พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 400 จับคู่หลังประกาศผลสอบ
วันประกาศผลการสอบขุนนางเป็นวันแห่งเกียรติยศของวงศ์
ตระกูล
เรื่องอื้อฉาวอย่างการทุจริตการสอบเมื่อปีที่แล้ว ทำให้คนทั้งเมือง
หลวงต่างจับตามองสวี่โม่กับฟางหยวน ส่วนปีนี้การพนันใต้ดินก็ได้
ผลักดันให้ตำแหน่งขั้นหนึ่งกลายเป็นที่คาดหวังของผู้คน
ตระกูลที่ร ่ารวยส่งบ่าวชายหญิงมา ส่วนพวกชาวบ้านที่ไม่มีเงินก็
มาเฝ้าดูด้วยตัวเอง ทำให้หน้าประตูสำนักสอบเต็มไปด้วยคนมากมาย
ยามรุ่งสาง ป้ายประกาศที่คลุมด้วยผ้าสีแดงก็ถูกนำออกมา สาย
ลมพัดริ้ว ตัวอักษรสีทองปรากฏอย่างเลือนราง
เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการซึ่งเตรียมฆ้อง กลองและผ้าไหมแดงไว้
พร้อมแล้ว รอคอยโอกาสจะลงมือเช่นกัน
เมื่อดวงอาทิตย์โผล่ขอบฟ้ามา ผู้คุมสอบก็ลงมือดึงผ้าแดงลง
ด้วยตนเอง ทุกคนต่างเบิกตากว้างอย่างอดไม่ได้
สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นคือรายชื่อคนที่สอบได้ขั้นหนึ่ง
จอหงวนคือสวี่โม่ ปั๋งเหยี่ยนคือซุนเสี่ยวเซิง และทั่นฮวาคือฟาง
หยวน
ทุกคนที่เดิมพันไว้ต่างอุทานด้วยความประหลาดใจ บางคนที่ใจ
กล้ากว่าก็ถึงกับอดไม่ไหว ตะโกนออกมาว่า “นี่จะมีคนที่สอบได้ขั้น
หนึ่งร่วมกันได้อย่างไร ปีที่แล้วยังมีการทุจริตการสอบ แต่ปีนี้กลับมี
คนที่สอบได้ลำดับขั้นร่วมกัน การสอบขุนนางเป็นเรื่องตลกหรือ
อย่างไร?”
“หากการสอบขุนนางไม่ยุติธรรม แล้วจะมีความหมายอะไรให้
ต้องพยายามอีกเล่า”
“พวกเขาเทียบเคียงกันไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้!”
“ทำไมมันจะเป็นไปไม่ได้เล่า!” มีคนหนึ่งก้าวออกมา กล่าวอย่าง
ไม่สบอารมณ์ว่า “คุณชายตระกูลฟางเสนอให้เก็บภาษีและกล้า
บริจาคเงินหนึ่งแสนตำลึง เพียงพอให้ทหารชายแดนทุกคนได้มีเสื้อ
คลุมกันหนาวคนละตัว ผลงานยิ่งใหญ่เช่นนี้ ไม่สมควรกับตำแหน่ง
บัณฑิตทั่นฮวาหรือ?”
เรื่องลำดับมีมาแต่โบราณ
คนที่มีทั้งความสามารถและรูปโฉมงดงาม คือจอหงวน
คนที่มีความสามารถเพียงพอ แต่รูปโฉมด้อยกว่าเล็กน้อยจะได้
เป็นปั๋งเหยี่ยน
ส่วนคนที่ขาดความสามารถ แต่มีรูปโฉมโดดเด่นจะได้เป็นทั่นฮ
วา
แม้คุณชายฟางจะมีความสามารถและรูปโฉมธรรมดา แต่พวก
เขาสร้างคุณูปการมากมาย การให้ตำแหน่งทั่นฮวาจึงนับว่าไม่
ขาดทุน
“ตระกูลฟางนี่เสียสละเพื่อให้ได้ตำแหน่งขั้นหนึ่งมาจริง ๆ”
ชาวบ้านถากถาง แต่กลับพบว่าตระกูลฟางไม่ได้ส่งใครมาดูเลย
เรื่องนี้ก็ถูกต้องแล้ว จากความภาคภูมิใจกลายเป็นจุดด่างพร้อย
ใครเล่าจะกล้าโผล่หน้ามา
โชคดีที่ยังมีจอหงวนกับปั๋งเหยี่ยนอยู่ ชาวบ้านจึงพากันตื่นเต้น
อีกครั้ง วิพากษ์วิจารณ์สองยอดคนหนุ่มผู้มีพรสวรรค์
ญาติมิตรที่คุ้นเคยกันต่างดีใจจนแทบบ้า พยายามมองหาพวก
เขาท่ามกลางทะเลผู้คน
“พี่สวี่ พี่สวี่อยู่ที่ไหน เจ้าได้เป็นจอหงวนแล้ว ได้เป็นจอหงวนแล้ว
จริง ๆ ฮือ ๆ”
จ้าวหยวนน ้าตานองหน้า ส่งเสียงร้องไห้
ไม่ใช่แค่จอหงวนเท่านั้น แต่ยังเป็นเหลียนจงซานหยวนด้วย เมื่อ
เทียบกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนของผู้อื่น มีเพียงจ้าวหยวนเท่านั้น
ที่เชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์และดื้อรั้นว่าสหายที่อ่อนโยนดั่งต้นไผ่ผู้นี้ จะ
สามารถยืนหยัดอยู่บนยอดเขาสูงและมองลงมาชื่นชมทิวทัศน์อัน
งดงามได้
แล้วในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ
“พี่สวี่อยู่ไหน พี่สวี่อยู่ไหน”
ฉีหวายกับอันจวิ่นที่ได้รับการจัดอันดับขั้นสองก็วิ่งมาหา สีหน้า
เปี่ยมด้วยความยินดี
“ทำไมหาเขาไม่เจอเลยเล่า”
ท่านผู้อาวุโสที่คุ้นเคย เหล่าเด็กสาวผู้งดงาม และสหายที่กำลัง
ตื่นเต้นดีใจ ทุกคนต่างมองหาสวี่โม่
ส่วนเขาในตอนนี้นั่งอยู่บนรถ มือถือตะกร้าขนมจินหวงเกา ใน
ใจทั้งขำทั้งเศร้า
“พี่ใหญ่ เดี๋ยวท่านถือขนมจินหวงเกาของพวกเราออกไป หาก
พบใครก็มอบให้สองชิ้น บอกว่าเพื่อความเป็นสิริมงคล”
เจียงเซิงพูด ใต้ดวงตาสองข้างมีรอยคล ้าใหญ่ นางสั่งการพี่ชาย
อย่างละเอียด
“หากมีคนถาม ท่านก็บอกว่าเป็นขนมจากร้านจิ่วเจิน เข้าใจ
หรือไม่”
“เข้าใจแล้ว” สวี่โม่รับคำ
เจียงเซิงจึงพยักหน้าอย่างพอใจ ไม่เสียแรงที่นางอดหลับอดนอน
เพื่อคิดค้นขนมแบบใหม่นี้
เจิ้งหรูเชียนเลิกม่านรถม้าขึ้น เหล่าพี่น้องต่างทยอยลงมาทีละคน
เพิ่งยืนได้มั่นคงก็ถูกเหล่าญาติมิตรที่กำลังตื่นเต้นราวกับหมาป่าและ
เสือก็เห็นเข้าทันที
“ดูสิ! จอหงวนอยู่ตรงนั้น” จ้าวหยวนสายตาเฉียบคม
ผู้คนมากมายมองมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งมิตรสหายที่
ตื่นเต้น ผู้อาวุโสที่เปี่ยมด้วยความเมตตา และคนที่ผ่านไปมาด้วย
ความชื่นชม รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ตีฆ้องร้องป่าว
สวี่โม่พลันตกตะลึง
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้รับดอกไม้แดงและเสียงอวยพร แต่ป้ายสี
แดงสดที่มีตัวอักษรสีทองเขียนชื่อจอหงวนอยู่ต่างหากที่สำคัญ
“ขอแสดงความยินดีกับจอหงวนสวี่ ขอแสดงความยินดีกับจอหง
วนสวี่!” เจ้าหน้าที่กล่าวคำเอาใจ ญาติมิตรต่างพากันห้อมล้อมมา
ด้วยความยินดี
แม้แต่น้องชายน้องสาวก็ยังดีใจจนสีหน้าเบิกบาน
มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองไปทางวังหลวงด้วยความรู้สึกปวดร้าวจน
อยากจะสะอื้น
เจ้าห้า…
เรื่องราวในอดีตถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เด็กหนุ่มรูปงามและดู
อ่อนแอบอบบางซึ่งเต็มใจจะไปทุกที่ ยกเว้นการได้เข้าใกล้วังหลวง
เขารู้จักเมืองหลวงและคนตระกูลใหญ่อย่างทะลุปรุโปร่ง กระทั่งยัง
กล้าหลอกลวงกงชินอ๋องซื่อจื่อ และมองเงินทองเป็นเพียงขยะไร้ค่า
เขาน่าจะไม่ชอบสถานที่แห่งนั้น แต่กลับเลือกจะไปในช่วงสำคัญ
ของการสอบวังหลวงแบบนี้
มีคำกล่าวว่า การมีคนรู้จักในราชสำนักทำให้จัดการเรื่องต่าง ๆ
ได้ง่าย แต่สวี่โม่หวังเพียงว่าเขาจะไม่ใช่คนแบบนั้น
“โธ่เอ๊ย ดูเหมือนว่าพี่สวี่จะดีใจจนเหม่อลอยไปแล้ว” ฉีหวายเย้า
แหย่อยู่ข้าง ๆ
“เหลียนจงซานหยวนที่สอบเป็นจอหงวนได้ตอนอายุสิบหกปี
จะต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์แน่นอน”
“แต่ไม่รู้ว่าพวกเราในฐานะสหายของพี่สวี่จะได้รับการกล่าวถึง
บ้างหรือไม่” อันจวิ่นพูดจาล้อเลียนตาม
ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของทุกคน เจียงเซิงล้วงเงิน
ออกมามอบให้เจ้าหน้าที่ที่มาแจ้งข่าวดี
ไม่ว่าจะเป็นสหายร่วมเรียนหรือชาวบ้านทั่วไป ทั้งคนที่รู้จักและ
ไม่รู้จักต่างก็มาแสดงความยินดี
สวี่โม่ได้แต่รวบรวมอารมณ์ความรู้สึก พยักหน้าและยิ้มน้อย ๆ
ไม่ลืมจะแจกขนมที่น้องสาวสั่งไว้
จวี่เหรินที่กำลังเตรียมตัวสอบรู้สึกดีใจมาก จึงถามอย่าง
กระตือรือร้น “ท่านจอหงวนกินขนมนี้ถึงได้มีความสามารถโดดเด่น
หรือ?”
สวี่โม่พูดไม่ออกตอบไม่ได้
โชคดีที่เจียงเซิงยังไม่เดินไปไกล นางกลอกตาไปมาแล้วพูดเสียง
ใสว่า “ใช่ ๆ ๆ เป็นเพราะเขากินขนมจากร้านจิ่วเจินของพวกข้านี่
แหละ”
“แล้วขนมนี้เรียกว่าอะไรหรือ?”
บัณฑิตอีกคนหนึ่งหันมาถาม เจียงเซิงเอ่ยว่า “ขนมจินหวงเกา”
แต่พอมองไปทางสวี่โม่ก็แก้คำพูดว่า “เรียกว่าขนมจอหงวน”
“ขนมจอหงวน ช่างเป็นชื่อที่ดีนัก พอกินขนมจอหงวนแล้วก็
สามารถสอบเป็นจอหงวนได้!” เหล่าบัณฑิตต่างพากันจากไปด้วย
ความตื่นเต้นยินดี
นับแต่นั้นมาร้านจิ่วเจินก็มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น ขนมจอหงวน
กลายเป็นของจำเป็นที่บัณฑิตทุกคนต้องมีก่อนสอบ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมก็ค่อย ๆ แยก
ย้ายกันไป ผู้อาวุโสที่ยืนห่างอยู่ไกลจึงได้โอกาสเข้ามา
“เด็กดี ข้าไม่ได้มองเจ้าผิด เจ้าเป็นคนมีฝีมือจริง ๆ” โต้วเว่ยหมิ
งลูบเคราพลางเดินเข้ามา “ไม่เสียแรงที่ข้าตั้งใจสังเกตเจ้าเป็นพิเศษ
ตอนสอบในวังหลวง และให้คะแนนเจ้าดีที่สุด”
สวี่โม่รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก จึงประสานมือคำนับอย่างผู้น้อย “บุณ
คุณของใต้เท้า ข้าน้อยจะไม่มีวันลืม จะจดจำไว้ในใจตลอดไปขอรับ”
“ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก” โต้วเว่ยหมิงกล่าวอย่าง
อ่อนโยน “ข้ารู้พรสวรรค์ของเจ้าดี แม้แต่ในเมืองหลวงก็ยากจะหา
ใครเทียบได้ ข้ามีบุตรสาวอยู่คนหนึ่ง นางเพิ่งเข้าสู่วัยปักปิ่น ไม่รู้ว่า
ท่านจอหงวนจะยินดีสอนวิชาความรู้ให้นางบ้างหรือไม่”
ฟังดูดีว่าเป็นการสอนหนังสือ แต่ขนบธรรมเนียมของราชวงศ์
ต้าอวี๋ยังไม่เปิดกว้างถึงขั้นให้ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพัง นี่ชัดเจน
ว่าเป็นการทาบทามสู่ขอแล้ว
สวี่โม่กำลังตกตะลึง สายตาพลันเหลือบไปเห็นร่างของผู้อาวุโส
อีกคน
ฉีกงเจิ้นพาเด็กสาวในชุดสีดำรีบร้อนมา เขาถลึงตาพลางกล่าว
ว่า “โต้วเว่ยหมิง ถึงว่าเมื่อครู่เจ้ารีบร้อนจากไป ที่แท้ก็มาสนิทสนม
กับจอหงวนนี่เอง”
ไม่รอให้ผู้อื่นได้พูด เขาก็กล่าวต่อไปว่า “ช่างบังเอิญจริง ๆ
ตระกูลฉีของข้าก็มีบุตรสาวคนหนึ่ง ทั้งยังเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับ
ท่านจอหงวน หวังว่าท่านจอหงวนจะมีเวลาว่างมาชี้แนะนางสัก
เล็กน้อย”
เด็กสาวที่แต่งกายเป็นชายยืนอยู่ด้านหลังโต้วเว่ยหมิง และเด็ก
สาวในชุดคลุมสีดำซึ่งอยู่ด้านหลังฉีกงเจิ้น ต่างซ่อนตัวอยู่หลังบิดา
ของตนพลางใช้หางตามองมาอย่างเขินอาย
ทว่าในเวลานั้น เงาร่างคุ้นตาอีกคนก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับร่าง
อรชรสูงโปร่งของเด็กสาว
“ฮ่า ๆ ทุกท่านช่างมีสายตาที่ดีจริง ๆ เมื่อปีก่อนข้าก็รู้สึกว่าเด็ก
หนุ่มคนนี้มีความสามารถน่าชื่นชม ปีนี้ก็เป็นไปตามที่ข้าคิดไว้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าคุณหนูเหยาจะคู่ควรกับท่านจอหงวนหรือไม่”
ครั้งหนึ่งที่หน้าประตูวังหลวง ขุนนางชั้นสูงสามคนต่างหัวเราะ
พูดคุยกันว่าจะเป็นพ่อสื่อให้สวี่โม่ ปีนี้ที่หน้าประตูสำนักสอบ พวก
เขาก็มาจับคู่ให้บุตรสาวของตนจริง ๆ
เด็กสาวผิวขาวนวลจากตระกูลโต้ว เด็กสาวที่ร่าเริงสดใสจาก
ตระกูลฉี และเด็กสาวที่สง่างามสุขุมจากตระกูลเหยา หากเป็นบัณฑิต
คนอื่นคงจะดีใจจนเนื้อเต้น เลือกสรรคู่ให้ตนเองอย่างพิถีพิถัน
แต่สวี่โม่กลับมึนงงและตื่นตะลึง นี่มันเรื่องอะไรกัน?