พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 403 ตระกูลฟางพลิกกระดาน
ตั้งแต่การทุจริตการสอบเมื่อปีก่อนจนถึงการแข่งขันชิงตำแหน่ง
ขั้นหนึ่งในปีนี้ เด็กหนุ่มทั้งสองคนเป็นศัตรูกันมานานแล้ว ไม่มีวัน
ปรองดองกันได้
ตอนนี้ฟางหยวนกลับยิ้มอย่างอ่อนโยน คนทั่วไปคงรับมือไม่ไหว
โชคดีที่สวี่โม่ผ่านการบีบคั้นและบดขยี้มาแล้ว ความซื่อตรงและ
ไร้เดียงสาในอดีตถูกทำลายจนหมดสิ้น จึงสามารถตอบกลับด้วย
รอยยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ยโสหรือต ่าต้อย
คนที่ไม่รู้เรื่องมองแล้วอาจคิดว่าทั้งสองคนเป็นพี่น้องที่รักใคร่
กลมเกลียวกัน
ส่วนคนที่รู้เรื่องอย่างปั๋งเหยี่ยนซุนเสี่ยวเซิงที่ยืนอยู่ตรงกลาง ราว
กับถูกไฟเผาน ้าร้อนลวก รู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มตำอยู่ใต้เท้า
จนกระทั่งได้ยินเสียงขันทีประกาศมาแต่ไกลว่า “ฝ่าบาทเสด็จ!”
ทุกคนเงียบกริบ ยืนตรงและก้มตัวคำนับ เขาถึงรู้สึกเหมือนได้รับ
การปลดปล่อย
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”
“ลุกขึ้นเถิด”
เขาไม่แน่ใจว่ารู้สึกผิดไปหรือไม่ แต่วันนี้ฝ่าบาทดูแตกต่างเป็น
พิเศษ น ้าเสียงของพระองค์ฟังดูเบาสบายแต่ก็แฝงไปด้วยความ
ตื่นเต้น
ฝ่าบาทกวาดตามองไปรอบ ๆ ด้วยความปลาบปลื้ม มองเสาหลัก
ของแผ่นดินทุกคน ก่อนจะเอ่ยขึ้นหลังผ่านไปครู่หนึ่ง “ครั้งสุดท้ายที่
พวกเราพบกัน พวกเจ้ายังเป็นเพียงสามัญชน วันนี้ได้พบกันอีกครั้ง
พวกเจ้าได้รับตำแหน่งจิ้นซื่อแล้ว เราไม่รู้ว่าครั้งหน้าที่จะได้พบกันอีก
จะเป็นในท้องพระโรงแห่งนี้หรือในฎีกาที่พวกเจ้าส่งมา”
สามอันดับแรกของการสอบจะเข้าสู่สำนักราชบัณฑิต ภายใน
สามปีจะต้องได้รับการเลื่อนขั้น คนที่มีเส้นสายและได้รับการชื่นชม
อาจได้รับการเลื่อนขั้นถึงขั้นสองหรือขั้นสาม ซึ่งแน่นอนว่าอาจได้มา
ปรากฏตัวในท้องพระโรง
อันดับสองจะได้รับการบรรจุในตำแหน่งที่ว่าง ไม่ว่าจะเป็นใน
เมืองหลวงหรือถูกส่งไปเป็นผู้ว่าการเขตหรือนายอำเภอภายนอกก็
ขึ้นอยู่กับโชคชะตาและเส้นสาย
ทั่นฮวาจะถูกส่งตัวไปข้างนอก และยังได้รับเพียงตำแหน่งสำรอง
ครึ่งชีวิตไม่มีโอกาสได้เข้าเมืองหลวงอีก
แต่มันก็ไม่มีทางเลือก ในโลกนี้มีคนที่ยืนอยู่บนยอดเขา มีคนที่
อยู่กลางเขา และมีคนที่คลานอยู่ตรงเชิงเขา
บางคนเกิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ บางคนดิ้นรนทั้งชีวิตก็ยังเป็นได้
เพียงชาวนา
ชีวิตย่อมไม่เท่าเทียมกัน มันเป็นเช่นนี้มาตลอด
ฝ่าบาทยังคงกล่าวต่อไปอย่างกระตือรือร้น คำพูดให้กำลังใจ
หลั่งไหลออกมาอย่างง่ายดาย พร้อมกับสั่งสอนเหล่าจิ้นซื่อไม่ให้ลืม
ความตั้งใจเดิม และรวบรวมบัณฑิตจากทั่วทุกสารทิศให้มาเป็นข้า
ของฝ่าบาท
สวี่โม่ใช้โอกาสอันหาได้ยากนี้ กวาดตามองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่
เห็นเงาของเหล่าองค์ชายเลย
องค์ชายใหญ่ไม่อยู่ องค์ชายห้าก็ไม่อยู่ แต่เป็นโต้วเว่ยหมิงและ
เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่มารวมตัวกัน เหมือนกำลังปรึกษาหารือว่าจะมี
ตำแหน่งใดจะมอบให้เหล่าจิ้นซื่อบ้าง
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่พอหางตาเหลือบไปเห็นฟางหยวนที่ดู
สงบเยือกเย็น ในใจก็สงบลงอีกครั้ง
ตระกูลฟางเพิ่งเจอเรื่องใหญ่มา ต่อให้เป็นคนที่มีความอดทนแค่
ไหนก็คงไม่มีทางยิ้มแย้มกับศัตรูได้ แทนที่จะคิดว่าเขามีความสุขุม
ไม่สู้คิดว่าอีกฝ่ายอาจพบจุดพลิกผันสำคัญแล้วดีกว่า
อยู่อย่างระแวดระวังจึงจะเดินทางไกลได้
แต่สวี่โม่ไม่เข้าใจเรื่องของตระกูลใหญ่ ทั้งไม่เข้าใจเรื่องในแวด
วงราชการ เขาไม่สามารถวิเคราะห์จุดสำคัญได้อย่างรวดเร็วเหมือน
องค์ชายห้า ได้แต่ลองคิดในมุมมองของตระกูลฟาง และพยายาม
ครุ่นคิดอย่างหนัก
เงินแสนตำลึงแลกกับตำแหน่งบัณฑิตทั่นฮวา การเสนอให้เก็บ
ภาษีคนรวยจนขัดเคืองคนตระกูลใหญ่ ตระกูลฟางไม่เพียงกำลัง
ตกต ่า แม้แต่สถานะในหมู่ตระกูลใหญ่ก็คงรักษาไว้ไม่ได้
สิ่งเดียวที่จะช่วยได้ คงมีแต่ฮ่องเต้ผู้ทรงอำนาจเท่านั้น
ใช่แล้ว ต้องเอาใจฝ่าบาท
สวี่โม่ลืมตาโพลง ในใจผุดความคิดคาดเดาขึ้นมา
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ใคร่ครวญ การพระราชทานตำแหน่งก็เริ่มขึ้น
แล้ว
ผู้ที่ได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นคนแรกก็คือจอหงวน ปั๋งเห
ยี่ยนและทั่นฮวา ตำแหน่งขุนนางขั้นหกและขั้นเจ็ดดูเหมือนจะไม่โดด
เด่น แต่ล้วนเป็นงานที่ทำถวายต่อฝ่าบาท
หน้าที่หลักคือดูแลการบันทึกของบ้านเมือง บันทึกพระราช
กรณียกิจ จดบันทึกพระราชดำรัสและพระราชกรณียกิจของฝ่าบาท
ถวายความรู้ด้านประวัติศาสตร์ รวมถึงร่างเอกสารเกี่ยวกับพิธีการ
ต่าง ๆ
หากสามารถได้รับความไว้วางใจอย่างสมบูรณ์แล้ว การก้าวหน้า
ในหน้าที่การงานก็เป็นเรื่องเล็กน้อย
สวี่โม่ในฐานะจอหงวนก้าวขึ้นไปรับพระราชทานเป็นคนแรก เขา
ก้มศีรษะขอบพระทัยอย่างสงบเสงี่ยม
ณ ที่ไกลออกไป โต้วเว่ยหมิงมีแววตาเปี่ยมด้วยความรักความ
เมตตา ยิ่งมองก็ยิ่งชื่นชมเขา บางครั้งก็รู้สึกจนใจแกมถอนหายใจ
ด้วย
“ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมจะรับใช้ตามพระบัญชา ไม่ให้
พระองค์ต้องผิดหวัง”
ชายหนุ่มสวมชุดจิ้นซื่อสีฟ้าเข้มยังไม่ทันได้เปลี่ยนเป็นชุดขุน
นางของตนเอง ทั่วร่างก็เต็มไปด้วยความจริงจังแล้ว ราวกับว่าสิ่งที่
เขาได้รับไม่ใช่ตำแหน่งเล็ก ๆ แต่เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธ
องค์ เป็นแจกันหยกที่พระโพธิสัตว์กวนอิมประทานให้ คือความตั้งใจ
ที่ไม่เคยจางหายไปจากชีวิต
ในที่สุดเขาจะกลายเป็นท้องฟ้ากว้างใหญ่ ปกป้องราชวงศ์ต้าอวี๋
ให้บ้านเมืองสงบสุข แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข!
“เจ้าลุกขึ้นเถอะ” ฝ่าบาทตรัสช้า ๆ “ไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายที่
ต ่าหนักด้านข้างได้”
ความเป็นเลิศของบัณฑิตขั้นหนึ่งปรากฏเด่นชัดในยามนี้
สวี่โม่ลุกขึ้น หันหลังไปโดยไม่มองทางอื่น เปลี่ยนเป็นชุดขุน
นางในห้องด้านข้างแล้วกลับมายังตำแหน่งเดิม
ถึงคราวของปั๋งเหยี่ยนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และทั่นฮวาเข้ามารับการ
แต่งตั้ง
น ้าเสียงของฝ่าบาทผ่อนคลายลงอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วย
รอยยิ้ม “ตระกูลฟาง ฟางหยวน ก้าวมาข้างหน้า”
หัวใจของสวี่โม่จมดิ่งลงทันที
“เด็กคนนี้ไม่เพียงเติบโตขึ้นมาภายใต้สายตาของเรา แต่ยังมี
ความสามารถอันโดดเด่น คนวัยเยาว์เช่นนี้สามารถคว้าตำแหน่ง
ทั่นฮวาได้ ช่างน่าตกใจจริง ๆ” ฝ่าบาทถึงกับหันไปถามหัวหน้าอู๋ว่า
“เต๋อฝูเจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าต้าอวี๋ไม่มีใครได้เป็นทั่นฮวาตอนอายุสิบ
สี่มานานเท่าไรแล้ว”
คำถามนี้ช่างน่าคิด
หัวหน้าอู๋ขบฟันครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะตอบว่า “คงราวร้อยปีแล้ว
พ่ะย่ะค่ะ”
ใช่ที่ไหนกัน มันไม่ใช่แค่ร้อยปี แม้ย้อนกลับไปห้าหกร้อยปีก็ยัง
ไม่เคยมีทั่นฮวาที่อายุสิบสี่เลย
อย่างมากก็มีแต่จอหงวนที่อายุสิบสี่ปีเท่านั้น
แต่คำพูดนี้ก็ไม่อาจกล่าวออกมาได้ ข้างกายฝ่าบาทไม่มีคนโง่
เขลา ดังนั้นหัวหน้าอู๋ใคร่ครวญครู่หนึ่งจึงตอบออกมาให้ทุกคนถูกใจ
ฝ่าบาททรงยิ้ม ฟางหยวนก็ยิ้มน้อย ๆ
“หาได้ยากนักที่จะพบคนรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถ ยิ่งเป็นผู้มี
ความสามารถเป็นเลิศยิ่งหายากกว่า การที่สำนักราชบัณฑิตได้เจ้า
เป็นบัณฑิตมาช่วยดูแล ทำให้เราสบายใจนัก”
หลังจากพระราชทานตำแหน่งตามธรรมเนียมแล้ว จู่ ๆ ฝ่าบาทก็
หยุดชะงัก
ราวกับเปิดโอกาสให้ใครบางคนได้เอ่ยแทรก
สวี่โม่เหลือบมองไป ไม่ผิดจากที่คาด เขาเห็นฟางหยวนคุกเข่า
ลงข้างเดียว ประสานมือกล่าวเสียงหนักแน่นว่า “ทูลฝ่าบาท
กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าบาทเอ่ยว่า “เจ้าว่ามาเถอะ”
“ในการสอบวังหลวง ฝ่าบาททรงตั้งคำถามว่าราชวงศ์ต้าอวี๋กับ
ชนเผ่าต๋าลู่ที่ทำสงครามกันมานับสิบปีควรแก้ไขอย่างไร กระหม่อม
เห็นว่าควรจะเพิ่มท้องพระคลังก่อน แล้วจึงกำจัดชนเผ่าต๋าลู่ แท้จริง
แล้วก็เป็นเพราะบ้านเมืองยังไม่แข็งแรงพอ ท้องพระคลังยังไม่มั่งคั่ง
พอ”
“กระหม่อมเกิดในตระกูลใหญ่ รู้ดีถึงความรุ่งเรืองของเมืองหลวง
และยิ่งรู้ว่าชีวิตของคนตระกูลใหญ่นั้นหรูหราฟุ่มเฟือย ค่าใช้จ่ายใน
การกินอยู่ของคนคนเดียวในหนึ่งวัน เพียงพอจะเลี้ยงดูทหาร
ชายแดนให้อิ่มท้องได้นับสิบคน กระหม่อมเคยลองไม่ทานข้าวหนึ่ง
วันยังไม่เป็นไร แต่ถ้าทหารชายแดนนับสิบคนกินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นก็
คงยากที่จะทำสงคราม ความวุ่นวายที่ชายแดนคงจะยังดำเนินต่อไป
บ้านเมืองไม่สงบ ผู้คนก็ยากอยู่เย็นเป็นสุข”
“กระหม่อมและบิดาจึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวหลังจากครุ่นคิด
ถี่ถ้วนแล้ว ว่าจะบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่ง เป็นเงินหนึ่งแสนตำลึงให้
เหล่าทหารชายแดน ให้พวกเขาได้กินอิ่มนอนอุ่น ให้พวกเขาได้มี
อาวุธที่ใช้ถนัดมือ ให้พวกเขาได้ชักดาบต่อสู้กับชนต่างเผ่า ให้
สงครามจบลงโดยเร็วที่สุด!”
ฟางหยวนกล่าวด้วยน ้าเสียงสงบนิ่งและมีคารมคมคาย
เงินหนึ่งแสนตำลึงที่ถูกพวกชาวบ้านเยาะเย้ย ถูกเรียกว่าเป็น
ตำแหน่งบัณฑิตทั่นฮวาที่ถูกซื้อมา แต่กลับถูกประกาศอย่างเปิดเผย
ในตำหนักไท่เหอ ประกอบกับความกังวานและความกล้าหาญอัน
มากพอ ทำให้ผู้คนต่างต้องปรบมือชื่นชมเขา
อย่างน้อยเขาก็บริจาคเงินให้
อย่างน้อยทหารที่ชายแดนก็ได้รับประโยชน์
คนที่ไม่มีเงิน คนที่ไม่ได้บริจาค ยังจะเยาะเย้ยอย่างไรได้อีก?
แค่มองความเงียบงันทั่วทั้งท้องพระโรงก็รู้ว่าการเดินหมากครั้งนี้
ถูกต้องแล้ว
แต่มันยังไม่เพียงพอ
ฟางหยวนเคาะนิ้วก้อยเบา ๆ กับพื้น ชายในชุดขุนนางคนหนึ่ง
เดินออกมาจากตำแหน่งที่ค่อนข้างไกล ปรากฏว่าเป็นผู้นำตระกูลจู
เห็นเขามีสีหน้าเศร้าโศกแต่ไม่ลังเลจะก้มตัวลงกล่าวว่า
“กระหม่อมปรารถนาจะให้สงครามจบลงโดยเร็ว ตระกูลจูขอประหยัด
มัธยัสถ์ บริจาคเงินห้าหมื่นตำลึงพ่ะย่ะค่ะ”
“ตระกูลเถาก็ขอบริจาคเงินสามหมื่นตำลึงเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
“ตระกูลชิวบริจาคเงินสองหมื่นตำลึงพ่ะย่ะค่ะ”
“ตระกูลโจวมอบเงินสองหมื่นตำลึงพ่ะย่ะค่ะ”
“ตระกูลเมิ่งมอบเงินหนึ่งหมื่นตำลึงพ่ะย่ะค่ะ”
ยิ่งเสียงพูดมีมากขึ้นเท่าไร รอยยิ้มของฮ่องเต้ก็ยิ่งกว้างมากขึ้น
เท่านั้น
จนกระทั่งองค์ชายใหญ่ค่อย ๆ ก้าวออกมา คุกเข่าลงข้างหนึ่ง
แล้วเอ่ยว่า “ลูกขอล่วงเกิน ยอมอดมื้อกินมื้อ ลดค่าใช้จ่ายพร้อมกับ
เสด็จแม่ ร่วมบริจาคเงินห้าหมื่นตำลึงด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”