พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 402 จดหมายจากแดนไกล
ภายในเรือนเล็ก
ทุกคนยกเว้นจ่างเยี่ยนนั่งอยู่ในลานบ้าน จ้องมองห้องหนังสือ
ด้วยความตื่นเต้นและกระวนกระวาย เมื่อประตูไม้ค่อย ๆ เปิดออก สวี่
โม่ในชุดคลุมยาวสีน ้าเงินสวมหมวกจิ้นซื่อก็ปรากฏกายอย่างสง่างาม
มันต่างจากบรรยากาศของบัณฑิตในชุดเขียว ชุดและหมวกจิ้
นซื่อยิ่งเพิ่มความสูงส่งให้เขามากขึ้น ช่างเป็นจอหงวนผู้สุภาพอ่อน
น้อมจริง ๆ ไม่มีใครในใต้หล้านี้เทียบเขาได้
ตั้งแต่เจียงเซิงมาถึงเวินจืออวิ่น จากฟางเหิงไปถึงเจิ้งรู่เฉียน ทุก
คนต่างน ้าตาคลอเบ้า มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าต้องเผชิญความ
ขมขื่นมากมายเพียงใด จ้องพบเจอกับความยากลำบากมากมายแค่
ไหนกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้
อุปสรรคเหล่านั้นที่เคยถูกมองว่าเป็นสิ่งใหญ่โต เมื่อหวนกลับไป
มองอีกครั้งก็เหลือเพียงรอยยิ้มอ่อนโยนดุจเมฆหมอกและสายลม
บางครั้งพอคิดดูแล้ว หากไม่มีความทุกข์ยากก็คงไม่มีพวกเขาใน
วันนี้
คนที่แน่วแน่มุ่งมั่นอย่างแท้จริงย่อมกล้าจะเติบโตในโคลนตม ปีน
ป่ายในความทุกข์เข็ญ ก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางพายุฝน ทุกการล้ม
จะกลายเป็นพลังในการลุกขึ้นยืน ความเจ็บปวดทั้งหมดจะกลายเป็น
ความกล้าหาญให้ยืนหยัด
ชีวิตไม่มีวันพ่ายแพ้และจะบานสะพรั่งดังดอกไม้ชั่วนิรันดร์
สวี่โม่ก็ไม่คิดว่าพอเดินออกมา สิ่งที่เห็นคือความเงียบงันทั่วทั้ง
บ้าน น้องชายน้องสาวของเขา ท่านป้าและลุงเขยของเขา ทุกคนต่าง
มองมาด้วยดวงตาแดงเรื่อ มีทั้งความรู้สึกตื้นตันใจ โล่งอก ชื่นชม
และเสียดาย
แต่ทำไมถึง…ขาดไปอีกคนเล่า
นับตั้งแต่ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านจนถึงตอนนี้ ความสงสัยก็
รบกวนจิตใจของสวี่โม่อยู่ตลอด เขาตัดสินใจว่าจะขอเข้าเฝ้าองค์
ชายห้าในวันรับตำแหน่ง เพื่อให้เห็นกับตาว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าห้าของ
บ้านหรือไม่
“พวกเราไปกันเถอะ ใกล้จะถึงเวลาเข้าวังแล้ว” สวี่โม่รู้สึกตัวอีก
ครั้ง ทำลายความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วลาน
เด็กหนุ่มเด็กสาวที่เมื่อครู่ยังสูดน ้ามูกอยู่ทันใดนั้นก็เริ่มซุกซน
ขึ้นมา พากันเอะอะเรียกร้องให้พี่ใหญ่นำของดี ๆ จากวังหลวงกลับมา
ฝาก
พวกเขามีคนที่อยากลิ้มลองขนมจากห้องเครื่อง มีคนที่สงสัยว่า
หน้าตาของฝ่าบาทเป็นอย่างไร และยังมีคนที่อยากขุดกระเบื้อง
ทองคำออกมาสักแผ่น
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยพูดจาอยอกล้อ แต่เพราะการ
ถวายฎีกาและการสอบในวังหลวงนั้นเคร่งครัดเกินไป บัดนี้ในที่สุดก็
ได้ผ่อนคลายแล้ว พวกเขาอยากจะเข้าไปดูด้วยตัวเองว่าวังหลวงเป็น
อย่างไรกันแน่
สวี่โม่ทั้งหัวเราะและร้องไห้ แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจาก
ด้านนอก
เจียงซานร้องโอ๊ะแล้วลุกขึ้นไปเปิดประตู ต้อนรับร่างสูงใหญ่ที่
เดินเข้ามา
“ท่านพ่อ” เจียงเซิงรีบวิ่งเข้าไปหาทันที “ท่านมาได้อย่างไรกัน”
เจียงจี้จู่ล้วงขนมสองห่อออกมาจากอกเสื้ออย่างคล่องแคล่ว มอง
บุตรสาวเปิดห่อขนมแล้วจึงยิ้มกล่าวว่า “ข้าย่อมต้องมาเพื่อแสดง
ความยินดีกับจอหงวนสิ”
ฮ่องเต้คิดระแวงตระกูลใหญ่ ถึงได้เลือกจะส่งเสริมคนหน้าใหม่
เจียงเซิงเป็นทั้งน้องสาวของขุนนางคนใหม่และเป็นบุตรสาวแท้ ๆ
ของตระกูลใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา ตระกูลเจียงจึงไม่ได้แสดง
ความยินดีเป็นพิเศษ กระทั่งการมาเยี่ยมเยือนบุตรสาวก็ยังลดลง
แต่วันนี้เป็นวันที่เด็กหนุ่มจะได้รับการแต่งตั้ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล
อะไร เจียงจี้จู่ก็ต้องมา
“ขอบคุณท่านแม่ทัพขอรับ” สวี่โม่ค้อมกายคำนับตามธรรม
เนียม
เจียงจี้จู่โบกมือ สายตาหันไปจ้องแก้มป่อง ๆ ของเจียงเซิง “หลัง
จากจิ้นซื่อได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ จะมีขบวนแห่รอบเมืองหลวง ข้า
จองห้องรับรองที่เรือนโยวหรานไว้ล่วงหน้าแล้ว มันเป็นจุดชมขบวน
แห่ที่ดีที่สุด”
แม้ไม่ได้เข้าวังไปดูพี่ชายรับพระราชทานตำแหน่ง แต่การได้นั่ง
ชมขบวนแห่ก็ดีแล้ว
เจียงเซิงดีใจมาก รีบกลืนขนมลงคอในสองสามคำ แล้วเขย่งเท้า
กระโดด “ท่านพ่อใจดีที่สุด ท่านพ่อรอบคอบจริง ๆ”
ไม่รอช้า ทุกคนรีบออกเดินทางไปทันที
ทว่าเมื่อเดินมาถึงประตูก็ถูกขวางไว้อีกครั้ง
คราวนี้เป็นเจ้าหน้าที่ส่งสารที่ดูเหนื่อยล้าจากการเดินทาง บนบ่า
แบกตะกร้าไม้ไผ่ เพิ่งยืนได้ให้มั่นคงก็กล่าวว่า “ใครคือสวี่โม่ สวี่โม่
อยู่หรือไม่?”
“ท่านเจ้าหน้าที่ ข้าคือสวี่โม่ขอรับ” คนผู้สวมเสื้อคลุมจิ้นซื่อก้าว
ออกมา
เจ้าหน้าที่ส่งสารชะงักไปครู่หนึ่ง น ้าเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้น
“นี่เป็นจดหมายและสิ่งของของท่าน ส่งมาอย่างเร่งด่วนแปดร้อยลี้ ม้า
หลายตัวเหนื่อยล้าจนต้องตายไป หากไม่ใช่เพราะให้ค่าตอบแทน
มหาศาล คิดว่าคงไม่มีใครรับงานนี้แล้ว”
เขาพึมพำพลางดึงจดหมายออกมา พร้อมกับตะกร้าไม้ไผ่บนบ่า
ชาวบ้านทั่วไปที่ฝากจดหมายกับพ่อค้าเร่ขอเพียงส่งถึงมืออีก
ฝ่ายก็พอ แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ส่งสารนั้นจะยุ่งยากกว่า ต้องมีการ
ประทับลายนิ้วมือด้วยตนเองด้วย
สวี่โม่จัดการรับมาแล้วจึงหิ้วตะกร้าไม้ไผ่เข้าไปนั่งในรถม้า เด็ก
น้อยหลายคนอยากรู้อยากเห็นรุมล้อมเข้ามา เอ่ยถามว่า “พี่ใหญ่
ท่านดูสิ ใครส่งจดหมายมาให้ท่านหรือ”
ส่งมาจากที่ไกลแสนไกลขนาดนี้จะมีใครอีกเล่า
คงมีแต่คนคุ้นเคยจากเขตอันสุ่ยเท่านั้น
สวี่โม่หลุบตาลง นิ้วเรียวแกะจดหมายออก หยิบกระดาษที่เขียน
ด้วยลายมือเล็กประณีตออกมา
จดหมายถูกเขียนขึ้นเมื่อครึ่งเดือนก่อน นับแล้วคนที่เขียนคงเพิ่ง
รู้ว่าเขาได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับแคว้น อีกฝ่ายอาจกลัวว่าถ้ารอ
จนถึงประกาศผลสอบระดับจอหงวนจะช้าเกินไป จึงส่งคนมาให้
ล่วงหน้า
“สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดพาความสำเร็จ เสียงกีบม้าเร่งรีบ หนึ่งวัน
ได้ชมดอกไม้ทั่วเมืองหลวง”
“พี่สวี่ ท่านย่อมคว้าสิ่งที่ข้าไม่อาจคว้าได้ ทำในสิ่งที่ข้าไม่อาจทำ
ได้ เดินบนเส้นทางที่ข้าไม่อาจเดินได้ ท่านคือความโดดเด่นเปล่ง
ประกาย คือดวงจันทร์ท่ามกลางหมู่ดาว คือความบริสุทธิ์สูงส่งในโลก
มนุษย์”
“หากในอนาคตราษฎรได้รับการคุ้มครองจากท่าน ขอให้ท่านจง
อย่าลืมคำปณิธานแรกเริ่ม จงเป็นดั่งท้องฟ้ากว้างใหญ่ ชมทิวทัศน์
แผ่นดินกว้างไกลหมื่นลี้”
“ข้าขอมอบไข่มุกราตรีเพื่อจุดประกายแสงอันริบหรี่ ส่งไปตาม
สายลม”
กล่องเล็ก ๆ ที่สะอาดเรียบร้อยถูกนำออกมา น้องชายและ
น้องสาวยืนดูอยู่รอบ ๆ แต่ไม่มีใครกล้าล่วงเกินยื่นมือไปแตะต้อง
พวกเขามองสวี่โม่ยื่นมือออกไป มองกลอนที่ถูกยกขึ้นเบา ๆ แสง
สว่างสีอ่อนสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา ลูกปัดอันอบอุ่นนุ่มนวลดึงดูดจิตใจ
ผู้คน
นี่คือไข่มุกราตรีในตำนานนั่นเอง
ไม่รู้ว่าตระกูลหวังต้องทุ่มเททรัพย์สินมากเพียงใดถึงได้มา และ
ต้องผ่านความยากลำบากมากเพียงใดกว่าจะส่งมาถึงจุดนี้
เด็กหนุ่มที่อ่อนแอแต่มีจิตใจบริสุทธิ์ผู้นั้น สิ่งที่เขาไม่อาจได้
ครอบครองตลอดชีวิต ในที่สุดก็ได้รับการสานต่อจากสหาย
สวี่โม่ปิดกล่องแล้วส่งให้ฟางเหิงเก็บรักษา
รถม้ามาถึงหน้าประตูวังหลวง บรรดาบัณฑิตที่เคยต้องอดทนกับ
น ้าค้างยามค ่าคืนเพื่อการสอบในวังหลวง ต่างเปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุม
ของจิ้นซื่อสีน ้าเงินเข้ม จากที่เคยรอคอยก็เริ่มทยอยเข้าไป จากการ
ถ่อมตัวและหวาดหวั่นก็กลายเป็นความมั่นใจและสงบนิ่ง
พวกเขาพูดคุยกัน บางคนเดินเข้าไปคนเดียว บางคนเข้าไปเป็น
กลุ่ม บางคนประสานมือแสดงความเคารพ บางคนมองสำรวจรอบ ๆ
เมื่อเห็นจอหงวนสวี่ บางคนก็ตาเป็นประกาย รีบเข้ามาทักทาย
และสนทนาด้วย มีบางคนที่ไม่สนใจและแค่แสดงท่าทีเย็นชา หันหลัง
เดินตามปั๋งเหยี่ยนไป
พรรคพวกและอำนาจในราชสำนักเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในยาม
นี้
สวี่โม่ไม่แสดงอาการใด ๆ นึกถึงสิ่งที่เจียงจี้จู่เคยกล่าวไว้ ใน
บรรดาสามอันดับแรก จอหงวนและปั๋งเหยี่ยนเป็นคนหน้าใหม่ มีเพียง
ทั่นฮวาฟางหยวนที่มาจากตระกูลใหญ่ แถมยังทำให้ราชวงศ์เสียหน้า
เสียทั้งเงินและศักดิ์ศรี
เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้เกลียดชังการควบคุมจากคนตระกูลใหญ่
อย่างสุดหัวใจ และทนไม่ได้กับการสมคบคิดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
เขาประสานมือตอบรับการแสดงไมตรีของบรรดาบัณฑิต แต่
ปฏิเสธความตั้งใจของอีกฝ่ายที่จะร่วมทางกับเขาอย่างนุ่มนวล รอ
เพียงให้ฉีหวายและอันจวิ่นมาถึง กล่าวลาญาติพี่น้อง แล้วเดินเข้าสู่
วังหลวง
บัณฑิตที่สอบได้ตำแหน่งปั๋งเหยี่ยนซุนเสี่ยวเซิงเดินเข้าไปแล้ว
ตามหลังด้วยบัณฑิตอีกสิบกว่าคนที่มาแสดงความยินดีกับเขา
จอหงวนสวี่ค่อนข้างเดียวดาย มีเพียงสหายสองคนมาเป็นเพื่อน
แล้วบัณฑิตทั่นฮวาเล่า คุณชายฟางที่พลาดท่าอย่างใหญ่หลวง
จะปรากฏตัวในพิธีรับพระราชทานตำแหน่งหรือไม่
ด้วยความสงสัย ทุกคนจึงเดินเข้าท้องพระโรงตำหนักไท่เหอ และ
เห็นฟางหยวนสวมชุดจิ้นซื่อสีฟ้าเข้มยืนนิ่งอย่างมั่นคงอยู่หัวแถว
สีหน้าของเขาสงบนิ่ง ไม่ได้โกรธแค้นหรืออับอายแม้แต่น้อย อีก
ทั้งยังไม่มีท่าทีท้อแท้สักนิดเดียว ราวกับว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
นี้ไม่เคยเกิดขึ้น หรืออาจเป็นเพราะหาทางแก้ไขปัญหาไว้แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน คุณชายฟางผู้นี้ก็ลึกลับซับซ้อนจนทำให้
ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว
“พี่สวี่ เจ้าต้องระวังให้ดี คนพวกนี้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมายนัก” ฉี
หวายกระซิบเตือนด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าสหายรักจะเสียเปรียบ
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ ใช้สายตาปลอบประโลมสหาย แล้วเดินไปยัง
หัวแถวเพียงลำพัง
ด้วยชื่อเสียงเกียรติยศเป็นตัวกำหนดตำแหน่ง คนที่สอบได้ขั้น
หนึ่งย่อมยืนอยู่แถวหน้าสุด ขั้นสองอยู่ตรงกลาง ส่วนขั้นสามอยู่
ถัดไป
จอหงวน ปั๋งเหยี่ยน และทั่นฮวาเรียงลำดับกันมา
สวี่โม่เพิ่งจะหยุดยืน ฟางหยวนที่สงบนิ่งก็หันหน้ามา เผยรอยยิ้ม
อ่อนโยน