พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 401 สามสตรีแย่งชิงสามี
การจับคู่หลังประกาศผลสอบเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจาก
ราชวงศ์ก่อน แต่เดิมเป็นวิธีของครอบครัวร ่ารวยที่ไม่สามารถไต่เต้าสู่
ตำแหน่งขุนนางได้ จึงใช้วิธีจับลูกเขยในช่วงประกาศผลสอบ หวังว่า
จะได้ยกระดับสถานะทางสังคม
แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงระดับจอหงวนหรือปั๋งเหยี่ยน ตระกูลร ่ารวย
ธรรมดาย่อมไม่อาจเอื้อมถึง จึงกลายเป็นสนามแข่งขันระหว่างคน
ตระกูลใหญ่กับขุนนางชั้นสูง
ในช่วงที่ราชสำนักระแวงตระกูลใหญ่อย่างหนัก คนตระกูลใหญ่
ที่แท้จริงต่างพากันละทิ้งการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ หันไปมองหา
บัณฑิตยากจนแต่มีความสามารถแทน
ไม่ใช่แค่ตรงนี้เท่านั้น ปั๋งเหยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ถูกบ่าวรับใช้สี่คน
แบกขึ้นมาแล้ว ไม่รู้ว่าจะถูกยัดเข้าไปในรถม้าของตระกูลใหญ่ตระกูล
ไหน
เหล่าจิ้นซื่อที่เหลือก็ถูกแย่งชิงกันวุ่นวาย เจ้าดึงของเจ้า ข้าฉุด
ของข้า กลัวว่าจะพลาดตัวขุนนางคนสำคัญในอนาคต
ตระกูลเหยาและตระกูลโต้วยังดูสุภาพกว่า พวกเขาเพียงยิ้มถาม
ความเห็น แต่แววตาของผู้ใหญ่ทั้งสามที่แสดงความมุ่งมั่นจะเอาชนะ
ให้ได้ ก็ทำให้เหงื่อเย็นของสวี่โม่ผุดขึ้นบนแผ่นหลังและไหลลงมา
ตามหน้าผาก
แม้ว่าเขาจะอายุสิบหกปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยคิดถึงเรื่องแต่งงานมี
ภรรยา ยิ่งไม่เคยมีความคิดใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
เด็กสาวทั้งสามคนนั้นเขาไม่ชอบใครเลย และไม่อยากแต่งงาน
กับใครด้วย
“ใต้เท้าทั้งหลาย” สวี่โม่กัดฟันพลางคำนับหนักแน่น “ข้าน้อยมี
ความปรารถนาที่ยังทำไม่สำเร็จ ยังไม่ถึงเวลาจะคิดเรื่องคู่ครอง ขอ
อภัยที่ข้าน้อยไม่สามารถให้คำตอบแก่ใต้เท้าได้”
กล่าวจบ เขาก็โค้งคำนับอย่างจริงจัง ใบหน้าแทบจะแตะพื้น
นี่เป็นการแสดงความขอโทษอย่างสุดซึ้งแล้ว หากจะหนักแน่น
กว่านี้เขาก็คงต้องคุกเข่า
แต่ใครจะยอมให้จอหงวนคุกเข่าลงได้
โต้วเว่ยหมิงถอนหายใจ “ช่างเถอะ ๆ เรื่องเช่นนี้ไม่อาจบังคับได้
ต้องอาศัยเรื่องของบุพเพ แต่หากเจ้ามีเวลาก็มาเยี่ยมเยียนจวน
ตระกูลโต้วบ่อย ๆ ข้าจะได้สอนประสบการณ์บางอย่างให้เจ้า”
ปากบอกว่าไม่บังคับ แต่ความจริงคือยังไม่ยอมแพ้ หวังจะให้คน
หนุ่มสาวได้ใกล้ชิดกันจนเกิดความรู้สึกดี ๆ
ช่างเป็นคนตระกูลใหญ่ที่เจ้าเล่ห์จริง ๆ
ฉีกงเจิ้นจ้องมองหลังของพ่อลูกตระกูลโต้วที่เดินจากไป แต่ไม่ได้
ทำเหมือนอีกฝ่าย กลับมองบุตรสาวที่ยังคงยืนงุนงงอยู่อย่างมีนัย
เมื่อเทียบกับบุตรสาวตระกูลโต้วที่เด็กหนุ่มแทบไม่รู้จัก และ
บุตรสาวตระกูลเหยาที่เขาเคยพบไม่กี่ครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างฉีเยี่ย
กับสวี่โม่นับว่าลึกซึ้งกว่ามาก
ตอนแรกเพราะความเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนชั่ว นางจึง
เตะเขาไปทีหนึ่ง ทำให้น้องชายน้องสาวของเขาคิดว่าพี่ใหญ่เกิดเรื่อง
นางยังเคยแต่งกายเป็นชายเพื่อช่วยเหลือเขา เคยตะโกนร้องต่อสู้กับ
ศัตรู
ต่อมานางคุกเข่าต่อหน้าบิดาเพียงเพื่อช่วยตามหาความจริง
วิงวอนพี่ชายของนางแบ่งปันความรู้ให้เขาอย่างไม่เห็นแก่ตัว มายืน
มองส่งเขาเข้าวังหลวง
นางทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่สุดท้ายกลับเป็นตัวเองที่ซาบซึ้งใจ
อยู่เพียงผู้เดียว
แววตาของบิดาที่มองมาดูราวกับเห็นใจแต่ก็เหมือนเยาะเย้ยด้วย
ฉีเยี่ยโกรธจนก้าวไปข้างหน้า กัดฟันถามเขาว่า “ความ
ปรารถนาของท่านคืออะไรกันแน่?”
สวี่โม่งุนงงเล็กน้อย ก่อนจะพูดช้า ๆ ว่า “ใต้หล้าสงบสุข แม่น ้าลำ
ธารใสสะอาด”
ฉีเยี่ย “…”
“ทำไมท่านไม่อยากเหาะเหินเดินอากาศหรือมีสามหัวหกแขน
แทนเล่า!”
นางไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้อีก จึงเหยียบเท้าสวี่โม่อย่างแรง
แล้วเดินจากไป
ฉีกงเจิ้นส่ายหน้าพลางส่งเสียงจุ ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความ
สนุกสนาน
ส่วนฉีหวายที่คอยดูเหตุการณ์ถึงกับทนไม่ไหว ต้องเอามือมาปิด
หน้าไว้
พ่อลูกตระกูลฉีจากไปแล้ว เหลือเพียงสวี่โม่ที่ต้องทนเจ็บนิ้วเท้า
ใช้การหายใจลึก ๆ บรรเทาอาการ
จากคนสามตระกูลที่มาจับคู่ให้บุตรสาวก็เหลือเพียงพ่อลูก
ตระกูลเหยา ผู้นำตระกูลเหยาที่ตัวเตี้ยและอ้วนกลมหรี่ตามอง ไม่มีนัย
ลึกซึ้งหรือคำถามหยอกล้อ แต่กลับพูดกับเจียงเซิงว่า
“หลานสาว ช่วงนี้เจ้าไม่ได้ไปเล่นกับซือชิงเลยนะ พวกเจ้าสอง
คนอายุไล่เลี่ยกัน ไม่มีอะไรก็ออกไปเดินเที่ยวเล่น ให้ซือชิงซื้อของที่
เจ้าชอบให้บ้าง” เขากล่าวพลางยิ้มตาหยี
ตระกูลเจียงและตระกูลเหยาเป็นญาติกัน ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเป็น
ป้าใหญ่ของคนตระกูลเหยา หากคำนวณอย่างละเอียด เจียงเซิงก็
ควรต้องเรียกเขาว่าท่านลุง
สวี่โม่เป็นพี่ชายคนโตของเจียงเซิง ถ้านับตามความสัมพันธ์ที่
วกวน เขาก็ควรจะมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเหยาอยู่บ้าง
ไม่ต้องพูดถึงว่าเหล่าผู้นำตระกูลล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าทั้งนั้น การ
ใช้กลยุทธ์หลักแหลมพวกนี้ พวกเขาทำได้ง่ายดายราวกับเป็นเรื่อง
ปกติ
น่าสงสารก็แต่เจียงเซิงน้อยที่ยังคงยุ่งอยู่กับขนมจอหงวน นาง
จ้องตาโต ไม่รู้ว่าควรจะตอบรับคำพูดของอีกฝ่ายดีหรือไม่
ถ้าไม่ตอบ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเจียงและตระกูลเหยา
มันก็ดูจะไม่สุภาพเท่าไหร่
แต่ถ้าตอบรับไป นางก็ไม่อาจหักหลังพี่ใหญ่ของตัวเองได้
สุดท้ายเหยาซือชิงก็ยิ้มและเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์
“ช่วงนี้หากไม่ได้ยุ่งอะไร พอมีเวลาแล้ว ข้าจะพาน้องสาวออกไปเที่ยว
เล่นแน่นอนเจ้าค่ะ”
นางเดินผ่านหน้าสวี่โม่ ไม่ลืมจะใช้สายตาขอโทษเขา
ผู้นำตระกูลเหยามีสีหน้าเต็มไปด้วยความ “โกรธที่ลูกหลานไม่
เอาไหน” ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา “บุตรสาวโตแล้วบิดาก็
ควบคุมไม่ได้ เช่นนั้นข้าก็ไม่ยุ่งแล้ว พวกเจ้าคนหนุ่มสาวทำตามใจ
ชอบเถอะ”
พูดจบก็หมุนตัวจากไปอย่างสบายอารมณ์
เมื่อผู้อาวุโสทั้งหมดจากไป คนรุ่นเดียวกันที่เหลืออยู่ก็มีสีหน้า
ผ่อนคลายลงตามลำดับ
เหยาซือชิงยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ “ทำให้พวกเจ้าขบขันเสีย
แล้ว ความจริงมันควรจะเป็นวันมงคลของคุณชาย แต่กลับเป็นว่า
สร้างเรื่องตลกมากมายเช่นนี้”
“ใครใช้ให้พี่สวี่เป็นคนเก่งกาจเล่า น่าเสียดายที่แม่ข้าไม่ได้
คลอดน้องสาวสักคน แม้แต่เด็กที่พูดจาติดอ่างก็ต้องได้หมั้นหมาย
กับพี่สวี่” จ้าวหยวนกำลังถูมืออยู่ข้าง ๆ
โชคดีที่ฮูหยินจ้าวไม่ได้อยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นคงต้องได้ใช้ไม้เรียว
อันใหม่แน่
“แน่นอน พี่ใหญ่ของข้าเก่งที่สุด” เจียงเซิงเริ่มรู้สึกภูมิใจอีกครั้ง
เหมือนนกยูงตัวน้อยที่กำลังรำแพนอวดหาง “พี่ใหญ่เยี่ยมที่สุด พี่
ใหญ่มีเพียงหนึ่งเดียว พี่ใหญ่มีความสามารถด้านวรรณกรรมอันโดด
เด่น พี่ใหญ่มีความสามารถเหนือคนทั่วไป พี่ใหญ่เก่งทั้งเก่งทั้งนิสัย
และการเรียน พี่ใหญ่โดดเด่นไม่เหมือนใคร…”
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการถ่อมตัว นางคงพูดยกยอพี่ชายไปจนฟ้า
มืด
สวี่โม่ที่ยืนอยู่ได้ยินก็หูแดง ในใจรู้สึกทั้งอบอุ่นและจนปัญญา
เหยาซือชิงกลั้นหัวเราะพลางกล่าวว่า “ดี ๆ ๆ พี่ใหญ่ของเจ้าเป็น
คนเก่งกาจที่สุด ท่านจอหงวนผู้ยอดเยี่ยมรีบกลับบ้านไปเตรียมตัวรับ
ตำแหน่งขุนนางแห่งสำนักราชบัณฑิตเถอะ ยังมีขบวนแห่บัณฑิตไป
รอบเมือง และการคำนับขอบคุณญาติผู้ใหญ่มากมายอีก”
นางกล่าวลาเจียงเซิงแล้วโค้งคำนับต่อหน้าทุกคน ก่อนจะหมุน
ตัวจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
หากพูดถึงความสง่างามแล้ว สตรีตระกูลเหยาคงได้รับการยก
ย่องเป็นอันดับหนึ่ง
อันจวิ่นมองตามด้วยความหลงใหล “หากข้าเป็นพี่สวี่ ข้าจะต้อง
แต่งงานกับคุณหนูเหยาผู้นี้แน่นอน นางทั้งสง่างามและสุขุม มีความรู้
เรื่องในราชสำนัก รูปโฉมงดงาม เป็นบุปผาที่เพรียบพร้อมทั้ง
ภายนอกภายในจริง ๆ”
จ้าวหยวนเอามือเท้าคางกล่าวว่า “ข้ายังคิดว่าคุณหนูโต้วดีกว่า
ถ้าพูดถึงชาติตระกูลแล้ว ตระกูลโต้วก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลเจียง
กับตระกูลฟางเลย”
“แล้วทำไมถึงไม่มีน้องสาวของข้าเล่า” ฉีหวายอดรนทนไม่ไหว
“คุณหนูตระกูลฉีของข้าก็ไม่เลวนะ”
เหตุผลก็เป็นอย่างนั้น
แต่จอหงวนคนนี้ไม่เข้าใจเรื่องความรัก ไม่ว่าจะเป็นสาวงาม
เพียงใดก็ล้วนเป็นเพียงโครงกระดูกที่แต่งแต้มด้วยสีสันเท่านั้น
ทั้งสามคนมองหน้ากันไปมา แล้วเหลือบมองสวี่โม่ที่กำลังหัวเราะ
พูดคุยอยู่กับน้องสาว พวกเขาถอนหายใจด้วยความอิจฉา
พวกเขาไม่อาจอยู่หน้าประตูสำนักสอบได้อีกต่อไปอย่างที่เหยา
ซือชิงกล่าวไว้ การติดประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านไม่ใช่จุดสิ้นสุด ต่อ
จากนี้ยังต้องเตรียมตัวขอบคุณ รับตำแหน่ง รวมถึงเดินขบวนแห่ไป
รอบเมืองหลวงเป็นเวลาสองชั่วยามอีก
เสื้อคลุมถูกวัดตัวและตัดเย็บภายในวันประกาศผลสอบ ช่างปัก
หลายร้อยคนทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อตัดเย็บเสื้อคลุมให้พอดีตัวจิ้นซื่อ
และประดับตกแต่งหมวกจิ้นซื่อเฉพาะบุคคล
ผู้ที่เป็นสามอันดับแรกได้รับการแต่งตั้งทันที จอหงวนได้รับ
ตำแหน่งข้าราชการขั้นหก ส่วนปั๋งเหยี่ยนและทั่นฮวาได้รับตำแหน่ง
ข้าราชการขั้นเจ็ด ซึ่งหมายความว่าจะต้องเร่งมือตัดชุดขุนนางที่
ละเอียดอ่อนอีกสามชุด ไม่รู้ว่าจะต้องใช้ช่างปักกี่คน
ปีเหอฉิ่งที่สิบสอง เดือนห้า
พิธีแต่งตั้งจิ้นซื่อที่ได้รับความสนใจอย่างมากได้เริ่มขึ้นตาม
กำหนดการ โรงผลิตที่รับผิดชอบเร่งจัดส่งชุดจิ้นซื่อและหมวกขุน
นางมา เด็กหนุ่มที่เคยอ่อนแอจนต้องพึ่งพาให้น้องชายน้องสาวเลี้ยง
ดู ในที่สุดก็ก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงส่งแล้ว