งที่รู้จักกัน
ดีคือจอหงวน ปั๋งเหยี่ยน และทั่นฮวา
ส่วนคนที่สอบได้ตำแหน่งรองจากสามอันดับแรก เรียกว่าจิ้นซื่อ
ชูเซิน คนที่อยู่ในลำดับแรกก็มีชื่อเรียกที่ไพเราะว่าฉวนลู่
และคนที่เหลือจัดอยู่ในอันดับสาม เรียกว่าถงจิ้นซื่อ
แม้ว่าทุกคนจะได้รับตำแหน่งราชการ แต่ตำแหน่งขั้นหนึ่งจะ
ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ขั้นสองจะอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนขั้นสาม
ชัดเจนว่าเป็นตำแหน่งธรรมดา
หากพิจารณาจากความสามารถทางวิชาการเพียงอย่างเดียว
การสอบตามกฎระเบียบก็คงเพียงพอแล้ว
แต่การสอบในวังหลวงยังทดสอบความคล่องแคล่ว ปฏิภาณ และ
ความสง่างามของผู้เข้าสอบอีกด้วย
ในประวัติศาสตร์มีฮุ้ยหยวนที่สอบผ่านแต่กลับพูดจาติดขัดจน
ได้รับตำแหน่งเดียวกับถงจิ้นซื่อเท่านั้น
อีกทั้งยังมีคนที่เพียงแค่สอบผ่านได้อย่างหวุดหวิด แต่เพราะ
ลายมือที่โดดเด่น ไม่ประจบสอพลอ ไม่หยิ่งยโส จึงได้รับการเลื่อนขั้น
เป็นขั้นสองหรือกระทั่งเป็นขั้นหนึ่งอย่างจอหงวน
การสอบวังหลวงคือเส้นชัยสุดท้ายของการสอบขุนนาง และเป็น
จุดเริ่มต้นเส้นทางในราชสำนัก
มันแสดงให้เห็นถึง “ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้” อย่างถึงที่สุด ทำให้ก่ง
เซิ่งมากมายทั้งกังวลและตื่นเต้นจนฝ่ามือชุ่มเหงื่อ
นับตั้งแต่การประกาศผลสอบระดับแคว้นจนถึงการสอบในวัง
หลวงใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน บัณฑิตทุกคนต่างพยายามเตรียม
ตัวอย่างสุดความสามารถ
ในที่สุด พวกเขาก็มายืนอยู่เบื้องหน้าประตูวังหลวง
สวี่โม่ ฉีหวาย อันจวิ่น ฟางหยวน เหล่าคนที่ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก
คนที่มีความแค้นและไม่มีความแค้น ต่างยืนตรงรอคอยพร้อมกัน
ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่าง แสงสลัวลอดผ่านเมฆหมอกกระทบไหล่
ของผู้คน
องครักษ์ในชุดคลุมปักลายถือดาบยาวยืนเฝ้าอยู่ที่ประตู รอคอย
ช่วงเวลาที่แสงอรุณจะสาดส่อง เตรียมต้อนรับเหล่าบัณฑิตเข้าสู่
สนามสอบ
สถานที่นี้ควรเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม แต่กลับดูวุ่นวายเล็กน้อย
เพราะไม่มีใครควบคุม
บัณฑิตบางคนพูดคุยกัน บางคนระบายความทุกข์ บางคนกังวล
จนไม่รู้จะทำอย่างไร บางคนก็ซุบซิบนินทา
สวี่โม่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน แค่เอียงตัวไปเล็กน้อยก็มองเห็น
น้องชายน้องสาวที่กำลังกังวลได้ เขาโบกมือให้สัญญาณว่าไม่เป็น
อะไร
ในช่วงนี้ตระกูลฟางสงบเงียบเกินไป เงียบจนพวกเขารู้ว่าตระกูล
ฟางจะต้องเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการสอบวังหลวงแน่นอน
แต่จะเป็นอย่างไรเล่า
การสอบกำลังจะสิ้นสุดแล้ว สวี่โม่ไม่อาจยอมแพ้ได้ ไม่ว่าจะ
ยากลำบากมากแค่ไหน เขาก็ต้องเผชิญหน้าและก้าวข้ามมันไปให้ได้
เขาหลับตาลง เตรียมตัวทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย
แต่จู่ ๆ ไหล่ของเขาก็ถูกตบเบา ๆ เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นฉีหวายที่ดู
ลังเลอยู่
“พี่ฉี?” สวี่โม่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“พี่สวี่” ฉีหวายลูบจมูกตัวเอง แล้วชำเลืองมองไปทางกลุ่มญาติพี่
น้อง “เจ้ารู้กฎของการสอบวังหลวงหรือไม่? ท่านพ่อข้าเป็นเจ้ากรม
พิธีการ อย่างที่เจ้ารู้ การสอบขุนนางทุกยุคทุกสมัยล้วนจัดขึ้นโดย
กรมพิธีการทั้งนั้น กฎระเบียบของการสอบในวังหลวงข้าจึงรู้ดีมา
ตลอด”
นี่คือความแตกต่างระหว่างลูกหลานขุนนางกับสามัญชน
ลูกหลานขุนนางมักมีเส้นสายมากมาย มีช่องทางรับรู้ข้อมูล
หลากหลาย แม้แต่การสอบในวังหลวงพวกเขาก็สามารถทำได้อย่าง
มั่นใจ ไม่ต้องตื่นตระหนก ไม่ต้องรีบร้อน
ส่วนสามัญชนนั้นมีความรู้น้อยนัก ความเข้าใจเกี่ยวกับการสอบ
ขุนนางมีเพียงแค่คำบอกเล่าสองสามประโยคจากอาจารย์ หรือไม่ก็
ได้จากการอ่านตำราและสิ่งที่ได้ยินมาเล็กน้อย
แต่ในช่วงเวลานี้ ไม่มีใครเต็มใจจะถ่ายทอดความรู้อย่างเปิดเผย
เพราะต่างก็เป็นคู่แข่งกัน เพราะลำดับที่จะได้รับนั้นสำคัญยิ่ง
เพราะมันเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าบนเส้นทางราชการ
ไม่บ่อยนักที่ฉีหวายจะใจกว้าง แม้สวี่โม่จะสืบหาข้อมูลที่
เกี่ยวข้องมาก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกซาบซึ้งจากใจจริง
“ตามบันทึกโบราณ การสอบในวังหลวงนั้นจัดขึ้นโดยฝ่าบาท
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฝ่าบาทแค่คัดเลือกผู้เข้าสอบขั้นแรกเท่านั้น
ส่วนขั้นสองและขั้นสามจะตัดสินจากเหล่าขุนนาง อย่างเสนาบดีทั้ง
หกกรม หรือสามขุนนางผู้ใหญ่และสามที่ปรึกษา”
“การสอบแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือการตอบคำถาม
เชิงกลยุทธ์ ซึ่งฝ่าบาทจะเป็นผู้ออกคำถาม และผู้เข้าสอบต้องเขียน
คำตอบลงบนกระดาษ ส่วนที่สองเรียกว่าการอ่านคำตอบ ผู้คุมการ
สอบจะตรวจสอบลายมือและความสามารถทางวรรณกรรมของผู้เข้า
สอบซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมทั้งให้อธิบายเนื้อหาที่เขียนใน
บทความ ส่วนที่สามเรียกว่าพิธีการสอบในวังหลวง จะมีการสุ่มถาม
คำถามต่าง ๆ โดยไม่จำกัดหนังสือตำรา หรือแม้แต่คำถามที่เกิดขึ้น
ตามอารมณ์”
“ทั้งสามส่วนนี้ แต่ละส่วนจะได้รับการประเมินจากผู้คุมการสอบ
อย่างน้อยหกคน โดยใช้อักษรต่าง ๆ แทนการประเมินที่แตกต่างกัน
ยิ่งคะแนนสูงยิ่งได้อันดับที่ดี บางทีอาจจะได้รับการสุ่มตรวจจากฝ่า
บาทด้วย หากฝ่าบาทแสดงความพอพระทัย การสอบในวังหลวงของ
เจ้าก็จะพุ่งทะยานเลยทีเดียว”
ฉีหวายพูดจบในคราวเดียว ขณะที่ปากแห้งลิ้นแห้ง เขาก็ยังไม่
ลืมชำเลืองไปมองทางญาติพี่น้องที่อยู่ไกลออกไป
“ขอบคุณพี่ฉีที่ลำบาก” สวี่โม่ประสานมือขอบคุณ “ข้าพยายาม
สืบหาข้อมูลมามากมาย แต่ก็ไม่ชัดเจนเท่ากับคำพูดของพี่ฉีเลย”
“เจ้าไม่ต้องมากพิธีหรอก เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น” ฉีหวายลูบจมูก
อีกครั้ง “ข้าหวังเพียงว่าเมื่อพี่สวี่สอบผ่าน ได้ตำแหน่งสูง ๆ แล้ว จะไม่
ลืมตระกูลฉีของข้า”
ตระกูล…ฉี?
สวี่โม่ยังคงสงสัย แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงวุ่นวายดังมาจากด้านหน้า ดูท่า
ว่าประตูวังหลวงจะเปิดออกแล้ว
ถ้อยคำทั้งหมดถูกกลืนกลับไป ฝูงชนที่อึกทึกครึกโครมพลัน
เงียบสงัดลง ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิตมากมายหรือครอบครัวของพวกเขา
ต่างเงยหน้ามองไปด้านหน้า
ชายชราหนวดขาวปรากฏตัวบนกำแพงเมือง สวมเสื้อคลุมสีขาว
นวลราวจันทร์เสี้ยว เปล่งเสียงทรงพลังว่า “รุ่งอรุณแห่งวันใหม่ ยินดี
ต้อนรับสู่การสอบวังหลวง!”
องครักษ์ในชุดปักลายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเปิดประตูวัง
หลวงช้า ๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน
หมอกสีเหลืองสดใสลอยอยู่ทางทิศตะวันออก แม้จะเบาบาง แต่ก็
แฝงไว้ด้วยพลังแห่งการเริ่มต้น
คนที่มีความสามารถรุ่นแล้วรุ่นเล่า พวกเขาคือความหวังของ
ประเทศ
พวกเขายังเยาว์และกระตือรือร้น โบกมือลาญาติพี่น้องและก้าว
เดินไปอย่างกล้าหาญ มุ่งหน้าเข้าสู่ห้องโถงที่ตั้งเป้าหมายไว้
วังหลวง
จุดสูงสุดแห่งอำนาจ จุดสูงสุดแห่งความปรารถนา
สัตว์ร้ายที่กินคน กรงขังอันหรูหรา
แต่ย่างก้าวของพวกเขาทั้งมุ่งมั่นและไม่หวั่นไหว
สวี่โม่หายใจเข้าลึก ๆ เดินเข้าไปพร้อมกับฉีหวาย ระหว่างทางได้
พบอันจวิ่น ทั้งสามจึงเคียงข้างกันไป ผ่านประตูใหญ่ เข้าสู่ท้องพระ
โรง ผ่านตำหนักไท่เหอ และในที่สุดก็มาถึงตำหนักเป่าเหอ
บัณฑิตหลายร้อยคนยืนอย่างเป็นระเบียบ เงยหน้ามองขุนนางที่
นั่งอยู่ในห้องโถงด้วยความชื่นชมและความคาดหวังในดวงตา
“ข้าหวังเพียงว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้นั่งอยู่ตรงนั้น มอบ
โอกาสให้กับบัณฑิตยากจนทุกคน” อันจวิ่นกล่าวด้วยสีหน้าใฝ่ฝัน
“พอถึงตอนนั้น จะไม่มีนักเขียนเงาและจะไม่มีบัณฑิตยากจนที่ถูก
รังแกแต่พูดออกมาไม่ได้อีกต่อไป”
ช่างเป็นความปรารถนาที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ
แต่การไม่หลงลืมความตั้งใจแรกเริ่มนั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุด