พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 393 องค์ชายห้า
เด็กหนุ่มมองตรงไปข้างหน้า ก้าวเดินอย่างสงบเยือกเย็น ไม่เร็ว
ไม่ช้า
สหายของเขายืนดูอยู่ทางซ้าย ศัตรูของเขายกยิ้มอยู่ทางขวา
เขาไม่ได้ให้ความสนใจใครเป็นพิเศษ เดินขึ้นบันไดไปอย่าง
มั่นคง ข้ามผ่านธรณีประตู เข้าสู่ท้องพระโรงและมายืนอยู่เบื้องหน้าผู้
คุมสอบทั้งแปดคน
และตอนนั้นเองสวี่โม่ถึงได้สังเกตเห็นว่าในบรรดาผู้คุมสอบมีคน
คุ้นเคยอยู่ด้วย
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา เขาไม่อาจทักทายอีกฝ่าย จึงได้แต่
พยายามโค้งคำนับไปทิศทางนั้นให้มากที่สุด พลางเปล่งเสียงว่า
“ข้าสวี่โม่ คารวะผู้คุมสอบทุกท่านขอรับ”
มีบางคนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ สายตาเปี่ยมด้วยความ
เมตตามากยิ่งขึ้น
ผู้คุมสอบเปิดกระดาษคำตอบของเขา ก่อนอื่นก็กล่าวชื่นชม
ลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงามของเขา แล้วเงยหน้าขึ้น
พูดว่า “ช่วยอ่านคำตอบนี้ด้วย”
สวี่โม่สูดลมหายใจลึก มองไปทางชายแดนเหนืออันไกลโพ้น
ในชั่วขณะหนึ่งราวกับเขาทะลุผ่านแม่น ้าอันยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด
เห็นกองกระดูกของบรรพชนมากมาย เห็นดวงวิญญาณที่ตายอย่าง
ไม่เป็นธรรมนับไม่ถ้วน เห็นภาพการต่อสู้อันดุเดือด
เงาร่างเหล่านั้นกระโดดโลดเต้นหมุนวนและคร ่าครวญรอบกาย
เขา เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง ทุกเงาร่างก็เลือนหายไป เหลือเพียงความ
สงบเงียบ ความมั่นใจ และความสุขุม
“ตัวข้ามีความเห็นว่า จำเป็นต้องหยุดสงคราม!” เขาเปล่งเสียงดัง
กังวาน “สงครามทำให้ผู้คนสูญเสียมากเกินไป ทั้งชีวิต ญาติพี่น้อง
บ้านเรือน และความสงบสุข ประเทศชาติต้องการการพักฟื้น
ประชาชนต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบ การหยุดสงครามคือสิ่งที่ผู้คน
ปรารถนา เป็นสิ่งที่ห้ามหลีกเลี่ยง เป็นความหวังที่พี่น้องร่วมชาติทุก
คนพยายามทำให้สำเร็จ…”
ในบรรดาผู้คุมสอบทั้งแปดคน บางคนพยักหน้าเบา ๆ ขณะที่บาง
คนไม่แสดงอาการอะไร
เพราะมุมมองเหล่านี้ล้วนไม่ต่างจากบัณฑิตคนอื่นที่พูดถึงการ
หยุดสงครามก่อนหน้านี้ แม้จะใช้ถ้อยคำได้ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ได้ทำ
ให้ใครรู้สึกประหลาดใจ
จนกระทั่งสวี่โม่หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน ้าเสียงที่ทั้งเศร้าและ
โกรธว่า “แต่สงครามนี้ไม่อาจหยุดได้ง่าย ๆ ต้าอวี๋และชนเผ่าต๋าลู่
แค้นเคืองกันมาหลายสิบปี ฮ่องเต้องค์ก่อนสนับสนุนสงคราม ฮ่องเต้
องค์ปัจจุบันสนับสนุนสันติภาพ แต่ก็ไม่สามารถยุติสงครามที่
ชายแดนได้ สาเหตุที่แท้จริงนั้นก็เป็นเพราะต้าอวี๋ไม่เข้มแข็งพอ”
“ราชวงศ์ต้าอวี๋ต้องเข้มแข็งเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสบดขยี้ศัตรู
สามารถหยุดยั้งสงคราม ใช้สงครามยุติสงคราม! ขยายพงศ์พันธุ์และ
ดำรงชีวิตอยู่ได้!”
น ้าเสียงของเด็กหนุ่มหนักแน่น ทุกคำพูดล้วนมีค่า ใส่ความ
ปรารถนาของผู้คนมากมายไว้ แม้แต่คนฟังก็ยังรู้สึกสะเทือนใจไป
ด้วย
“ดี ช่างเป็นคำพูดที่ดีจริง ๆ ใช้สงครามยุติสงคราม ขยาย
พงศ์พันธุ์และดำรงชีวิตอยู่ได้!”
มีคนปรบมือเอ่ยชมไม่ขาดปาก
บางคนก็ทำหน้าเย็นชาและแค่นเสียงเบา ๆ
สวี่โม่ไม่สนใจเสียงรอบข้าง เงยหน้ามองตรงไปยังผู้คุมสอบ
การที่มีผู้คุมสอบถึงแปดคน แสดงให้เห็นว่าระบบนี้พยายาม
หลีกเลี่ยงการลำเอียง แต่ในป่าใหญ่ย่อมมีนกทุกชนิด ตระกูลฟาง
สามารถแทรกแซงให้คนของพวกเขามาอยู่ในหมู่ผู้คุมสอบได้
ตราบใดที่ผู้คุมสอบยังยุติธรรมและเที่ยงตรง การสอบในวังหลวง
นี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป
และแล้วก็เป็นไปตามคาด คนที่นั่งตรงกลางโต๊ะยาวหยิบม้วน
กระดาษขึ้นมาแล้วพยักหน้า “มีเหตุผลอยู่บ้างทีเดียว”
นี่นับว่าเป็นการยอมรับความสามารถของสวี่โม่แล้ว
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก สายตาหลุบลง ไม่สนใจอีก
ต่อไปว่าใครจะให้คะแนนสูงหรือใครจะให้คะแนนต ่า
การอ่านข้อสอบเป็นเพียงขั้นตอนที่สอง การเข้าเฝ้าต่อหน้าฝ่า
บาทต่างหากที่สำคัญ
จากนั้นผู้คุมสอบก็ลุกขึ้นและเรียก “คนต่อไป อันจวิ่น”
สวี่โม่ค้อมกายถอยหลัง ขณะก้าวลงบันไดก็สวนทางกับสหาย
จึงพยักหน้าทักทาย
อีกฝ่ายที่แต่เดิมยังสั่นเทาก็ราวกับได้รับกำลังใจ ค่อย ๆ กลับมา
สงบนิ่งอย่างมั่นคง
เมื่อกลับไปรวมกลุ่มกับพวกบัณฑิต ฉีหวายก็ส่งสายตาห่วงใย
มาให้
สวี่โม่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเบาบาง แล้วหลับตาลงทบทวนต่อไป
ทั้งคำถามที่อาจจะถูกถามตอนเข้าเฝ้า และคำตอบที่จำเป็นต้อง
ปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน บัณฑิตคนสุดท้ายก็อ่านข้อสอบจบ
ผู้คนเริ่มวุ่นวาย ทุกคนกระซิบกระซาบ เหมือนกังวลเรื่องการเข้า
เฝ้าที่กำลังจะมาถึง
อย่างไรก็ตาม ผู้คุมสอบทั้งแปดคนก็เดินออกมานอกตำหนักไท่
เหอ โบกมือและกล่าวว่า “ให้ห้องเครื่องเข้ามา”
คนหลายสิบคนที่สวมเครื่องแบบเดียวกันถืออาหารเข้ามา
จัดการวางลงบนโต๊ะที่บัณฑิตเขียนข้อสอบ พร้อมทั้งชาม ช้อนและ
ตะเกียบไม้ไผ่
เวลานี้เอง ทุกคนถึงได้รู้ว่าเป็นตอนเที่ยงแล้ว อาหารเช้าที่กิน
ตั้งแต่ตื่นนอนก็ย่อยหมดไปนานแล้ว เหลือเพียงความหิวโหยอยู่ใน
ท้อง
“ถึงเวลาอาหารแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องเกรงใจ เชิญทานกันตาม
สบาย” คำพูดของผู้คุมสอบทำให้ได้รับความชื่นชมไม่น้อย
บัณฑิตทั้งหลายต่างโค้งคำนับขอบคุณแล้วนั่งลง
สวี่โม่นั่งอยู่ข้าง ๆ ฉีหวายกับอันจวิ่น ทั้งสองทานอาหารอย่าง
เป็นระเบียบ ทั้งยังแสดงความคิดเห็นร่วมกัน
“ทุกคนต่างพูดกันว่าการสอบในวังหลวงของราชวงศ์ต้าอวี๋มี
อาหารดี ๆ วันนี้ได้เห็นกับตาแล้วว่ามันเป็นความจริง” แม้แต่บุตรชาย
ของเจ้ากรมพิธีการยังรู้สึกประทับใจ เห็นได้ชัดว่าราชสำนักใจกว้าง
กับเรื่องนี้จริง ๆ
หนึ่งโต๊ะมีอาหารสี่อย่าง ซาลาเปาสองลูก ขนมห้าอย่าง ผลไม้ห้า
ชนิด และโจ๊กชามใหญ่ที่ไม่จำกัดปริมาณ นับว่าเป็นการต้อนรับที่ดี
มาก
“ข้ายังได้ยินมาว่าห้องเครื่องรับผิดชอบงานเลี้ยงใหญ่ ๆ พิธี
บวงสรวง หรือการประชุมของขุนนางโดยเฉพาะด้วย” อันจวิ่นกล่าว
พลางกลืนอาหารคำโต “ช่างเป็นสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์จริง ๆ”
ที่นี่คำว่า “อุดมสมบูรณ์” มีความหมายสองนัย หนึ่งคือการมีเงิน
ทอง สองคือการมีอาหารกิน
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ “การสอบในวังหลวงต่อจากนี้เจ้าต้อง
พยายามให้มาก บางทีเจ้าอาจได้เป็นขุนนางห้องเครื่องก็ได้”
เมื่อทานอาหารเสร็จ ไม่นานคนจากห้องเครื่องก็มาเก็บกวาด
แม้แต่โต๊ะและเก้าอี้ก็ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจนหมด เหลือเพียงบัณฑิต
สี่ร้อยคนที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าตำหนักไท่เหอ
แสงแดดยามเที่ยงวันยิ่งร้อนแรงขึ้น หัวใจของเหล่าบัณฑิตพลอย
เต้นระรัวและร้อนรุ่มไปด้วย
อีกไม่นานพวกเขาก็จะได้เข้าเฝ้าฝ่าบาท คนซึ่งเป็นผู้นำสูงสุด
ของราชวงศ์ และเป็นคนที่ทุกคนจะต้องจงรักภักดี
“ไม่รู้ว่าฝ่าบาทชอบอะไร รังเกียจอะไร มีอะไรที่ไม่สมควรพูดถึง
บ้าง” บัณฑิตที่มีความคิดว่องไวเริ่มสำรวจความเห็น
“ฝ่าบาททรงอ่อนโยน การสอบในวังหลวงที่ผ่านมาล้วนยุติธรรม
และเที่ยงตรง เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก” มีคนตอบอย่างเรียบเฉย
ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ใครจะอยากเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
ออกมากัน
หากมีคนทำเช่นนั้นจริง ย่อมต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงแน่นอน
อย่างเช่นฟางหยวนที่ยืนมือไพล่หลังข้างเดียว เขาพูดอย่างใจ
เย็นว่า “พวกเจ้ารู้หรือไม่ การสอบในวังหลวงปีนี้ไม่ได้มีเพียงฮ่องเต้
เท่านั้นที่เข้าร่วม”
บัณฑิตส่วนใหญ่ต่างพากันเงียบลง
ข่าวใหญ่ระดับนี้มีเพียงบุตรหลานตระกูลใหญ่เท่านั้นที่จะรู้ได้
ส่วนคนทั่วไปล้วนมืดแปดด้าน
“ขอร้องคุณชายฟางโปรดใจกว้าง บอกพวกข้าสักสองสาม
ประโยคด้วยเถอะ” มีคนเริ่มประจบ
ฟางหยวนก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เขาเลิกคิ้วพลางกล่าว “ฝ่าบาท
ครองราชย์มาสิบสองปี มีโอรสสี่พระองค์ ธิดาสองพระองค์ บัดนี้องค์
ชายใหญ่ก็มีอายุสิบหกสิบเจ็ดปีแล้ว ถึงเวลาจะต้องศึกษาการ
ปกครองบ้านเมือง”
ไม่มีองค์ชายพระองค์ไหนที่เกิดมาพร้อมความสามารถในการ
เป็นผู้ปกครอง มีเพียงการถูกคัดเลือกและได้รับการอบรมสั่งสอน
อย่างพิถีพิถันเท่านั้น จึงจะสามารถปกครองประเทศ รอบรู้ทั้งด้าน
การทหารและพลเรือน
ฮ่องเต้ต้องการสั่งสอนคนรุ่นต่อไป การสอบในวังหลวงจึงเป็น
โอกาสอันดี
กลับกัน องค์ชายที่สามารถเข้าร่วมการสอบวังหลวงได้ คงจะเป็น
ที่โปรดปรานของฮ่องเต้มากแน่
คำพูดของฟางหยวนนี้เผยให้เห็นสามสิ่ง
หนึ่ง ฮ่องเต้ต้องการพาองค์ชายมาปรากฏตัว เท่ากับเป็นการเอา
ใจพวกบัณฑิตในการสอบวังหลวง
สอง องค์ชายคนนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นรัชทายาท และจะ
เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์คนต่อไป คนที่มีความคิดฉลาดหลักแหลม
ย่อมต้องเกิดความคิดอยากเอาใจ เท่ากับเป็นการช่วยรัชทายาท
ดึงดูดคนมีความสามารถ
สาม ข้อนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุด คือการข่มขวัญสวี่โม่ บีบให้
เขาสับสนวุ่นวายจนเสียการควบคุม
ฟางเหิงมาร้องเรียนที่หน้าประตูวังหลวง แท้จริงแล้วก็เพื่อให้
ตระกูลฟางเปิดเผยไพ่ตายออกมา แต่ไพ่ตายกลับเป็นถึงองค์ชาย
ใหญ่ ต่อให้เปิดเผยออกมาแล้วจะอย่างไรเล่า
ตระกูลฟางล้วนมั่นใจว่าจะไม่มีไพ่ตายที่มีค่าไปมากกว่าองค์ชาย
ใหญ่อีกแล้ว
“โอ้ แล้วองค์ชายที่ฝ่าบาทพามาจะเป็นพระองค์ไหนกัน? คง
ไม่ใช่องค์ชายใหญ่หรอกนะ? ข้าได้ยินมาว่าพระมารดาของพระองค์
คือจวีกุ้ยเฟย สีฐานะสูงส่งที่สุดเชียวนะ” มีคนหนึ่งออกมาเพื่อเติมเชื้อ
ไฟ
“ถ้าไม่ใช่องค์ชายใหญ่แล้วจะเป็นใครได้อีกเล่า? พระมารดาของ
องค์ชายรองก็ธรรมดา องค์ชายสี่ก็พิการ ถึงแม้จะรวมองค์ชายทั้ง
สองพระองค์เข้าด้วยกัน ก็ยังสู้องค์ชายใหญ่ไม่ได้” มีคนรีบเอ่ยต่อ
ทันที
กลุ่มคนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างคึกคัก ดูเหมือนจะเอนเอียงไป
ทางองค์ชายใหญ่ทั้งหมด
จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งเอ่ยขัดขึ้น “พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือ…องค์
ชายห้าที่เพิ่งกลับมาพระองค์นั้น?”