พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 399 ปากหวานก้นเปรี้ยว
ตามกฎของราชวงศ์ เมื่อโอรสยังเยาว์วัยจะอาศัยอยู่กับพระ
มารดาในวังหลัง เมื่ออายุหกขวบจะย้ายไปอยู่ที่ตำหนักตะวันออกและ
ตะวันตกทั้งห้าของฮ่องเต้ หลังอายุสิบห้าปีก็จะบรรลุนิติภาวะ ได้รับ
พระราชทานตำแหน่งและออกจากวังไปตั้งจวนของตนเอง
องค์ชายใหญ่อายุสิบเจ็ดปีแล้ว ออกจากวังไปตั้งจวนมาสองปี
ต้องเดินทางจากนอกวังเข้ามาในวัง ระยะทางจึงค่อนข้างไกล
เด็กหนุ่มในชุดดำจงใจชะลอฝีเท้า กระทั่งผ่านไปสองถ้วยชาจึง
ค่อย ๆ เดินทางมาถึง
ท้องพระโรงของตำหนักไท่เหอที่เงียบสงบยังคงสง่างามและ
ยิ่งใหญ่เช่นเคย เมื่อเทียบกับวันที่มีการสอบในวังหลวง ขาดเสียง
อึกทึกและความคึกคักจากเหล่าบัณฑิต ก็ดูคล้ายเป็นสัตว์ร้ายที่โดด
เดี่ยวอ้างว้างหมอบอยู่บนพื้น
หัวหน้าขันทีพร้อมกับเด็กฝึกหัดสองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู พอ
เห็นเขาก็รีบเดินเข้ามาคำนับ “คารวะองค์ชายห้า ขอพระองค์ทรงพระ
เจริญ”
“หัวหน้าอู๋ลุกขึ้นเถิด”
เด็กหนุ่มยื่นมือไปประคอง รับการคำนับเพียงครึ่งเดียว
“ท่านอายุมากกว่าเสด็จพ่อของข้าเสียอีก พวกข้าเติบโตมา
ภายใต้สายตาของท่าน จะรับการคำนับเช่นนี้ได้อย่างไร”
แม้มีความแตกต่างระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง แต่เหล่าราชวงศ์
คือสวรรค์
แม้แต่หัวหน้าขันทีก็ยังต้องคำนับเยี่ยงทาส ทว่าองค์ชายห้ากลับ
หยิบยกเรื่องอายุมาอ้างพร้อมแสดงความเคารพได้อย่างเหมาะสม
เช่นนี้ ใครเล่าจะไม่ยินดี
“ไม่หรอกพ่ะย่ะค่ะ การคำนับต่อพระองค์เป็นสิ่งที่ถูกต้อง”
หัวหน้าอู๋ลุกขึ้นตามจังหวะ ในใจรู้สึกอบอุ่น
“พระองค์มาเข้าเฝ้าฝ่าบาทใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่องค์ชาย
ใหญ่ทรงเข้าไปก่อนแล้ว ทั้งยังนำขนมจากนอกวังมาถวายฝ่าบาท
ด้วย ฝ่าบาททรงพอพระทัยมาก”
นี่เป็นการเปิดเผยข่าวสารเงียบ ๆ ว่าองค์ชายใหญ่กับฝ่าบาทมี
ความสัมพันธ์พ่อลูกที่อบอุ่น และพวกเขาก็กำลังสนทนากันอย่าง
สนุกสนาน
เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีดำยิ้มน้อย ๆ พยักหน้าขอบคุณหัวหน้าอู๋
แล้วเดินเข้าท้องพระโรง
ขันทีน้อยได้รายงานเรื่องนี้แล้ว คนในท้องพระโรงจึงหยุดพูดคุย
กันพร้อมทั้งหันมามองทางนี้
เมื่อเห็นเงาร่างของเด็กหนุ่มที่เดินเข้ามาเพียงลำพัง องค์ชาย
ใหญ่ก็ยกยิ้ม
“เสด็จพ่อ ดูเหมือนว่าสิ่งที่ลูกพูดจะไม่ผิดนะพ่ะย่ะค่ะ น้องห้านึก
ถึงบัณฑิตคนนั้นจริง ๆ และคงต้องการมาขอร้องเสด็จพ่อแทนเขา”
องครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่นอกท้องพระโรงรู้สึกหนักใจ นึกถึงสี่คำนั้น
อย่างไม่มีสาเหตุ คนชั่วฟ้องก่อน
หัวหน้าขันทีที่เฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ พูดเสริมขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะว่า
“ตั้งแต่องค์ชายใหญ่มาถึงจนตอนนี้ พระองค์เพียงบอกว่าจะนำขนม
มาถวายฝ่าบาท ไม่เคยพูดถึงเรื่องการสอบในวังหลวงแม้แต่คำเดียว”
หัวใจขององครักษ์ประจำพระองค์ยิ่งจมดิ่งลงไปอีก
ทุกคนต่างคิดว่าองค์ชายใหญ่รีบร้อนมาที่นี่ก็เพื่อเรื่องตำแหน่ง
จอหงวนของฟางหยวน และเพื่อมาวิงวอนให้กับตระกูลฟาง
แต่ผลปรากฏว่าเขาไม่เพียงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ แต่กลับขุด
หลุมพรางให้องค์ชายห้าล่วงหน้าอีก ด้วยการบอกเป็นนัยว่าเขารู้เห็น
กับบัณฑิตสวี่คนนั้น และถูกสงสัยว่าอยากแย่งอำนาจ
ดังนั้นเส้นทางที่จะเดินต่อและเส้นทางถอยกลับจึงเต็มไปด้วย
โคลนตม
การเอ่ยปากเท่ากับยอมรับข้อกล่าวหา การปิดปากก็เท่ากับการ
วิ่งหนีอย่างเสียเวลา
ขณะที่ทุกคนกำลังกังวลเกี่ยวกับองค์ชายผู้อายุน้อยที่สุด
พระองค์นี้ เขากลับเงยหน้าขึ้นมาอย่างสงบ “ลูกถวายพระพรเสด็จ
พ่อ คารวะเสด็จพี่ใหญ่ ดูท่าว่าเสด็จพี่ใหญ่จะทายถูกแล้ว ลูกมาครั้ง
นี้ก็เพื่อจะขอร้องแทนคุณชายฟาง ขอเสด็จพ่อประทานตำแหน่งขุน
นางขั้นหนึ่งให้เขาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เขาเปิดปากเอื้อนเอ่ยแล้ว เอื้อนเอ่ยแล้ว
องค์ชายใหญ่ยังไม่ทันได้พอใจ รอยยิ้มก็พลันแข็งค้าง
คุณชายฟาง? คุณชายสวี่?
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าองค์ชายห้าจำชื่อคนผิดหรือไม่ ทำไมถึงได้
พาดพิงถึงฟางหยวนแทน
แม้แต่ฮ่องเต้ที่อยู่บนบัลลังก์มังกรก็ยังขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ขอเสด็จพ่อโปรดอภัยที่ลูกสืบเรื่องการทุจริตสอบขุนนางเมื่อปี
ก่อน และได้รู้เรื่องที่เสด็จพ่อทรงสัญญาจะมอบตำแหน่งสามอันดับ
แรกให้เขา แม้ตระกูลฟางจะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่มาจากตระกูลฝ่ายบู๊
แต่คุณชายฟางผู้นี้ก็มีความสามารถจริง ๆ หากพลาดท่าเสียโอกาส
ไป คงเป็นเรื่องน่าเสียดายของราชวงศ์ต้าอวี๋แล้ว” เด็กหนุ่มในชุดดำ
ยังคงพูดต่อไปอย่างมั่นใจ
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่การเก็บภาษีจากคนรวยก็เป็นกลยุทธ์
ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ การที่พวกเขาเต็มใจจะเป็นคนนำ
ในการจ่ายภาษีเองนั้น แสดงถึงจิตใจของนักรบผสมกับความเมตตา
ของขุนนาง หากคนเช่นนี้ไม่ได้ตำแหน่งขั้นหนึ่ง แล้วใครจะสมควร
ได้เล่าพ่ะย่ะค่ะ!”
น ้าเสียงของเขาจริงใจหนักแน่น การยกย่องฟางหยวนของเขา
นั้นถึงขีดสุดแล้ว
องค์ชายใหญ่รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ สงสัยว่าตนเองเปลี่ยนเป็นคน
สนับสนุนสวี่โม่เสียเอง
“อีกอย่าง คำพูดของฮ่องเต้เป็นดั่งทองคำ เมื่อปีที่แล้วเสด็จพ่อ
ทรงรับปากกับตระกูลฟางเอาไว้ บัดนี้ก็ควรจะทำตามสัญญานั้น”
เด็กหนุ่มชุดดำยิ้มพลางเอ่ยต่อ
ในที่ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น แววตาของฮ่องเต้พลันวาบขึ้นด้วย
ความไม่พอใจ แต่ก็รีบเก็บซ่อนสิ่งนั้นไว้อย่างรวดเร็ว
ในเมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว หากไม่มีตำแหน่งขั้นหนึ่งให้กับฟาง
หยวนก็คงจะไม่เหมาะสม
ส่วนจะให้ตำแหน่งอะไร ไม่ว่าจะเป็นจอหงวน ปั๋งเหยี่ยน หรือทั่นฮ
วาก็แทบจะไม่มีความแตกต่างกัน
องค์ชายใหญ่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในใจเกิดความยินดี
แต่ก็ยังมีความกังวลเล็กน้อย
ก่อนที่เขาจะคิดอะไรออก เด็กหนุ่มในชุดดำก็ประสานมือคำนับ
อีกครั้ง
“อ้อ เสด็จพ่อ ตระกูลฟางมีทรัพย์สินมากมาย ไม่ทราบว่าครั้งนี้
จะสามารถส่งเงินมาได้เท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอให้เหล่าทหารที่
ชายแดนได้กินอิ่มท้อง และจัดหาเสื้อผ้ากันหนาวสำหรับฤดูหนาว
ได้?”
ฮ่องเต้ที่กำลังครุ่นคิดและองค์ชายใหญ่ที่กำลังลิงโลดอยู่ในใจ
ต่างพากันเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน
“อะไรนะ?”
เด็กหนุ่มในชุดดำทำหน้าไร้เดียงสา
“เสด็จพ่อยินดีจะมอบตำแหน่งขุนนางขั้นหนึ่งให้เขาแล้ว แต่
ตระกูลฟางกลับจะเป็นฝ่ายผิดคำพูด ไม่ยอมส่งเงินมาหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เจ้า…”
องค์ชายใหญ่ตกใจ ในที่สุดก็เข้าใจความหมายองค์ชายห้าที่เอา
แต่พูดถึงเงินทอง มันเป็นการบอกให้ทุกคนรู้ว่าตระกูลฟางใช้เงินซื้อ
ตำแหน่ง!
หากยังเก็บภาษีคนรวยต่อไปอีกก็เท่ากับเปลี่ยนตระกูลฟางให้
กลายเป็นลูกธนูที่ยิงใส่คนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง
ทว่าทั้งเขาและตระกูลฟางต่างก็ปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็น
สิ่งที่ฟางหยวนเสนอขึ้นมาเอง มันเป็นการแสดงความจงรักภักดีของ
ตระกูลฟางเพื่อแลกกับลำดับขั้นหนึ่ง
แต่ตำแหน่งขั้นหนึ่งที่ซื้อมาด้วยเงินจะทำให้ผู้คนยอมรับได้
อย่างไร จะเปลี่ยนจากขุนพลเป็นขุนนางได้อย่างไร
ในท้องพระโรงห้ามส่งเสียงดัง องค์ชายใหญ่จึงได้แต่อดกลั้น
เอาไว้ กระทั่งฝ่าบาททรงเหน็ดเหนื่อยและสั่งให้พวกเขาออกไป จึง
ค่อยขอตัวออกมาพร้อมกับองค์ชายห้า
พอออกมาจากตำหนักไท่เหอได้ ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวต้อง
ถามออกไป “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ รีบร้อนมาที่นี่เพียงเพราะจะ
เรียกเงินจากตระกูลฟางหรือ? มันจะมีประโยชน์อะไรกับเจ้า?”
เด็กหนุ่มชุดดำหันกลับมาด้วยสีหน้าไร้เดียงสาเหมือนเดิม
“เสด็จพี่ใหญ่กำลังพูดอะไรอยู่หรือ ข้าไม่เข้าใจ ตอนนี้ฟ้ามืด
แล้ว พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันประกาศผลสอบ ท่านควรรีบไปปรึกษากับคน
ตระกูลฟาง ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่จึงจะคู่ควรกับตำแหน่งขั้นหนึ่งนี้”
หลังพูดจบเขาก็เดินจากไปอย่างสง่างาม
เมื่อระยะห่างระหว่างทั้งสองคนมีมากแล้ว องครักษ์ประจำตัวที่ได้
ยินทุกอย่างตลอดก็อดถามไม่ได้ “องค์ชายใหญ่พูดถูกเรื่องหนึ่งนะ
พ่ะย่ะค่ะ เหตุใดองค์ชายถึงต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยากเช่นนี้
หากไม่ได้ต้องการให้สวี่ฮุ้ยหยวนได้รับตำแหน่งขั้นหนึ่ง ซ ้ายังต้องขัด
เคืองใจกับตระกูลฟางโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้ด้วย?”
เด็กหนุ่มชุดคลุมสีดำยิ้มบาง ไม่ตอบคำถาม แต่กลับพูดถึง
สถานการณ์ปัจจุบันในเมืองหลวง
“แม้แต่ชาวบ้านในเมืองหลวงส่วนใหญ่ก็ยังเดิมพันให้ฟางหยวน
นั่นแสดงว่าการที่เสด็จพ่อจะเอนเอียงไปทางตระกูลใหญ่นั้นเป็นสิ่งที่
ผู้คนปรารถนา”
แต่หากเสด็จพ่อจะลำเอียงจริง ๆ เหตุใดจึงยังลังเลไม่ตัดสินใจอีก
ราชวงศ์ เชื้อพระวงศ์ ฮ่องเต้
คนที่สามารถนั่งอยู่บนตำแหน่งนั้นได้ ย่อมไม่ชอบถูกจำกัด
อำนาจแน่นอน แต่น่าเสียดายที่ฮ่องเต้องค์ก่อนได้กระจายอำนาจ
ออกไปมากเกินไป ทำให้อิทธิพลของคนตระกูลใหญ่แข็งแกร่งอย่างที่
ไม่เคยมีมาก่อน
หากฝ่าบาทต้องการควบคุมตระกูลใหญ่ ก็จำเป็นต้องส่งเสริมคน
ที่มีความสามารถรุ่นเยาว์ คนที่ยากจน คนที่ไม่ได้พึ่งพาคนจาก
ตระกูลใหญ่ และเป็นขุนนางที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งจากฮ่องเต้เท่านั้น
สวี่โม่คือคนรุ่นเยาว์ ฟางหยวนคือคนตระกูลใหญ่
คนแรกคือสิ่งที่ฮ่องเต้ต้องการ คนหลังคือคำสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์
ขณะเดียวกัน การมอบตำแหน่งให้ทั้งสองคนอยู่ขั้นเดียวกัน เท่ากับ
เป็นการทำลายความยุติธรรมของการสอบขุนนาง
“ดังนั้นองค์ชายจึงชี้ทางให้ฝ่าบาท ให้ฝ่าบาทสามารถมอบ
ตำแหน่งขั้นหนึ่งให้คุณชายฟางได้อย่างราบรื่นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์เปลี่ยนจากการตกใจเป็นดีใจ
“หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ให้เป็นขุนนางขั้นหนึ่งร่วมกันอย่าง
ราบรื่น”
หากฮ่องเต้ต้องการส่งเสริมคนรุ่นเยาว์ สวี่โม่ผู้ไร้ที่พึ่งก็คือ
ตัวเลือกที่ดีที่สุด ส่วนว่าใครจะได้เป็นจอหงวนนั้น ก็ต้องดูว่าระหว่าง
คนรุ่นเยาว์กับคนจากตระกูลเก่าแก่ ใครจะมีน ้าหนักในใจฮ่องเต้
มากกว่ากัน
“เจ้าวางเดิมพันอย่างที่ข้าบอกไว้แล้วหรือยัง?” เด็กหนุ่มในชุด
คลุมดำเดินห่างออกไป “อัตราต่อรองสูงหรือไม่?”
“สูงพ่ะย่ะค่ะ สูงมากทีเดียว องค์ชายทรงวางพระทัยได้ พวกเราจะ
มีโอกาสร ่ารวยกันแล้ว…”