พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 392 การสอบในวังหลวง (2)
เวลาของการสอบในวังหลวงมีเพียงหนึ่งวัน
ตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงยามค ่าคืน
แต่ปีนี้มีก่งเซิ่งมากเป็นพิเศษ มีถึงสี่ร้อยคน
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการสอบในวังหลวงไม่กล้าชักช้า รีบนำ
บรรดาบัณฑิตไปยังลานโล่งด้านนอกท้องพระโรง ที่นั่นมีโต๊ะและ
เก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า รวมถึงเครื่องเขียนสำหรับให้บัณฑิตใช้
งาน เนื่องจากเป็นการเลือกแบบสุ่ม จึงไม่มีอะไรต้องระวังเป็นพิเศษ
สวี่โม่เลือกที่นั่งข้าง ๆ ฉีหวาย
“คำถามในวันนี้ คือ เจ้าจะมองความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์
ต้าอวี๋กับชนเผ่าต๋าลู่ที่ยืดเยื้อมาหลายสิบปีอย่างไร”
ทันทีที่ผู้คุมการสอบเอ่ยจบ เหล่าก่งเซิ่งต่างก็เบิกตากว้างด้วย
ความตกใจ
ย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน การสอบขุนนางไม่เคยมีหัวข้อที่
เกี่ยวข้องกับสงครามเลย ไม่ใช่ว่าฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊มีข้อห้าม แต่เป็น
เพราะคำถามประเภทนี้มีมุมมองตรงไปตรงมาเกินไป ไม่ว่าจะเลือก
สนับสนุนสงครามหรือสันติภาพก็ยากจะรักษาความเป็นกลางได้
มันหมายความว่า คำตอบของพวกเขาอาจจะยอดเยี่ยมจนทำให้
ราชสำนักต้องหันมาสนใจ หรืออาจจะทำให้ราชสำนักโกรธจนโยน
กระดาษคำตอบทิ้ง
นอกเหนือจากบัณฑิตส่วนน้อยที่มั่นใจในตัวเอง บัณฑิตส่วน
ใหญ่ต่างขมวดคิ้วด้วยความกังวล ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
แม้แต่ฉีหวายกับอันจวิ่นก็ยังมองไปรอบ ๆ หวังจะดูว่าสหายร่วม
เรียนคิดอย่างไรและเขียนอย่างไร
“เงียบ! ห้ามหันหน้าไปมา ห้ามแอบดู หากพบว่ามีการทุจริต จะ
ถูกตัดสิทธิ์การสอบทันที” ผู้คุมสอบตวาดด้วยน ้าเสียงเคร่งขรึม
บัณฑิตทั้งหลายจึงได้แต่ก้มหน้าและเริ่มเขียนอย่างขะมักเขม้น
สวี่โม่จุ่มปลายพู่กันลงในน ้าหมึก แต่ไม่ได้รีบลงมือเขียน เขา
กำลังครุ่นคิดอย่างจริงจังในหัว
สงครามทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายมากมาย ท้องพระคลังก็
ขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างหนัก โดยพื้นฐานแล้ว ราชสำนักควร
ไม่ต้องการทำสงคราม ไม่ต้องการให้ประชาชนเดือดร้อนและสูญเสีย
ทรัพยากร
ไฟสงครามถูกจุดชนวนจากชนเผ่าต๋าลู่ ราชวงศ์ต้าอวี๋ส่วนใหญ่
แล้วเป็นฝ่ายป้องกันอย่างไม่มีทางเลือก
จากมุมมองนี้ ราชสำนักควรต้องการสันติภาพหรือกระทั่งการ
เจรจาสงบศึก
ท้องพระคลังราชวงศ์ต้าอวี๋ว่างเปล่า หากได้ฟื้นฟูบ้านเมืองสักสิบ
กว่าปี อาจมีความหวังจะแข็งแกร่งได้
สวี่โม่พยักหน้าตัดสินใจ แต่ขณะกำลังเตรียมจรดปลายพู่กัน
ความทรงจำของเจ้าสามฟางเหิงก็พลันผุดเข้ามาในหัว
“ก่อนข้าจะไปชายแดน ข้าคิดเพียงว่าอยากให้ใต้หล้าจะสงบสุข
คิดว่าให้ทั้งสองฝ่ายยอมถอยคนละก้าว แต่เมื่อได้เข้าร่วมการฆ่าฟัน
จริง ๆ ข้าก็ไม่รู้ว่าเลือดของใครกระเด็นใส่หน้า ในใจล้วนเต็มไปด้วย
ความโกรธแค้น”
“ใต้หล้าสงบสุข สี่คำนี้พูดง่ายมาก แต่ต้าอวี๋กับชนเผ่าต๋าลู่สั่งสม
ความแค้นมาหลายสิบปี ต่างฝ่ายต่างสังหารกันจนกองกระดูกสูงท้วม
แล้วจะสงบสุขได้จริงหรือ? แม้พวกเขาจะสงบสุข แต่ญาติพี่น้องที่
ตายไป ชีวิตที่บริสุทธิ์เหล่านั้น จะสงบสุขได้จริงหรือ?”
ผู้คนที่ชมดูทั้งหมด บัณฑิตที่เอื้อนเอ่ยลอย ๆ ล้วนสามารถเสนอ
การเจรจาสงบศึกได้อย่างง่ายดาย
แต่มีเพียงคนเป็นแม่ทัพเท่านั้นที่รู้ว่าสันติภาพนั้นไม่อาจเกิดขึ้น
ได้ ความเกลียดชังไม่อาจลบเลือนได้ คนที่ตายไปแล้วก็ไม่มีทางฟื้น
คืนชีพได้อีก
ชาวบ้านแถบชายแดนของต้าอวี๋และญาติพี่น้องของชนเผ่าต๋าลู่
ก็เหมือนกัน
เช่นนั้นแล้วราชสำนักจะต้องการทำสงครามต่อไปหรือ?
เบี้ยหวัดที่เลี้ยงดูทหารล้วนมาจากท้องพระคลัง และรายได้ของ
ท้องพระคลังก็มาจากเงินภาษี พ่อค้าที่มีเงินก็ยังกัดฟันจ่ายได้
บางส่วน แต่ชาวบ้านที่ยากจนอยู่แล้วต้องประหยัดจนแทบไม่มีอะไร
เหลือ
ในความทรงจำของสวี่โม่ ชาวบ้านในหมู่บ้านสิบลี้ยากจนมาก
แต่พวกเขาล้วนมีที่ดิน ทำนา และยามว่างก็ยังรับจ้างทำงานอื่น แล้ว
ทำไมพวกเขาถึงยังยากจนขนาดนั้น ยามจนถึงขั้นดื่มกินไม่อิ่มท้อง?
เพราะการเก็บภาษีและการเกณฑ์แรงงาน
ชาวบ้านปลูกข้าวหนึ่งไร่ได้ข้าวสิบกระสอบ ต้องจ่ายภาษีที่ดิน
พื้นฐาน จ่ายภาษีเบ็ดเตล็ด จ่ายภาษีบุคคล รวมแล้วเหลือเพียงหก
เจ็ดกระสอบ
ตามหลักแล้วควรจะมีพอกิน แต่การมีชีวิตอยู่ไม่ใช่แค่กินข้าว
เท่านั้น ยังมีการเจ็บป่วย การกตัญญูต่อพ่อแม่ และการสืบทอดวงศ์
ตระกูล
เมื่อเงินในมือมีไม่พอ ยามเจ็บป่วยก็ไม่มีเงินจ่าย มีลูกก็ต้องอด
อยาก
สวี่โม่ถามตัวเองว่าหากเขาอยู่ในตำแหน่งของฝ่าบาท จะทนเห็น
ประชาชนของตัวเองทนหิวและทนหนาว เพียงเพื่อต้องการเติมเต็ม
ท้องพระคลังได้จริงหรือ?
เขาย่อมทนไม่ได้ และเชื่อด้วยว่าฝ่าบาทเองก็ทนไม่ได้เช่นกัน
ดังนั้นการยุติสงครามจึงเป็นเป้าหมายหลัก แต่วิธีการยุตินั้น
สมควรต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
ยามนี้สวี่โม่ไม่ใช่บัณฑิตที่เขียนคำตอบอย่างรวดเร็วเพื่อหวังผล
คะแนนอีกต่อไป แต่เป็นคนที่ยืนอยู่กลางอากาศ มองลงมายังเบื้อง
ล่างและรักผืนแผ่นดินนี้อย่างสุดหัวใจ
เขาหวังว่าทุกคนจะได้กินอิ่ม หวังว่าประชาชนจะอยู่อย่างสงบสุข
หวังว่าชายแดนจะไม่มีสงครามอีกต่อไป หวังว่าเหล่าทหารจะมีอายุ
ยืนยาว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ปลายพู่กันของสวี่โม่พลันหยุดชะงัก
ลากเส้นสุดท้ายด้วยหมึกเข้ม แล้ววางมือกลับที่เดิม
บัณฑิตคนอื่น บางคนขมวดคิ้วครุ่นคิด บางคนมองไปรอบ ๆ และ
บางคนก็ดูงุนงงลังเล
ฉีหวายเริ่มลงมือเขียนแต่เนิ่น ๆ พอหันมาเห็นเขาก็ขยิบตาอย่าง
ซุกซน
สวี่โม่อดขำไม่ได้ หันไปมองอันจวิ่น อีกฝ่ายเหมือนกำลังลำบาก
ใจกับบางสิ่ง ความเร็วในการเขียนของเขาช้ามาก
เมื่อเหลือบมองเป็นครั้งสุดท้าย สายตาของเขาก็สบเข้ากับฟาง
หยวนพอดี
ทั้งสองไม่มีใครหลบตาก่อน ต่างจ้องมองกันอย่างเปิดเผย
ตรงไปตรงมา คนหนึ่งสุภาพนุ่มนวล อีกคนเลิกคิ้วยกยิ้มบาง เห็นได้
ชัดว่าฟางหยวนดูจะมั่นใจมาก
บุตรหลานของตระกูลฟางที่เปลี่ยนจากขุนนางฝ่ายบู๊มาเป็นขุน
นางฝ่ายบุ๋น ย่อมมีความได้เปรียบในการสอบครั้งนี้
แต่สวี่โม่กลับมั่นใจในคำตอบของตนเองมากกว่า
ขุนนางผู้คุมสอบในตำหนักไท่เหอลุกขึ้นยืน มองตำแหน่งของ
ดวงอาทิตย์ แล้วตีฆ้องทองเหลืองหลังจากผ่านไปหนึ่งถ้วยชา “เลิก
เขียน เก็บกระดาษคำตอบ”
อันจวิ่นเพิ่งเขียนตัวอักษรสุดท้ายเสร็จพอดี เขาตื่นเต้นจนต้อง
เป่าหมึกให้แห้ง
ผู้คุมสอบเดินมาเก็บกระดาษคำตอบกว่าสี่ร้อยแผ่นด้วยตนเอง
และประกาศให้ดำเนินการขั้นตอนที่สอง การอ่านกระดาษคำตอบ
ขั้นตอนนี้จะเป็นการสุ่มเลือกและประเมินพร้อมกันโดยผู้คุมสอบ
แปดคนในตำหนักไท่เหอ ไม่เพียงทดสอบความสามารถส่วนตัว แต่
ยังทดสอบความสามารถทางจิตใจด้วย
หากถูกเลือกเป็นคนแรกก็คงรู้สึกกดดันอยู่บ้าง
บัณฑิตสี่ร้อยคนกลั้นหายใจ รอคอยการปรากฏตัวของผู้โชคดี
คนนี้
อีกหนึ่งถ้วยชาผ่านไป ผู้คุมสอบลุกขึ้นยืน ถือป้ายแสดงตัวตน
พลางกล่าวว่า “หลิวจื่อชิว”
นอกเหนือจากคนที่เกี่ยวข้องจะสะดุ้งตกใจแล้ว คนอื่น ๆ ต่าง
ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ร่างผอมบางร่างหนึ่งเดินออกมา ก้าวไปข้างหน้าอย่างหวาดหวั่น
ยังไม่ทันได้อ้าปากพูดก็เรอออกมาเสียก่อน
ผู้คุมสอบส่ายหน้า แล้วเขียนคะแนนประเมินที่ไม่สูงนักลงบน
กระดาษ
“ข้า ข้าหลิวจื่อชิว ความเห็นของข้าคือควรยุติสงคราม ชีวิตของ
ราษฎรยากลำบากพออยู่แล้ว หากทำสงครามต่อไปก็จะยิ่งเพิ่มความ
ทุกข์ยากให้มากขึ้นอีก…” ดูเหมือนเขาจะมีสมาธิกับเรื่องนี้แล้ว
น ้าเสียงจึงค่อย ๆ มั่นคง ท่าทีก็ดูสงบเยือกเย็นมากขึ้น
เป็นคราวของผู้คุมสอบคนที่สองประเมิน เขาให้คะแนนปานกลาง
ไม่สูงไม่ต ่า
ต่อมาเป็นคนที่สาม คนที่สี่…
ทันทีที่เขาพูดจบ ผู้คุมสอบคนที่แปดก็ลงคะแนนประเมิน แล้ววาง
ซ้อนกับกระดาษข้อสอบไว้เป็นแถว
เหมือนว่าสิ่งที่ฉีหวายพูดจะถูกต้อง ในการสอบวังหลวง
ความสามารถทางวรรณกรรมสำคัญน้อยกว่าการพูดคุย ความสงบ
นิ่งต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ
สวี่โม่หลับตาลง หายใจเข้าออกครั้งแล้วครั้งเล่า ทบทวนแนวคิด
ของตัวเองและวิธีการอธิบาย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร พอลืมตาขึ้นมา เขาก็เห็นฟางหยวน
เดินออกมาจากตำหนักไท่เหออย่างมั่นใจ บรรดาผู้คุมสอบต่างพยัก
หน้าเบา ๆ ในดวงตาเป็นประกายชื่นชม
“ขอแสดงความยินดีกับพี่ฟางด้วย ไม่รู้ว่าท่านจะได้อันดับที่
เท่าไหร่”
“พี่ฟางโดดเด่นเป็นเลิศ อีกทั้งเขายังเพิ่งอายุสิบสี่ ตามความเห็น
ของข้า เขาสมควรที่จะเป็นหนึ่งในสามอันดับแรก”
คนที่หวังพึ่งพาตระกูลฟางเริ่มประจบสอพลอแล้ว
ฟางหยวนมองไปทางสวี่โม่ แล้วกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า “ไม่มีอะไร
มากมายหรอก ข้ายังคงรอให้ทุกท่านได้แสดงความสามารถอันยอด
เยี่ยมออกมาอยู่”
ราวกับเป็นเรื่องบังเอิญ ในตอนนั้นร่างของผู้คุมสอบก็ปรากฏขึ้น
ขานชื่อ “สวี่โม่” ดังชัดเจน
ในที่สุดก็ถึงคราวของเขาแล้ว