พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 397 เจียงเซิงลุกขึ้นสู้
เด็กสองคนวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาเร็วมาก จนเกือบจะทำ
ให้เจียงอู่ที่กำลังขับรถม้าตกใจ
สวี่โม่ที่เพิ่งออกมาจากวังหลวงยิ่งรู้สึกมึนงง สายตาของเขา
กวาดมองน้องชายอีกสองคนที่เหลืออยู่
เวินจืออวิ่นพลันรีบก้มหน้าลง แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
ส่วนฟางเหิงปิดปากยักไหล่ แสดงท่าทีว่าบอกไม่ได้
ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าบอกไม่ได้ แต่เป็นเพราะไม่สามารถบอกได้
ต่างหาก
ย้อนกลับไปช่วงตอนกลางวัน
หลังจากสวี่โม่เข้าไปในวังหลวงแล้วเจียงเซิงก็รู้สึกเบื่อหน่าย แต่
นางไม่อยากกลับไปที่ร้านจิ่วเจินหรือเรือนเล็ก จึงลากพี่ชายไปเดิน
เที่ยวท่ามกลางผู้คน
เหล่าบัณฑิตที่สามารถผ่านมาถึงการสอบในวังหลวงได้นั้น ไม่
ว่าจะเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศ คนที่ขยันขันแข็งอ่านหนังสือ
หรือไม่ก็เป็นคนที่มาจากครอบครัวร ่ารวยและมีความมุ่งมั่นตั้งใจ
เหมือนกับสิ่งที่เขียนไว้ในบันทึกเล่มเล็ก บัณฑิตยากจนที่มาจาก
ครอบครัวยากจนมักจะมาสอบเพียงลำพัง น้อยคนนักที่จะมีญาติหรือ
สหายมาด้วย
ในทางกลับกัน การมีญาติมารอที่หน้าประตูวังหลวงก็สามารถ
บอกได้ว่ามีฐานะทางบ้านพอสมควร หรืออาจจะร ่ารวยมากเลย
ทีเดียว
เดิมทีเจียงเซิงเพียงอยากฆ่าเวลา จนกระทั่งไปบังเอิญได้ยินญาติ
ของบัณฑิตคนหนึ่งกำลังพูดคุยกันว่าขนมร้านไหนอร่อย ร้านไหนมี
รสชาติแปลกใหม่ ร้านไหนมีรูปแบบที่โดดเด่น นางนึกถึงร้านขนม
สองแห่งที่นางดูแลอยู่ จึงชะลอฝีเท้าลงด้วยใจคาดหวัง
แต่รอแล้วรอเล่า จากเรื่องขนมกลายเป็นเรื่องเสื้อผ้า จากเรื่อง
เสื้อผ้ากลายเป็นเรื่องเครื่องประดับ นางก็ยังไม่มีชื่อของร้านจิ่วเจิน
เด็กหญิงมีนิสัยตรงไปตรงมาจึงหาจังหวะเข้าไปใกล้แล้วถาม
“ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าได้ยินฮูหยินกำลังพูดถึงขนม ขอถามได้หรือไม่
เจ้าคะว่าเป็นร้านใด ข้านึกอยากซื้อกลับไปฝากคนที่บ้านบ้าง”
เหล่าสตรีที่กำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานดูเป็นมิตร จึงตอบ
กลับมาตามจริงว่า “ร้านเตี๋ยหลันชุน ร้านว่านเจินไจ ร้านเจินซิวเก
อล้วนแต่ดีทั้งนั้น”
เจียงเซิงกลอกตาไปมา แกล้งถามว่า “ฮูหยินไม่เคยลองขนมของ
ร้านจิ่วเจินหรือเจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าขนมของที่นี่ก็อร่อยมากเช่นกัน”
“ร้านจิ่วเจินหรือ” สตรีสาวหัวเราะเบา ๆ “ข้าเคยได้ยินชื่อมาก่อน
นะ ว่าสามารถสั่งทำขนมที่มีแซ่ได้ น่าเสียดายที่มีแค่ชนิดเดียวให้ลิ้ม
ลอง กินไปกินมาก็เริ่มเบื่อแล้ว อย่างไรร้านว่านเจินไจก็มีรสชาติที่
หลากหลายกว่า”
คำตอบนี้ทำเอาเจียงเซิงรู้สึกหมดอาลัยตายอยากทันที
ความจริงแล้วร้านจิ่วเจินมีขนมหลากหลายชนิด ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก
รวมกันได้กว่ายี่สิบชนิด มีทั้งขนมที่นุ่มนวล กรุบกรอบ รสเปรี้ยว รส
หวาน ขนมสองร้านสามารถขายได้วันละสองถึงสามร้อยชั่งต่อวัน
โดยเฉพาะเกาลัดคั่วน ้าตาลที่แยกขายต่างหากนั้นถือว่าขายดีเป็นเท
น ้าเทท่า
แล้วทำไมในสายตาของบรรดาสตรีเหล่านี้ ถึงได้ยอมรับเพียง
ขนมประจำแซ่เท่านั้น
นางไม่ได้สับสนอยู่นานนัก ทันใดนั้นก็นึกถึงบัญชีของร้านจิ่ว
เจินที่ตรวจสอบไปเมื่อไม่นานมานี้
ขนมกว่ายี่สิบชนิดรวมทั้งเกาลัดคั่วน ้าตาลใช้เวลาครึ่งค่อนวันถึง
จะขายได้ ทว่าก็ยังสู้กำไรจากขนมประจำแซ่ไม่กี่จานไม่ได้
ในตอนนั้นคนตระกูลใหญ่ที่กำหนดราคาขนมหวานมีน้อย เจียง
เซิงจึงเชื่อว่าขนมประจำแซ่คงขายไม่ได้มาก นางจึงไม่ได้คิดอะไร
วันนี้นางนับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว หลังจากกล่าวขอบคุณฮูหยิน
สาวก็รีบกลับมาหาเจิ้งหรูเชียน แล้วถามพลางหอบหายใจ
“พี่รอง ท่านรู้จักร้านเตี๋ยหลันชุน ร้านว่านเจินไจ และร้านเจินซิว
เกอหรือไม่?”
“เคยได้ยินชื่อ” เจิ้งหรูเชียนหันมาตอบ “หากข้าจำไม่ผิด ร้าน
เหล่านี้ล้วนขายขนมหวาน ร้านเตี๋ยหลันชุนมีฝีมือในการทำขนมที่
วิจิตรประณีต ขนมหวานนั้นดูราวกับมีชีวิต ส่วนร้านว่านเจินไจมี
รสชาติหลากหลายและเนื้อสัมผัสที่เข้มข้น ส่วนร้านเจินซิวเกอแตก
ต่างออกไป พวกเขาเริ่มต้นจากโรงเตี๊ยม แต่ขนมหวานกลับได้รับ
ความนิยมจากชาวเมืองหลวงมากกว่าอาหารเสียอีก… แล้วทำไมเจ้า
ถึงนึกอยากถามเรื่องนี้ได้?”
เจียงเซิงกลืนน ้าลาย “เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญ แต่พี่รองบอกข้าทีสิ
ขนมหวานของพวกเขาราคาแพงมากหรือไม่?”
จริงหรือไม่ว่าเป็นเพราะพวกเขากำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นคน
ตระกูลใหญ่เหมือนกับขนมประจำแซ่
นางเบิกตากว้าง จ้องมองเจิ้งหรูเชียนจดจ่อ เห็นศีรษะของเขาเงย
ขึ้นแล้วก็ก้มลง ความกังวลที่แบกไว้ก็ค่อย ๆ สงบลงในที่สุด
ใช่ มันถูกต้องแล้ว
เมืองหลวงไม่ได้มีแค่คนจนกับคนรวยเท่านั้น ยังมีคนชนชั้น
กลางอีกมากมาย พวกเขาอาจไม่ได้อยู่ในหมู่คนรวย แต่ก็มีชีวิตที่สุข
สบาย
พวกเขาสามารถซื้อขนมราคาหนึ่งถึงสองตำลึงได้ และสวมใส่
เสื้อผ้าราคาร้อยตำลึงได้ พวกเขาอาจจะไม่ซื้อลิ้นจี่จากหลิงหนาน
ราคาห้าสิบตำลึง แต่ถ้าเจอลิ้นจี่จากแคว้นสู่ราคาห้าตำลึงก็จะซื้อโดย
ไม่ลังเล
การที่ฮูหยินเหล่านั้นจดจำได้เพียงขนมประจำแซ่ เพราะราคา
แบบคนทั่วไปนั้นไม่อยู่ในสายตาของพวกนาง
กลับกัน ร้านจิ่วเจินมีขนมที่ราคาสูงแค่อย่างเดียวเท่านั้น
เจียงเซิงดวงตาเป็นประกาย ตัดสินใจจะขยายตลาดไป
ระดับกลางและเพิ่มประเภทของขนมระดับสูง
“เจ้าหมายความว่า เจ้าคิดจะแข่งขันกับร้านเตี๋ยหลันชุนและร้าน
ว่านเจินไจหรือ?” หลังเจิ้งหรูเชียนฟังจบก็เตือนน้องสาวด้วย
ความหวังดี “แต่เจ้าอย่าลืมนะว่าขนมประจำแซ่นั้นต้องอาศัยการ
ช่วยเหลือจากคนตระกูลใหญ่หลายตระกูลถึงจะสร้างชื่อเสียงขึ้นมา
ได้ แม้แต่ลูกค้าที่สั่งทำอยู่ในตอนนี้ก็ล้วนเป็นคนตระกูลใหญ่ที่มี
ความสัมพันธ์อันดีกับพวกเรา”
มีเพียงคนที่เคยทำการค้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าการเปิดร้านนั้นง่าย
การทำขนมก็ง่าย แต่การทำกำไรกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ร้านจิ่วเจินสามารถขยับขยายมาขนาดนี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะการ
ขายกำไรเอาน้อยแต่ได้ปริมาณมาก และอีกส่วนก็เพราะความนิยม
อย่างล้นหลามของเกาลัดคั่วน ้าตาลที่ช่วยกระตุ้นการค้าโดยรวม
พูดอีกนัยหนึ่งคือร้านที่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป หากตั้งใจ
บริหารจัดการ ผลกำไรก็ย่อมหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องแน่นอน
การพยายามทำขนมชั้นสูงอย่างไม่รอบคอบ จะทำกำไรได้
หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง เจียงเซิงอาจจะต้องพบเจอกับความล้มเหลวก็
ได้
เจิ้งหรูเชียนผ่านความยากลำบากมามากพอแล้ว เขาเพียงหวัง
อยากให้น้องสาวมีความสุข การดูแลร้านทั้งสองจึงเพียงพอแล้ว
“เรื่องการหาเงินให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง เรื่องอื่นเจ้าก็มีพี่ชายคน
อื่นคอยช่วยแบกรับอยู่ เจ้าจะเหนื่อยไปทำไมเล่า” เขาก้มตัวลงพลาง
ถอนหายใจ “เจ้าเองก็เคยบอกไว้ไม่ใช่หรือว่าชีวิตแบบนี้ก็เพียงพอ
แล้ว”
เด็กสาวที่ไร้ความทะเยอทะยาน แค่ต้องการกินอิ่มนอนหลับและ
ใช้ชีวิตอยู่กับเหล่าพี่น้อง
แต่ตอนนี้พี่น้องของนางจากไปคนหนึ่งแล้ว
ดวงตากลมโตของเจียงเซิงเอ่อล้นไปด้วยน ้าตาบางเบา ผ่านไป
สักพักใหญ่นางจึงพูดเสียงอู้อี้ว่า “ข้าเองก็อยากหาเงิน อยากหาเงิน
ให้ได้มาก ๆ ข้าจะต้องหาพี่ห้าให้เจอ ช่วยเขาแก้ไขปัญหาทั้งหมด
แล้วจากนั้นเขาก็จะไม่ต้องแอบหนีไปแบบนี้อีก”
ที่แท้นางก็รู้ว่าจ่างเยี่ยนที่จากไปอย่างเงียบ ๆ นั้นกำลังเผชิญกับ
ความยากลำบาก
พี่สามออกไปรบอยู่ข้างนอก นางไม่เข้าใจเรื่องยุทธศาสตร์ ทั้งยัง
ไม่รู้วิธีต่อสู้ ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้มากนัก
แต่อุปสรรคที่พี่ห้ากำลังเผชิญอยู่นี้ บางทีนางอาจช่วยได้
“แม้จะช่วยไม่ได้ ข้าก็จะเปิดร้านจิ่วเจินให้มีอยู่ทั่วทั้งต้าอวี๋
จากนั้นข้าต้องหาเขาให้เจอให้ได้” เจียงเซิงเงยหน้าถาม “พี่รอง พวก
เราจะหาพี่ห้าเจอใช่หรือไม่?”
พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่ยังเด็ก พึ่งพาอาศัยกันมาถึงห้าปีเต็ม
พวกเขาเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกันที่สุด ไม่ควรต้องแยกจากกันไป
คนละที่
พี่สามจะรบชนะและกลับมาจากชายแดน พี่ห้าก็จะปรากฏตัวขึ้น
อีกครั้ง เล่าเรื่องราวน่าตื่นเต้นในช่วงที่พวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน
ดวงตาของน้องสาวสว่างเจิดจ้าเกินไป และในความบริสุทธิ์นั้นยัง
แฝงไปด้วยความเข้าใจราวกับเปลวไฟที่บริสุทธิ์ที่สุดกำลังลุกโชน
เจิ้งหรูเชียนไม่กล้าดับไฟนี้ เขาพยักหน้าอย่างยากลำบาก “ได้
ได้…”
เจียงเซิงหัวเราะทั้งน ้าตา แล้วมองไปทางวังหลวงอีกครั้ง เผยให้
เห็นถึงความมีชีวิตชีวาและความภาคภูมิใจอันเป็นเอกลักษณ์ของ
หญิงสาว
“พี่รองอย่ากังวลไปเลย ถ้าเป็นอย่างปกติ พวกเรานึกอยากขาย
ขนมก็คงไม่ง่าย ต้องลดกำไรและหาคนมาช่วยป่าวประกาศ แต่ตอนนี้
มันไม่เหมือนกัน พวกเรามีป้ายป่าวประกาศเคลื่อนที่อยู่แล้ว”
ตอนแรกเจิ้งหรูเชียนยังคงงุนงงอยู่บ้าง แต่พอเขานึกถึงสวี่โม่ที่
เข้าร่วมการสอบวังหลวงในวันนี้ก็เข้าใจทันที “นี่เจ้าคิดจะ…”
“ถูกต้องแล้ว!” เจียงเซิงตอบรับคำ
ทันใดนั้นสองพี่น้องที่คล้ายคลึงกันมากที่สุดในบ้านก็ต่างเผย
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา