พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 394 องค์ชายใหญ่ลงมือ
กลุ่มคนเงียบกริบ บัณฑิตหลายคนต่างมีสีหน้างุนงง
พวกเขาไม่รู้จริง ๆ ว่ามีองค์ชายห้าอะไรอีก และกลับมาตั้งแต่
เมื่อไหร่ด้วย
มีเพียงบัณฑิตตระกูลจูที่สนับสนุนองค์ชายใหญ่โต้แย้งว่า “เจ้า
บอกเองว่าเพิ่งกลับมา องค์ชายห้าผู้นี้ร่างกายอ่อนแอมาก ต้องออก
จากเมืองหลวงไปรักษาตัวถึงห้าปี ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าหายดีแล้วหรือยัง
จะเทียบกับองค์ชายใหญ่ที่เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ได้อย่างไร”
“ใช่แล้ว ๆ องค์ชายห้าผู้นี้แม้จะเป็นพระโอรสสายตรง แต่ฮ่องเฮา
ก็ทรงสิ้นพระชนม์ไปหลายปีแล้ว แม้แต่ตระกูลเดิมก็ตกต ่าลงไปด้วย”
คนอื่น ๆ ก็ส่ายหน้า
บางคนถอนหายใจ บางคนรู้สึกเสียดาย และบางคนก็รู้สึกหมด
หนทาง
มีเพียงสวี่โม่ที่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่ คำว่า “ห้าปี” ดังก้องอยู่ในหัวเขา
ซ ้าไปซ ้ามา
ช่างบังเอิญเหลือเกิน น้องชายคนเล็กก็อยู่กับพวกเขามาห้าปี
เช่นกัน
แต่ยังไม่ทันได้คิดสงสัย บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนจากอึกทึก
เป็นความเงียบ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงพบว่าผู้คุมสอบออกมาแล้ว
“อาหารกลางวันเสร็จสิ้น การสอบในวังหลวงจะเริ่มขึ้นแล้ว” เขา
กวาดตามองบรรดาผู้เข้าสอบ ดวงตาฉายแววเตือน “หากเข้าสู่
ตำหนักไท่เหอแล้ว พวกเจ้าจะต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาทโดยตรง อย่าได้ส่ง
เสียงดังวุ่นวายหรือพูดจาไร้สาระ ยิ่งไม่ควรหลุดปากพูดเรื่องไม่
สมควรเด็ดขาด”
“ขอรับ” บัณฑิตกว่าสี่ร้อยคนโค้งคำนับ ตอบรับพร้อมกัน
ผู้คุมสอบจึงพยักหน้าพอใจ กวาดตามองฟางหยวนที่นำแถว
แล้วมองสวี่โม่ที่อยู่กลางกลุ่มคน ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “เข้าเฝ้า
ตำหนักไท่เหอ!”
ตอนอ่านข้อสอบครั้งแรกพวกเขาได้เข้าไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ทุก
คนต่างตื่นเต้นมากจนไม่มีอารมณ์จะสำรวจ
พอเข้ามาอีกครั้ง พวกเขาถึงพบว่าท้องพระโรงแห่งนี้ใหญ่โตโอ่
อ่า พื้นที่กว้างขวางมาก แม้จะรองรับบัณฑิตกว่าสี่ร้อยคนก็ยังมีพื้นที่
เหลือเพียงพอ
โต๊ะยาวที่เดิมตั้งอยู่ตรงกลางถูกเคลื่อนย้ายออกไป ฉากกั้นก็ถูก
นำออก เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นทางเดินอิฐสี่เหลี่ยมทอดยาว
ปลายทางมีโต๊ะมังกรและบัลลังก์มังกรสีทองอร่ามวิจิตร ราวกับกำลัง
รอคอยการมาถึงของเจ้าของ
ผู้คุมสอบแปดคนแยกออกเป็นสองฝ่าย รออยู่ทั้งสองข้างของโต๊ะ
มังกร
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงแหลมดังขึ้นว่า “ฝ่า
บาทเสด็จ”
ไม่ว่าจะเป็นผู้คุมสอบทั้งแปดคนหรือบัณฑิตกว่าสี่ร้อยคนต่างพา
กันคุกเข่าคำนับ พร้อมเปล่งเสียงต้อนรับพร้อมกันว่า “ถวายบังคมฝ่า
บาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญ”
เมื่อฮ่องเต้ ประทับบนบัลลังก์มังกร ก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ แล้ว
พยักหน้าเอ่ยว่า “ทุกคนลุกขึ้น”
คนทั้งหลายจึงได้ลุกขึ้นยืน พลางแอบใช้หางตามองเล็กน้อย
นี่เป็นกฎระเบียบที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ขุนนางไม่อาจสบตา
ของฮ่องเต้ โดยตรงได้ และยังก่อให้เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมา เรียกกันว่าฮู่
ป่าน*[1]
ขุนนางตั้งแต่ขั้นห้าขึ้นไปจะถือฮู่ป่านงาช้าง เมื่อรายงานปัญหา
ก็จะยกขึ้นมาบังหน้า ทั้งสามารถบังสายตาที่ไม่เคารพต่อฝ่าบาท และ
ยังช่วยเตือนความจำสำหรับคนที่ความจำไม่ดีได้
หากจะพูดถึงข้อเสีย คงเป็นการมองไม่เห็นว่ามีคนอยู่ในท้องพระ
โรงกี่คน แม้แต่องค์ชายใหญ่ที่ฟางหยวนกล่าวถึงว่าเข้าร่วมหรือไม่ก็
ไม่มีใครล่วงรู้ได้
ทั่วทั้งตำหนักไท่เหอมีเพียงเสียงของผู้คุมสอบดังก้องว่า “ทูลฝ่า
บาท บัณฑิตกว่าสี่ร้อยคนมาพร้อมกันแล้ว กระหม่อมและคณะได้
คัดเลือกผู้ที่โดดเด่นสามสิบคนให้ฝ่าบาทได้ทรงทอดพระเนตร”
คนบนบัลลังก์มังกรไม่ได้พูดอะไร พวกเขาได้ยินเพียงเสียง
กระดาษดังสวบสาบ เหมือนกำลังพลิกดูกระดาษคำตอบ
ฝ่าบาทมีเวลาจำกัด ไม่สามารถตรวจดูคำตอบทั้งหมดได้ด้วย
ตนเอง โดยปกติแล้วผู้คุมสอบจะคัดเลือกคำตอบที่ดีที่สุดออกมา
จากนั้นจึงเลือกคนที่ได้ลำดับหนึ่งและคัดเลือกคนที่ได้ลำดับสอง
ต่อไป
แต่บัณฑิตทั้งหลายกลับไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มสามสิบคนแรก
หรืออยู่ในลำดับอื่น
พวกเขาได้แต่รอคอยด้วยความหวาดกลัว และคาดหวังอย่าง
ระมัดระวัง
หลังจากผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา ในที่สุดฝ่าบาทก็หยิบ
กระดาษคำตอบขึ้นมา แล้วเอ่ยชื่อ “ฟางหยวน”
เด็กหนุ่มในชุดขาวก้าวออกมาจากแถวอย่างสง่างาม “กระหม่อม
ฟางหยวนพ่ะย่ะค่ะ”
“วิธีการรบของเจ้านี้ช่างแปลกใหม่ จะให้เราเพิ่มภาษีหรือเก็บ
ภาษีจากคนรวยโดยเฉพาะ” ฝ่าบาทเอ่ยอย่างขบขัน “เจ้าไม่กลัวหรือ
ว่าตระกูลฟางจะถูกเก็บภาษีก่อน?”
“ทูลฝ่าบาท ตราบใดที่ราชวงศ์ต้าอวี๋ยังเข้มแข็ง ตระกูลฟางก็
ยินดีมอบทรัพย์สินและจ่ายภาษีพ่ะย่ะค่ะ” ฟางหยวนตอบหนักแน่น
“ในตอนนี้การเก็บภาษีอาจเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนไม่พอใจ แต่หากมอง
ในระยะยาว ประเทศที่ร ่ารวยประชาชนก็จะเข้มแข็ง ตราบใดที่
ราชวงศ์ต้าอวี๋ยังแข็งแกร่ง สุดท้ายประชาชนก็จะได้รับเงินทองมาก
ขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ที่นั่นก็เกิดความวุ่นวายขึ้นทันที
ระหว่างตระกูลใหญ่กับสามัญชนมีช่องว่างราวกับฟ้ากับดิน ไม่
เพียงรายได้ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้แต่การใช้จ่ายก็ต่างกันนัก
เรื่องการเก็บภาษีคนรวยไม่ใช่ว่ามีเขาคนเดียวที่คิด แต่ใครจะ
กล้าเสนอ ใครจะกล้าไปขัดใจคนตระกูลใหญ่ทั้งหลายกัน
มีเพียงตระกูลฟาง มีเพียงฟางหยวน มีเพียงองค์ชายใหญ่ที่คอย
หนุนหลังอยู่ เขาถึงได้กล้าพูดออกมาเช่นนี้
มันช่างน่าอิจฉา อดอิจฉาไม่ได้จริง ๆ
ตระกูลฟางเดินหมากถูกต้องแล้ว ตัวฟางหยวนเองแม้ว่า
ความสามารถด้านวรรณกรรมจะไม่โดดเด่นนัก แต่ด้วยคำสัญญา
จากฮ่องเต้เมื่อปีก่อน ประกอบกับกระดาษคำตอบฉบับนี้ที่ถูกใจ
ฮ่องเต้อย่างยิ่ง ตำแหน่งอันดับหนึ่งคงหนีไม่พ้นเขา
“ดี ๆ ๆ คนรุ่นหลังช่างน่ากลัวจริง ๆ” ฮ่องเต้เอ่ยคำว่าดีติดต่อกัน
สามครั้ง แล้วรวบกระดาษคำตอบ
ฟางหยวนค้อมกายคำนับเดินถอยกลับไปยังที่เดิมของตน
ไม่คิดจริง ๆ ว่าการสอบในวังหลวงเพิ่งจะเริ่มก็ปรากฏบุคคล
เช่นนี้ขึ้นมา ความมั่นใจของเหล่าบัณฑิตถูกกดลงอย่างแท้จริง
รวมถึงฉีหวายและอันจวิ่นก็ยังท้อแท้ พวกเขารู้สึกว่าช่างยากนัก
ที่จะเอาชนะฟางหยวนได้
ต่อจากนั้นอีกหลายคนที่ถูกเรียกไปก็แสดงความสามารถ
เล็กน้อยจนไม่อาจทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจได้
กระทั่งสวี่โม่ถูกเรียกชื่อ
ฮ่องเต้เอ่ยถึงแนวคิดของตนเองช้า ๆ “การใช้สงครามยุติสงคราม
นับเป็นวิธีการอย่างหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ราชวงศ์ต้าอวี๋ทำสงครามมา
หลายปี ท้องพระคลังว่างเปล่ามานานแล้ว การรักษาสถานการณ์
ปัจจุบันก็นับว่าลำบาก แล้วจะใช้สงครามยุติสงครามได้อย่างไร?”
หากไม่ได้อยู่ในตำหนักไท่เหอและไม่ได้อยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ เชื่อว่า
คนอื่นคงจะระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาแล้ว
สวี่โม่กลับไม่ได้ตื่นตระหนก เขาค้อมกายคำนับลงอย่างสุขุม
เยือกเย็น “ทูลฝ่าบาท การใช้สงครามยุติสงครามนั้นเป็นวิธีเดียวที่จะ
หยุดสงครามได้พ่ะย่ะค่ะ ชนเผ่าต๋าลู่มีนิสัยหยิ่งผยองและดุร้าย หาก
ไม่ปราบปรามให้ยอมจำนน แม้พวกเขาจะสงบลงเพียงสองปีก็จะ
กลับมารุกรานอีกครั้ง”
ฮ่องเต้พยักหน้าเบา ๆ
แน่นอนว่าเป็นเช่นนั้นจริง ในสมัยที่ฮ่องเต้องค์ก่อนครองราชย์ก็
ทำสงครามมาหลายปี เคยผลักดันชนเผ่าต๋าลู่กลับไปได้ชั่วคราว แต่
น่าเสียดายที่เพียงสองสามปี หลังพวกเขาฟื้นตัวกลับมาได้ ชนเผ่าต๋า
ลู่ก็จะมารบกวนชายแดน ฆ่าฟัน เผาทำลาย และปล้นสะดมอีก
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมได้ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนก่อนลงมือเขียน
แล้ว ว่าทำไมชนเผ่าต๋าลู่ถึงรุกรานพวกเรา ทำไมถึงมุ่งเป้าอยู่ที่
ชายแดนมาหลายสิบปี”
“สาเหตุหนึ่งแน่นอนว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถบุกมาถึง
เมืองหลวงได้ แต่เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นคือชนเผ่าต๋าลู่ก็ต้องการมี
ชีวิตอยู่ หากพวกเขาไม่รุกราน หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
พวกเขาก็จะตายเพราะความหนาวเย็นและความหิวโหย เผ่าพันธุ์ของ
พวกเขาก็จะสูญสิ้นลง”
การอยู่รอดคือสัญชาตญาณของมนุษย์ การฆ่าฟัน เผาทำลาย
และปล้นสะดมย่อมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แต่มันคือความเกลียดชังที่สั่ง
สมมาจากไฟสงครามในอดีต
หากสืบสาวถึงรากเหง้า เมื่อเทียบกับความทะเยอทะยานที่
ต้องการจะยึดครอง แรงจูงใจแรกเริ่มของชนเผ่าต๋าลู่ก็เป็นเพียงความ
ต้องการที่จะมีชีวิตรอดเท่านั้น
แนวคิดของสวี่โม่คือใช้กำลังทหารปราบปรามก่อน แล้วจึงใช้
การรับประกันความอยู่รอดของพวกเขามาปลอบประโลม แบบนี้ถึงจะ
สามารถปราบชนเผ่าต๋าลู่ได้อย่างราบคาบ นำพาความสงบสุข
กลับคืนสู่ประชาชนแถบชายแดน
มีทั้งความแข็งกร้าวและความอ่อนโยน มีทั้งไม้แข็งและไม้อ่อน
นับเป็นวิธีการปราบปรามที่ยอดเยี่ยม
แม้แต่ฝ่าบาทก็ยังพยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดของเขา
ทว่าทันใดนั้น เสียงใสเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ทูลเสด็จพ่อ ลูกมีเรื่อง
จะพูดพ่ะย่ะค่ะ”
[1] ฮู่ป่าน : แผ่นป้ายเตือนความจำของเหล่าขุนนางจีนสมัย
โบราณ เป็นของที่ต้องถือพกติดตัวไปทุกครั้งที่มีการเรียกเข้าประชุม