พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 396 สวี่โม่สงสัยอีกครั้ง
สวี่โม่หางตาแดงก ่า เพียงได้ยินคำชมเชยจากราชสำนักไม่กี่คำ
ก็วางม้วนกระดาษคำตอบลง
เขาใช้โอกาสนั้นประสานมือคำนับแล้วถอยออกจากกลุ่มคน
ขณะที่ขวัญและกำลังใจถูกปลุกเร้า การแสดงออกของเหล่า
บัณฑิตที่ตามมายิ่งโดดเด่น ทุกคนต่างกล่าวด้วยความรู้สึกเร่าร้อน
เต็มไปด้วยความรักชาติบ้านเมือง
ทว่าคนที่สามารถเหนือกว่าสวี่โม่ได้กลับมีน้อยนิดเหลือเกิน
“เจ้านี่เก่งจริง ๆ แม้แต่องค์ชายห้าผู้ลึกลับก็ยังออกมาช่วยเจ้า”
ฉีหวายที่เพิ่งถอยกลับเข้ามา กระซิบเสียงเบา “ไม่ถูกสิ ไม่ใช่ว่า
ช่วยเจ้าหรอก ควรพูดว่าเขาไม่ถูกกับองค์ชายใหญ่และบังเอิญ
ช่วยเหลือเจ้าเท่านั้น แต่การได้รับความช่วยเหลือจากองค์ชายห้าก็
ถือว่าเจ้าโชคดีมากแล้ว”
สวี่โม่เงียบขรึม
มันเป็นความโชคดีจริง ๆ หรือ?
ยังมี…ความเป็นไปได้อื่นอีกหรือไม่
จิตใจของเขาหวั่นไหว เขาถามด้วยการขยับลิ้นโดยที่ริมฝีปาก
ไม่เขยื้อนเหมือนกัน “พี่ฉี เมื่อครู่ตอนเจ้าเงยหน้า ได้เห็นใบหน้าที่
แท้จริงขององค์ชายห้าหรือไม่?”
“ข้ามองไม่ชัด” ฉีหวายกล่าวประหลาดใจ “ข้าเพียงได้ยินว่าเขา
เป็นเด็กหนุ่มอายุสิบสามสิบสี่ปีที่ร่างกายอ่อนแอ จากเสียงที่ได้ยิน
เมื่อครู่ก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง พี่สวี่มีอะไร? หรือว่าเจ้ามี
ความสัมพันธ์เก่าแก่กับองค์ชายห้าคนนี้?”
สวี่โม่ส่ายหน้า
อายุตรงกัน แต่การเจ็บป่วยและความอ่อนแอไม่ใช่
หากเขาไม่เคยแกล้งป่วยมาก่อน ความสงสัยก็คงจะหมดไปแล้ว
น่าเสียดายที่การสอบในวังหลวงเข้มงวดมาก แม้สวี่โม่จะเงยหน้า
มองตรง ๆ ยังทำได้ยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไปไล่ตามสอบถาม ไม่ว่า
จะมีปัญหามากมายแค่ไหนหรือความยุ่งยากมากเท่าไหร่ ก็ต้องรอให้
การสอบสิ้นสุดลงเสียก่อน
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต ่าสู่ยามเย็น การสอบครั้งสุดท้ายของการ
สอบขุนนางก็จบลงในที่สุด
ขุนนางผู้ตรวจข้อสอบต่างเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า พวกเขาเก็บ
กระดาษคำตอบที่เขียนด้วยหมึกกว่าสี่ร้อยแผ่นไป รอประกาศรายชื่อ
คนที่สอบได้สามขั้นแรกในวันพรุ่งนี้ และติดประกาศผลสอบในวัน
มะรืน
องค์ชายใหญ่และกลุ่มผู้คุมสอบต่างทยอยเดินออกจากสถานที่
สอบ
บัณฑิตกว่าสี่ร้อยคนเดินโขยกเขยกเพราะขาที่ปวดเมื่อยแยก
ย้ายออกจากตำหนักไท่เหอ ก่อนจะรวมกลุ่มกันสองสามคน มุ่งหน้า
ไปยังประตูวังหลวง
ฉีหวายและสวี่โม่มารวมกลุ่มกับอันจวิ่นระหว่างทาง ทั้งสามคน
สนทนาหัวเราะเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผันผวนขึ้น ๆ ลง ๆ ของวันนี้
“พี่สวี่ เจ้าช่างโชคดีเหลือเกิน ถึงกับได้เห็นองค์ชายห้าและองค์
ชายใหญ่ปะทะกัน” อันจวิ่นทอดถอนใจ “องค์ชายใหญ่ช่วยฟาง
หยวน ส่วนองค์ชายห้าก็ถือว่าช่วยเจ้าไปโดยปริยาย ข้าเกรงว่าพวก
เจ้าสองคนคงจะได้รับตำแหน่งขั้นหนึ่งอย่างแน่นอนแล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอก ตำแหน่งขั้นหนึ่งก็มีตั้งสามคนไม่ใช่หรือ พวก
เรายังมีโอกาสอยู่” ฉีหวายมองโลกในแง่ดีเป็นพิเศษ “ฟางหยวนได้
ตำแหน่งจอหงวน พี่สวี่ได้ตำแหน่งปั๋งเหยี่ยน ส่วนข้าหากได้ตำแหน่ง
ทั่นฮวาก็ไม่เลวนะ”
“เหอะ! ตำแหน่งทั่นฮวา คนธรรมดาจะเป็นได้ง่าย ๆ หรือ” อันจ
วิ่นแสดงท่าทางรังเกียจ
เด็กหนุ่มทั้งสองคนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ทั่วร่างเต็มไปด้วย
ความรู้สึกผ่อนคลายหลังจากการสอบเสร็จสิ้นลง
มีเพียงสวี่โม่เท่านั้นที่มีสีหน้าเคร่งเครียด หัวใจหนักอึ้ง
หลังจากผ่านพายุฝนมามากมาย เขาจึงไม่เชื่อเรื่องบังเอิญอีก
องค์ชายห้าคนนั้นไม่จำเป็นต้องกดดันองค์ชายใหญ่ในการสอบวัง
หลวง และยิ่งไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือเขา
น่าเสียดายที่จนกระทั่งการสอบในวังหลวงสิ้นสุดลง ร่างบอบบาง
สีดำนั้นก็ไม่ปรากฏตัวมาอีกเลย พอสอบถามฉีหวายและอันจวิ่น
ข่าวสารที่ได้ก็มีเพียงเล็กน้อยและซ ้ากัน
โชคดีที่สวี่โม่เป็นคนสงบนิ่ง แม้ว่าภายในใจจะปั่นป่วนดั่งคลื่น
ทะเลพลิกกลับ แต่สีหน้าภายนอกยังคงสงบราบเรียบ พยายามมอง
หาท่ามกลางหนึ่งในแปดผู้คุมสอบ ซึ่งเป็นคนที่ข้าเคารพนับถือ แต่
กลับไปสบตากับสีหน้าเย็นชาของฟางหยวนเข้าพอดี
“ก็แค่ชาวบ้านธรรมดาจากเขตอันสุ่ย ยังคิดจะแข่งขันชิง
ตำแหน่งขั้นหนึ่งกับคุณชายฟางอีก” เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดูแคลนดัง
ขึ้นอย่างเหมาะเจาะ “ถ้าไม่ใช่เพราะองค์ชายห้าออกหน้าช่วย แค่
อาศัยความสามารถของเขา…หึ”
“แล้วทำไมองค์ชายห้าถึงช่วยเขาเล่า หรือว่าลับหลังมีข้อตกลง
อะไรกันอยู่?”
“อาจเป็นเพราะไม่ลงรอยกับองค์ชายใหญ่ หรืออาจมีความ
เกี่ยวข้องกับเขา แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เขาก็แค่สายลับที่อยากเอา
ใจพวกคนต่างเผ่าเท่านั้น ฝ่าบาทไม่มีทางเลือกเขาเป็นขั้นหนึ่ง
หรอก”
ฉีหวายได้ยินแล้วก็โกรธจัด นึกอยากจะออกไปโต้เถียง แต่สวี่โม่
ห้ามเขาไว้พร้อมกับกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “แค่คำพูดสองสาม
ประโยค หากทะเลาะวิวาทกันในวังหลวงจริง ๆ เกรงว่าจะส่งผลเสียต่อ
ผลการสอบแล้ว”
แม้ว่าการสอบขุนนางจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังไม่ได้คัดเลือกสาม
ขั้นแรก จึงไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในสายตาของฝ่าบาท
หรือไม่
หากเสียขั้นไปเพราะความฉุดเฉียวชั่วขณะ มันคงจะเป็นการ
สูญเสียครั้งใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น ฟางหยวนแห่งตระกูลฟางดูมีความคิดที่ลึกซึ้ง
คำพูดเหล่านี้ที่ลอยมาจึงไม่รู้ว่าเป็นความไม่ตั้งใจหรือมีคนสั่งการกัน
แน่
เพราะสวี่โม่ไม่รู้ เขาจึงจับฉีหวายไว้แน่น พร้อมกับสบตากับฟาง
หยวนนิ่ง ๆ
สองเด็กหนุ่มที่มีอายุไล่เลี่ยกัน กลายเป็นศัตรูกันเพราะฟางเหิง
และกลายเป็นปรปักษ์กันตลอดกาลเพราะการสอบขุนนาง
เจ้าตาย ข้ารอด
“ขอให้เจ้าโชคดี” ฟางหยวนขยับริมฝีปากเอ่ยก่อนจะหัน
หลังจากไป
สวี่โม่ตอบสนองด้วยความสงบ ไม่โกรธเคือง ไม่เดือดร้อน
กระทั่งอีกฝ่ายเดินห่างออกไป เขาจึงปล่อยมือจากฉีหวาย
“เมื่อครู่ฟางหยวนพูดอะไรหรือ” อันจวิ่นหันหน้ามาถามด้วย
ความสงสัย “จะต้มเจ้าให้ตายหรือ”
ฉีหวายตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน
สวี่โม่ทั้งขำทั้งเศร้า
“เขาอวยพรต่างหาก” เขาแก้ไขความเข้าใจผิดของสหายที่คิด
ไปไกลด้วยความจนใจ “เขาคงคิดว่าการประกาศผลสอบวังหลวงใน
อีกสอง เพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงมากมายทีเดียว”
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่ใช่คนที่มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งยังเป็นคนที่เชื่อคนง่าย แม้แต่ในท้องพระโรงก็ยังถูกเหล่าองค์
ชายชักจูงอารมณ์ได้ นอกท้องพระโรงก็คงจะถูกชักจูงได้ง่ายกว่านั้น
อีก
“ไม่ต้องกังวล ข้าเห็นกระดาษคำตอบของเจ้าอยู่ในกองของพวก
ขั้นสอง” ฉีหวายกล่าวด้วยน ้าเสียงหนักแน่น “ขั้นหนึ่งจะถูกเลือกจาก
ขั้นสอง ข้าอาจไม่มั่นใจว่าพี่สวี่จะคว้าได้หรือไม่ แต่ตำแหน่งขั้นสอง
เป็นของเจ้าแน่นอน”
แม้จะมีตระกูลฟางและองค์ชายใหญ่มาก่อกวน แต่การได้รับผล
การสอบเช่นนี้ สวี่โม่ก็รู้สึกพอใจแล้ว
แต่หากการที่องค์ชายห้าลงมือช่วยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และหากอีก
ฝ่ายเป็น…คนคุ้นเคย ไม่ว่าการจะได้ตำแหน่งขั้นหนึ่งหรือขั้นสอง ก็
ล้วนเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากแล้ว
พอคิดมาถึงตรงนี้ อารมณ์ของสวี่โม่ก็สดใสขึ้นมาทันที
เขาไม่ได้ยึดติดกับตัวตนขององค์ชายห้าอีกต่อไป และไม่ได้
กังวลถึงเจ้าห้าที่กลับบ้านไปแล้วอีก แต่กลับมาตั้งใจรอคอยผลการ
สอบวังหลวง
ผลลัพธ์นี้กำลังจะเปิดเผยคำตอบทั้งหมด
เมื่อเหล่าบัณฑิตออกมา ครอบครัวที่เฝ้ารออย่างทรมานใจอยู่
หน้าประตูวังหลวงก็ระเบิดเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี
น้องสาวของฉีหวายวิ่งมาหาเป็นคนแรก นางทั้งตื่นเต้นและเขิน
อาย “พี่ชาย เป็นอย่างไรบ้าง ๆ”
“ก็ดีนะ ข้ารู้สึกไม่เลวเลย” ฉีหวายลูบจมูกแล้วกล่าวเสริมอีก
ประโยคว่า “พี่สวี่โดดเด่นกว่าใคร คงจะได้ขั้นหนึ่งแน่นอน”
ฉีเยี่ยกระทืบเท้า เหลือบมองด้วยหางตา แต่เห็นเพียงเด็กหนุ่มที่
กำลังยิ้มให้กับน้องชายน้องสาวของเขาเท่านั้น
“อย่ามองเลย อย่ามองเลย” ฉีหวายพึมพำ “พี่น้องของข้าคนนี้ยัง
ไม่รู้จักความรัก ในใจเขามีแต่ครอบครัว ไม่มีที่ให้เจ้ายืนหรอก”
“พี่ชายคนบ้า!” ฉีเยี่ยยิ่งรู้สึกอายมากขึ้น เหยียบเท้าฉีหวาย
อย่างแรงแล้วเดินจากไป
ทิ้งไว้เพียงฉีหวายที่เจ็บปวดจนเกือบจะร้องไห้ออกมา
พอมองเด็กสาวตัวน้อยที่กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างน่ารักอยู่
ข้าง ๆ สวี่โม่ เขาก็ยิ่งรู้สึกอิจฉามากขึ้น
“พี่ใหญ่ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ” หากคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าเจียงเซิงกำลังจะ
ออกไข่ “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง สอบได้ดีหรือไม่ มีคนมารบกวนท่าน
หรือเปล่า ทำได้ดีแค่ไหน จะได้เป็นขุนนางใหญ่หรือไม่ ข้าจะได้เดิน
อย่างสง่าผ่าเผยแล้วหรือยัง”
“ใช่แล้วพี่ใหญ่ ข้าสามารถ…สมรู้ร่วมคิดกับขุนนางได้แล้วหรือ
ยัง” เจิ้งหรูเชียนก็ตะโกนเสียงดังเช่นกัน แต่โชคดีที่เขายังจำได้ว่าที่นี่
ยังมีคนอื่น จึงลดเสียงคำพูดประโยคสุดท้ายที่แสนสำคัญ
“พี่ใหญ่ สารเลวฟางหยวนคนนั้นรังแกท่านหรือไม่” ฟางเหิงกัด
ฟันพูด
“พี่ใหญ่ ท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ข้าจับชีพจรให้ดี
หรือไม่” เวินจืออวิ่นนึกอะไรบางอย่างขึ้นมา น ้าตาพลันคลอเบ้า
สวี่โม่แทบทนไม่ไหว อยากจะเล่าเรื่องขององค์ชายห้าออกมา แต่
พอคิดถึงนิสัยของน้องชายน้องสาว เขาก็ฝืนอดกลั้นเอาไว้ ทำเพียง
พยักหน้าและกล่าวว่า “ไม่เลวนัก อย่างน้อยก็คงได้ขั้นสอง”
ขั้นหนึ่งมีสถานะสูงส่ง สามารถเข้าสำนักราชบัณฑิตได้โดยตรง
ได้รับตำแหน่งตรวจทานและแก้ไข รวมถึงตำแหน่งรวบรวมและเรียบ
เรียง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นหกถึงเจ็ด
ขั้นสองกับถงจิ้นซื่อก็ไม่ธรรมดา สามารถเป็นขุนนางฝึกหัด
หรือสามารถรอรับตำแหน่งเป็นขุนนางผู้ปกครองอำเภอต่าง ๆ อย่าง
น้อยก็เป็นขุนนางระดับล่าง
ส่วนสวี่โม่มีนิสัยรอบคอบ สิ่งที่เขาพูดออกมาก็มักจะเป็นความ
จริงแทบทั้งหมด
เจียงเซิงระเบิดเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี แล้วสบตากับเจิ้งหรู
เชียนก่อนจะวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“พี่รองเร็วเข้า พวกเราตกลงกันไว้แล้วนะ เร็ว ๆ เข้า”