พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 395 องค์ชายใหญ่ปะทะองค์ชายห้า
ตำหนักไท่เหอเงียบสงัดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
จู่ ๆ เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีฟ้าก็ก้าวออกมา เอ่ยเรียกว่า “เสด็จ
พ่อ” เขาคงต้องเป็นองค์ชายใหญ่แน่นอน
แต่คำพูดที่เอ่ยออกมานั้น มีเจตนาโจมตีชัดเจนเกินไป จนดูไม่
รอบคอบเท่าที่ควร
สวี่โม่เพิ่งสงสัยในใจ องค์ชายใหญ่ก็เอ่ยอีกครั้ง
เห็นเขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานมือกล่าวเสียงหนักแน่น
“เสด็จพ่ออาจคิดว่าคำพูดของลูกนั้นไม่สมควร แต่ลูกไม่เสียใจกับ
เรื่องนี้จริง ๆ”
“ย้อนไปถึงความขัดแย้งระหว่างต้าอวี๋กับชนเผ่าต๋าลู่ที่ยืดเยื้อมา
หลายสิบปี มีทหารผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตายไปมากมาย มีประชาชนถูก
ม้าศึกเหยียบย ่าจนตายอีกเท่าไหร่ มีหญิงสาวกี่คนที่ถูกเกลียดชังและ
ย ่ายี มีผู้เฒ่าผู้แก่มากมายที่ต้องตายตาไม่หลับ”
“คนต่างเผ่าพันธุ์ย่อมมีจิตใจแตกต่างกัน! ชนเผ่าต๋าลู่ขาดแคลน
อาหารก็ปล้นชิงได้ แต่ทำไมพวกเขาถึงต้องทำร้ายประชาชน ทำไม
ต้องพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ แม้แต่โจรโบราณก็ยังมีกฎของโจร แต่พวก
คนต่างเผ่าเช่นนี้ช่างป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรม”
“ยังมีทหารอีกนับไม่ถ้วนที่ตายอย่างทรมาน ลูกหลานของ
ชาวต้าอวี๋มากมาย พวกเขาสูญเสียชีวิตในสงคราม บิดามารดา
ภรรยาและลูกของพวกเขาไม่มีที่พึ่งพิง แต่บัดนี้กลับจะให้พวกเราให้
อภัยคนต่างเผ่าพวกนี้ ใช้การประนีประนอมกับพวกเขา กระหม่อม
ขอถามว่าพวกเขามีสิทธิ์อะไร? พวกเขาสมควรได้รับหรือ? สมควร
จริง ๆ หรือ!”
คำพูดนี้กล่าวได้ว่าเร่าร้อนและปลุกใจ เมื่อรวมกับภาพลักษณ์ที่
ดูหุนหันพลันแล่นก่อนหน้านี้ ภาพของเชื้อพระวงศ์ผู้ซื่อตรงและรัก
ชาติห่วงใยบ้านเมืองก็ปรากฏขึ้นมา
บรรดาบัณฑิตในท้องพระโรงที่รู้สึกสะเทือนใจหรือเป็นญาติของ
ทหาร ต่างอดร่วมแค้นเคืองไปด้วยไม่ได้ ความแค้นของชาติและ
ความเกลียดชังของครอบครัวไม่ใช่เรื่องจะอธิบายได้ด้วยคำพูดเพียง
ไม่กี่คำ ญาติมิตรที่จากไปยังคงเป็นความเจ็บปวดในใจตลอดกาล
อาจต้องใช้เวลาของคนสองหรือสามรุ่น หรืออาจนานกว่านั้นจึงจะ
จางหายไป
พอลองถามตัวเอง สวี่โม่ก็ไม่เต็มใจจะเจรจาสงบศึกกับคนที่
ทำลายบ้านเมืองของตนเอง
แต่ราชวงศ์ต้าอวี๋ไม่มีทั้งทหารที่แข็งแกร่งและม้าศึกที่แข็งแรง
หากไม่ใช่เพราะมีจำนวนประชากรมากและดินแดนกว้างใหญ่ บางที
กองทัพม้าของอีกฝ่ายอาจจะบุกทะลวงเข้าเมืองหลวงและตกเป็นทาส
ไปแล้ว
แทนที่จะให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันไปมาซ ้าแล้วซ ้าเล่าและนำมาซึ่ง
การสูญเสียมากขึ้น ทางที่ดีคือยุติสงครามด้วยการเจรจา อนุญาตให้
ประชาชนได้พักผ่อนและฟื้นฟูกำลัง อีกทั้งยังช่วยให้ท้องพระคลังที่
ขัดสนได้กลับมาเติมเต็มอีกครั้ง
คำพูดขององค์ชายใหญ่ฟังดูน่าตื่นเต้นในตอนแรก แต่เมื่อ
พิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็สามารถหาข้อโต้แย้งได้
ความคิดของเขาตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าราชวงศ์ต้าอวี๋จะต้องชนะ
อย่างแน่นอน
ความจริงแล้ว แม้จะชนะก็ต้องเป็นชัยชนะที่แสนสาหัส เหตุผลที่
มีการเจรจาสงบศึกหลังสงครามก็เพราะกลัวคนต่างเผ่าจะมาสู้ตาย
เอาดาบหน้า ทั้งสองฝ่ายคงยิ่งพัวพันกันไปอีกนานแสนนาน ไม่รู้ว่า
จะต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะยุติ
แต่พวกเขาแค่ต้องการหยุดสงครามเท่านั้น
สวี่โม่อยากจะโต้แย้ง แต่กลับเห็นว่าอารมณ์ของบัณฑิตส่วน
ใหญ่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาแล้ว ชายหนุ่มวัยยี่สิบปีเศษแทบทุกคนต่าง
โกรธแค้น เกลียดชังชนต่างเผ่า คิดอยากสวมชุดเกราะออกไปเข่น
ฆ่าศัตรูด้วยตัวเอง
แม้แต่ฝ่าบาทที่อยู่บนบัลลังก์มังกรก็ยังถอนหายใจ แสดงถึง
ความจำยอมต่อสงครามและไม่พอใจต่อชนต่างเผ่า
องค์ชายใหญ่ฉวยโอกาสนี้ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวอย่างองอาจว่า
“เสด็จพ่อ ลูกหลานชาวต้าอวี๋ควรไร้ซึ่งความกลัว มุ่งหน้าไปข้างหน้า
อย่างไม่หวั่นเกรง พวกเราเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ จะยอมให้ชนต่าง
เผ่ามาท้าทายได้อย่างไร พวกเราจะต้องกำจัดพวกเขาให้สิ้นซาก
ปลอบประโลมดวงวิญญาณเหล่าผู้ล่วงลับของพวกเรา!”
“กำจัดชนต่างเผ่าให้สิ้นซาก ปลอบประโลมดวงวิญญาณผู้
ล่วงลับ!” มีคนร่วมตะโกนตาม
ทั่วทั้งท้องพระโรงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอันร้อนแรง เป็น
คนรุ่นหลังที่จริงใจ เป็นจิตวิญญาณแห่งความกตัญญูและจงรักภักดี
หากพวกเขาไม่ใช่บัณฑิตที่ไร้ซึ่งพละกำลัง แต่เป็นแม่ทัพใน
สนามรบ ผลลัพธ์คงจะยอดเยี่ยมกว่านี้
สวี่โม่ถอนหายใจในใจ รู้ว่าตอนนี้ไม่เหมาะจะพูด และรู้ด้วยว่า
ตำแหน่งอันดับหนึ่งเขาคงไม่มีวาสนาได้มาครอง
เขาเตรียมใจเอาไว้แล้วจึงไม่ได้ทุกข์ใจมากนัก เพียงแค่หลุบตา
ลงรอคอยการตัดสินเท่านั้น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เสียงที่เคยดังก้องก็ค่อย ๆ สงบลง
รอยยิ้มพอใจปรากฏบนใบหน้าขององค์ชายใหญ่
ฮ่องเต้ทอดมองสวี่โม่อย่างซับซ้อน กำลังจะวางกระดาษลงใน
แถวของคนที่สอบได้อันดับสอง
แต่แล้วเสียงไอเบา ๆ ก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงแหบพร่าที่จงใจทำ
แต่ยังฟังออกว่าเป็นน ้าเสียงของเด็กหนุ่ม “ทูลเสด็จพ่อ กระหม่อม…ก็
มีเรื่องจะพูดด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ท้องพระโรงที่กลับสู่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงนี้ดังก้องอยู่ในหู
ของสวี่โม่
เห็นเพียงเงาร่างบอบบางสีดำค่อย ๆ ก้าวออกมา ใบหน้างดงาม
ซีดขาวเล็กน้อย พร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง “เสด็จพี่ใหญ่
เป็นองค์ชายที่ดี ทำเพื่อประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง ข้าเห็น
ด้วยอย่างยิ่งกับความเกลียดชังของเขาที่มีต่อชนเผ่าต๋าลู่ หากมีเขา
อยู่ ชนเผ่าต๋าลู่ต้องถูกทำลายในไม่ช้าแน่”
เหล่าบัณฑิตต่างกลั้นลมหายใจ คาดเดาในใจว่าคนผู้นี้คงเป็น
องค์ชายห้าที่ร่างกายอ่อนแอตามคำเล่าลือ ไม่รู้ว่าการที่เขาออกมา
สนับสนุนองค์ชายใหญ่เช่นนี้มีความหมายอะไร
องค์ชายใหญ่เองก็สงสัยเช่นกัน ภาพของฮ่องเฮาและจูกุ้ยเฟย
คนโปรดที่เผชิญหน้ากันในอดีตยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ ไม่รู้
ว่าองค์ชายห้าที่ป่วยมาหลายปีแล้ว จะเปลี่ยนนิสัยไปหรืออย่างไร
จนกระทั่งเจ้าตัวเปลี่ยนน ้าเสียง เอ่ยขึ้นว่า “พูดถึงเสด็จพี่ใหญ่ ปี
นี้เขาก็อายุสิบหกสิบเจ็ดแล้ว คุณชายใหญ่ตระกูลเจียงที่อายุเท่าเขา
ก็ออกเดินทางไปชายแดนเหนือแล้ว ไม่รู้ว่าเสด็จพี่ใหญ่จะออก
เดินทางเมื่อไหร่?”
องค์ชายใหญ่ “…”
เขาเพียงแสดงอารมณ์เพื่อกดดันบทความและจิตใจของสวี่โม่
เท่านั้น ทำไมเรื่องถึงไปการออกรบที่ชายแดนเหนือได้เล่า
ทว่าตอนนี้อารมณ์ถูกกระตุ้นจนถึงที่สุดแล้ว เขาถึงกับไม่อาจ
โต้แย้ง ไม่อาจทำลายความกระตือรือร้นที่ถูกปลุกขึ้นมาได้
“ทำไมหรือ? หรือว่าเสด็จพี่ใหญ่พูดมาตั้งนาน แต่กลับไม่ยอม
ออกไปสู้รบด้วยตัวเอง ไม่ยอมไปปราบปรามชนเผ่าต๋าลู่ด้วยตัวเอง?”
เสียงขององค์ชายห้าค่อย ๆ แสดงความประหลาดใจผสมกับความไม่
อยากจะเชื่อ
แม้แต่เหล่าบัณฑิตยังอยากสวมชุดเกราะออกรบ แล้วทำไมองค์
ชายใหญ่ผู้เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและโกรธแค้นถึงไม่เต็มใจไป
เล่า
แต่เขาก็ไม่อาจไปได้จริง ๆ สงครามทางเหนือยากจะสงบได้
ภายในเวลาสามถึงห้าปี หากกลับมาหลังจากนั้น เขาก็คงไม่มีโอกาส
ได้เป็นองค์ชายใหญ่อีกแล้ว
“ข้าย่อม…ย่อมเต็มใจไปแน่นอน” องค์ชายใหญ่จำต้องเอ่ยปาก
“ข้าเต็มใจสละทุกสิ่งเพื่อบ้านเมือง แม้จะต้องไปชายแดนเหนือก็ไม่
ขัดข้อง เพียงแต่ก่อนหน้านั้น ข้าต้องการจะแบ่งเบาภาระของเสด็จ
พ่อ เติมเต็มท้องพระคลัง สะสมเสบียงและอาหารม้าให้เพียงพอ
สำหรับการออกรบก่อน”
กองทัพยังไม่เคลื่อนพล เรื่องเสบียงต้องมาก่อน
คำพูดแปดคำนี้เพียงพอจะพิสูจน์ ว่าการทำสงครามนั้นสิ้นเปลือง
เงินทองและเสบียงอาหารมากแค่ไหน
สิ่งที่องค์ชายใหญ่คิดก็ไม่ผิดนัก กระทั่งยังสอดคล้องกับมุมมอง
ของฟางหยวน แต่ท้ายที่สุดก็ยังทำให้ขวัญกำลังใจที่ถูกกระตุ้นลดลง
ไปหลายส่วน ทำให้บัณฑิตที่กำลังโกรธแค้นหลายคนรู้สึกผิดหวัง
“ดูเหมือนว่าเสด็จพี่ใหญ่คงไปไม่ได้แล้ว เรื่องการกำจัดชน
เผ่าต๋าลู่ให้สิ้นซากนี้ คงต้องมอบให้เหล่าทหารที่ชายแดนเป็นคน
จัดการ” องค์ชายห้าถอนหายใจเบา ๆ “ไม่รู้ว่าผู้คนที่จากบ้านไปจะ
ได้กลับมาเมื่อไหร่ จะได้ส่งพ่อแม่ตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ จะได้
อยู่เคียงข้างภรรยาและลูกหลานหรือเปล่า”
เขาพูดแค่นั้นแล้วหยุดลง ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้
แต่ความนัยในคำพูดของเขาได้ปูทางไปสู่การยุติสงคราม
เรียบร้อยแล้ว
สวี่โม่พยายามข่มใจตัวเองหลายครั้ง เขาอยากจะเงยหน้าขึ้น แต่
ก็กดสายตาลง พลางข่มกลั้นความตื่นเต้นพูดขึ้นว่า “กระหม่อมหวัง
ว่าจะใช้สงครามยุติสงคราม หลังจากเจรจาสงบศึกแล้ว ก็สามารถให้
ทหารที่ชายแดนกลับบ้านได้ในเร็ววัน”
“ให้ทหารที่ชายแดนกลับบ้านได้ในเร็ววัน!” ไม่รู้ว่าใครตะโกน
ตามเขาขึ้นมา
ความร้อนแรงในสายเลือดของบัณฑิตนับไม่ถ้วนเดือดพล่านอีก
ครั้ง
“ให้ทหารที่ชายแดนกลับบ้านได้ในเร็ววัน!”
“กลับบ้าน!”
ใครบ้างไม่อยากกลับบ้าน!
ใครบางคนถึงกับสูดจมูกเบา ๆ กลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้
สวี่โม่ไม่อาจทนได้อีก เขาเหลือบมองทางด้านข้าง แต่กลับเห็น
เพียงเงาร่างผอมบางสีดำที่กำลังเดินห่างออกไป ก่อนจะหายลับไป
หลังฉากบังตาอีกครั้ง
คนผู้นี้น ้าเสียงแหบพร่าแต่แฝงไว้ซึ่งความคุ้นเคย ทว่าใน
ความคุ้นเคยนั้นกลับมีความรู้สึกแปลกหน้าอยู่ด้วย
เขาต่อต้านองค์ชายใหญ่ เขาปูทางให้สวี่โม่ แท้จริงแล้วเขาเป็น
ใครกันแน่