พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 398 การเดิมพันการสอบในวังหลวง
จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์หลังจากการสอบสิ้นสุดลง
เด็กหนุ่มและเด็กสาวปีนขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังไม่ลืม
เรียกคนที่เหลืออีกสามคน
“พวกท่านรีบขึ้นมาสิ กลับบ้านกันเร็ว”
ฟางเหิงคล่องแคล่วว่องไว พริบตาเดียวเขาก็มาอยู่บนรถม้าแล้ว
เวินจืออวิ่นตามมาติด ๆ ท่าทางดูอ่อนแอเล็กน้อย ต้องการให้
พี่ชายช่วยเหลือ
มาถึงคราวสวี่โม่ แม้ไม่รู้ว่าน้องชายน้องสาวกำลังปิดบังอะไรอยู่
แต่ความไว้ใจโดยธรรมชาติทำให้เขาไม่คิดมาก ยกยิ้มแล้วก้าวขึ้น
รถม้าไป
ยามพลบค ่า ท้องฟ้าเริ่มมืดลง
เจียงอู่กำลังขับรถม้าพลางฟังคุณหนูคุณชายสนทนากันอยู่ข้าง
ใน รู้สึกบอกไม่ถูกว่ามันช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขและงดงามนัก
“ร้านจิ่วเจินคงปิดไปแล้ว พวกเรากลับบ้านไปหาท่านป้าดีกว่า”
เจียงเซิงเอามือเท้าคาง
“ไม่รู้ว่าแค่วันเดียว ท่านป้าจะคิดค้นขนมแบบใหม่ออกมาได้
หรือไม่”
“ถ้าท่านป้าคิดขนมแบบใหม่ไม่ได้ ปรับปรุงของเก่าได้ก็ยังดี” เจิ้ง
หรูเชียนเห็นด้วย
คำพูดนั้นมีเหตุผล พอกลับถึงบ้านเจียงเซิงก็รีบตรงไปที่ห้องครัว
ทันที เห็นจางเซียงเหลียนกับพ่อครัวคงสองสามีภรรยากำลังก่อไฟอยู่
“อ้ะ ท่านลุงก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือเจ้าคะ” นางทักทายเสียงหวาน
“ทุกวันต้องให้ท่านลุงมาทำอาหารให้ พวกเรารู้สึกเกรงใจ
เหลือเกิน”
พ่อครัวคงแค่นเสียงอย่างหยิ่งผยอง “ข้าอยู่ที่ไหนจางเซียง
เหลียนก็อยู่ที่นั่น ใครใช้ให้นางเป็นห่วงพวกเจ้านัก ข้าก็เลยต้องมา
ช่วยหน่อย”
นับตั้งแต่แต่งงานจนถึงตอนนี้ สามวันแรกทั้งสองก็อยู่ในเรือน
ตระกูลคง ส่วนเวลาที่เหลือหากไม่ไปวุ่นวายอยู่ที่ร้านจิ่วเจิน ก็ต้อง
กลับมาทำอาหารที่เรือนเล็ก
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องกลับไปพักผ่อนที่เรือนตระกูลคง พ่อครัวคงก็
แทบจะรู้สึกว่าไม่ใช่เขาที่แต่งจางเซียงเหลียนเข้าบ้าน แต่เป็นจาง
เซียงเหลียนที่แต่งเขาเข้าบ้านแทน
ทว่าเรือนเล็กมีสัญญาซื้อขายที่ดินอยู่ในมือของจางเซียงเหลียน
การกลับบ้านของตัวเองจึงเป็นเรื่องชอบธรรม พ่อครัวคงก็ได้แต่
ตามมาอย่างเซ่อซ่า ควรช่วยอะไรก็ช่วย ควรทำงานอะไรก็ทำ
บางครั้งพอเจียงเซิงออดอ้อนท่านป้าของนาง เขาก็ต้องยอมออกมา
ช่วยเหลือแบบไม่ลังเล
“อะไรนะ เจ้าจะทำขนมหรือ?” พ่อครัวคงถามเสียงดัง “กิจการ
ของร้านจิ่วเจินไม่ดีแล้วหรือ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ” เจียงเซิงตอบอย่างเฉียบขาด “ข้าอยาก
ทำขนมชั้นสูงขายให้กับคนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง แต่เพราะเวลา
กระชั้นชิด จึงกลัวว่าจะทำให้ป้าลำบากสักหน่อย”
“การสอบในวังหลวงของพี่ใหญ่มีเพียงครั้งเดียว มีเขาช่วยป่าว
ประกาศให้พวกเรา ขนมคงจะขายได้ไม่ยาก”
จางเซียงเหลียนพยักหน้าเบา ๆ หลังจากดูแลร้านมานาน นางก็
ไม่ใช่สตรีอ่อนแอขี้ขลาดที่รู้จักแต่เย็บปักถักร้อยและซักผ้าเหมือนแต่
ก่อน
ความยากลำบากในการทำการค้าอยู่ที่ชื่อเสียงและความนิยม
อย่างแรกยังสามารถใช้ขยันขันแข็งเพื่อแลกมาได้ แต่อย่างหลังต้อง
อาศัยโอกาส สถานที่ และผู้คนที่เอื้ออำนวย
สวี่โม่ข้ามผ่านจากการสอบขุนนางไปจนถึงการสอบในวังหลวง
ไม่ว่าจะเป็นจิ้นซื่อหรือถงจิ้นซื่อ ล้วนเป็นการดึงดูดสายตาของผู้คน
ในเมืองหลวงได้
หากเด็กหนุ่มโชคดีได้รับตำแหน่งขั้นหนึ่งมา เขาก็จะกลายเป็น
ป้ายป่าวประกาศที่มีชีวิต
แม้ไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ แต่แค่เห็นสีหน้าคาดหวังของเจียงเซิง
จางเซียงเหลียนก็ไม่อาจปฏิเสธได้ นางจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
และตอบรับว่า “ได้”
คืนนั้น สองสามีภรรยาต่างก็เริ่มยุ่งวุ่นวาย
กระทั่งดึกดื่นจึงได้พักผ่อน
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง นางก็รีบมาที่นี่อีกครั้ง ครุ่นคิด ศึกษา ปรับ
ปรุ ทดสอบ และล้มเลิก เพื่อทำขนมให้ออกมาดีที่สุด
ตอนที่พวกเด็ก ๆ ตื่นนอน พวกเขาทั้งหมดก็รีบมาลองชิม ดื่มชา
วิจารณ์ และให้คำแนะนำ
คนทั้งเรือนเล็กตกอยู่ในความวุ่นวาย ไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องราว
ภายนอก
และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพลาดความโกลาหลในเมืองหลวง
รวมถึงการโต้เถียงว่าใครจะได้รับตำแหน่งขั้นหนึ่ง
เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการสอบวังหลวงไม่ใช่ความลับ และ
ไม่ใช่แค่คนตระกูลใหญ่เท่านั้นที่รู้ข่าว
ธนาคารใต้ดินถึงกับจัดการเดิมพันว่าใครจะได้เป็นขั้นหนึ่งใน
การสอบ ระหว่างสวี่โม่กับฟางหยวน
หรืออาจเป็นไปได้ว่าเด็กหนุ่มทั้งสองคนจะได้รับตำแหน่งขั้นหนึ่ง
พร้อมกัน
ทว่าเรื่องนี้มีเงื่อนไขสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง คือฟางหยวนและสวี่โม่
ต่างตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตการสอบที่สร้างความตกตะลึง
ให้กับราชวงศ์ต้าอวี๋เมื่อปีที่แล้ว ตั้งแต่ศาลาว่าการเมืองหลวงไปจนถึง
ท้องพระโรง ไม่มีใครสามารถแยกแยะจริงเท็จได้ และไม่มีใครสามารถ
ชี้ตัวคนทุจริตได้
เพื่อค้นหาความจริง ราชสำนักจึงตัดสินใจให้มีการสอบใหม่ ผล
ปรากฏว่าทั้งสองคนต่างก็สอบผ่าน
ครั้งนี้สวี่โม่เอาตำแหน่งฮุ้ยหยวนเพื่อพิสูจน์ตัวเองไปได้ ทำให้
ผู้คนมากมายหันมาเข้าข้างเขา และเชื่อว่าตระกูลฟางทุจริตการสอบ
ขุนนางและรังแกบัณฑิตยากจน
ใครจะคาดคิดว่าฟางหยวนก็สอบผ่านเช่นกัน แม้จะได้อันดับ
กลาง ๆ แต่การสอบขุนนางนั้นเข้มงวดมาก ไม่มีหลักฐานใดให้สงสัย
การสอบติดอันดับก็ถือเป็นการพิสูจน์ความสามารถแล้ว แม้แต่เทพ
แห่งวรรณกรรมลงมาจุติก็ไม่อาจได้เป็นฮุ้ยหยวนทุกครั้งไป
ด้วยเหตุนี้ การสอบในวังหลวงจึงกลายเป็นการตัดสินที่สำคัญ
ที่สุด
ความเป็นเลิศของสวี่โม่นั้นไม่ต้องสงสัย วิธีคิดแบบตีด้วยไม้แล้ว
ให้ขนมปลอบ แม้แต่ขุนนางชั้นสูงก็ต้องชื่นชม ผลงานการเขียนของ
เขาในการสอบวังหลวงถูกคัดลอกเก็บไว้ในหอเหวินชาง ต่างขนาน
นามว่าเป็นผลงานอันยอดเยี่ยมของคุณชายไผ่เขียว
แม้วิธีคิดของฟางหยวนจะทำให้คนตระกูลใหญ่หลายตระกูลไม่
พอใจ แต่กลับตรงใจฝ่าบาทและได้รับการสนับสนุนจากสามัญชน
อีกทั้งยังมีคำมั่นในท้องพระโรงเมื่อปีก่อน จึงดูท่าว่าเขาคงจะมีชัยอยู่
ในมือแล้ว
ดังนั้นการพนันนี้ นอกจากจะมีตัวเลือกให้ทั้งสองคนได้ขั้นหนึ่ง
แล้ว จึงยังมีตัวเลือก “ได้ลำดับขึ้นเดียวกัน” อีกด้วย
แต่ชาวเมืองไม่ได้โง่เขลา
เมื่อปีที่แล้วทั้งสองคนยังไม่ได้สร้างความวุ่นวายในท้องพระโรง
ด้วยเรื่องการทุจริตการสอบ แต่วันนี้กลับได้ลำดับขั้นหนึ่งพร้อมกัน
นั่นจะไม่ใช่การตบหน้าเชื้อพระวงศ์หรอกหรือ สุดท้ายแล้วมันเป็น
การกำลังปกปิดการคดโกงของใครกันแน่?
หากการสอบขุนนางยังมีคนทุจริตได้ แล้วในใต้หล้านี้จะยังมีที่ใด
ยุติธรรมอีก?
จิตใจของราษฎรคงพังทลาย บ้านเมืองย่อมกำลังจะล่มสลาย
แม้ว่าทั้งสองคนจะมีความสามารถเท่าเทียมกัน แต่ราชสำนักก็
สามารถเลือกให้เป็นที่หนึ่งได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนอีกคนต้อง
ยอมรับตำแหน่งขั้นสองไปพร้อมกับน ้าตาแห่งความขมขื่น
ดังนั้นทุกคนจึงยิ่งรอคอยว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นสวี่โม่หรือฟาง
หยวน
หากเลือกฟางหยวน ย่อมหมายถึงการสละคนที่มีความสามารถ
คนหนึ่งไป และขัดกับเจตนารมณ์เดิมของราชสำนักที่อยากส่งเสริม
คนรุ่นหลัง
หากเลือกสวี่โม่ ก็หมายถึงการขัดเคืองใจกับตระกูลฟาง และต้อง
ละทิ้งการเก็บภาษีเหล่าคนรวยที่ราชสำนักรู้สึกสนใจ
เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว คนรุ่นหลังที่มีความสามารถโดด
เด่นนั้นมีอยู่บ่อยครั้ง ทุกสามปีก็จะมีฮุ้ยหยวนคนหนึ่งโผล่มา ด้วย
เหตุนี้ความโดดเด่นของสวี่โม่จึงลดน้อยลงไปมาก
ในทางกลับกัน บรรดาลูกหลานตระกูลฟางก็ได้รับการสนับสนุน
จากตระกูลขุนนาง การกล้าเสนอให้เก็บภาษีคนรวยและถึงขั้นยินดีจะ
เป็นผู้นำในการจ่ายภาษี ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูมีประโยชน์มากกว่า
ฮุ้ยหยวนที่โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง
ตราบใดที่ราชวงศ์ไม่โง่งม การเลือกว่าจะเป็นใครคงไม่ต้อง
พิจารณามากนัก
ด้วยเหตุนี้ ตัวเลือกของฟางหยวนจากธนาคารใต้ดินจึงได้รับ
ความนิยมมากกว่าตัวเลือกของสวี่โม่
“ข้าได้ยินมาว่าแปดในสิบของคนที่เข้าธนาคารเลือกคุณชาย
ฟางคนนั้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รายงานเสียงเบาต่อเงาร่างชุดดำ “สอง
ในสิบเลือกคุณชายสวี่ และองค์ชายใหญ่ก็ส่งคนมาวางเดิมพันสาม
พันตำลึง พนันว่าคุณชายฟางจะติดหนึ่งในสามอันดับแรก”
เงาร่างชุดดำพยักหน้า หยิบตั๋วเงินมูลค่าห้าพันตำลึงออกมาจาก
อกเสื้อ “อย่าลืมวางเดิมพันแทนข้าด้วย”
แม้ว่านี่จะเป็นทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามีแล้วก็ตาม
“องค์ชาย”
องครักษ์ร้องด้วยความตกใจ เห็นได้ชัดว่าเขารู้เรื่องภายในของ
อีกฝ่าย
“ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ ฮ่องเฮาทรงทิ้งเงินไว้ให้พระองค์เพียงเท่านี้
หากใช้ไปหมดแล้วจะทำอย่างไรเล่า”
“หมดแล้ว?”
เด็กหนุ่มชุดดำหัวเราะเบา ๆ
“วางใจเถอะ มันจะไม่มีวันหมดหรอก”
เขาล้วงแป้งคุณภาพต ่าออกมาจากแขนเสื้อ แล้วทาลงบนแก้ม
เลียนแบบน้องสาว ก่อนจะเก็บกลับเข้าไปในแขนเสื้อ
“เสด็จพ่อคงกำลังลังเลอยู่ที่ตำหนักไท่เหอว่าจะเลือกใคร ข้าใน
ฐานะลูกชายก็ต้องไปช่วยแบ่งเบาภาระของพระองค์บ้าง”
กำแพงวังสูงตระหง่าน หนทางยังอีกยาวไกล เขากำสายรัดผมสี
แดงไว้ในมือ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเยือกเย็นและมั่นคง