พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 404 องค์ชายห้าตอบโต้
การรับพระราชทานตำแหน่งที่ควรจะเป็นเรื่องดีกลับกลายเป็น
การบริจาค
จอหงวนและปั๋งเหยี่ยนที่ควรจะโดดเด่น กลับกลายเป็นทั่นฮวาที่
โดดเด่นเป็นพิเศษเพียงคนเดียว
ไม่น่าแปลกใจที่ฟางหยวนดูสดใสราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ไม่
น่าแปลกใจที่คนตระกูลฟางดูสงบนิ่งใจเย็น
การเก็บภาษีจากคนรวยซึ่งเดิมทีถูกทำให้คลุมเครือกลับ
กลายเป็นการบริจาค การกระทำที่ตระกูลฟางถูกบีบบังคับกลายเป็น
ความสมัครใจในชั่วพริบตา
การเก็บภาษีจากคนรวยนั้นยากลำบาก แต่การบริจาคหนึ่งครั้งก็
ยังสามารถทำให้ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ ตระกูลใหญ่ที่รู้
เรื่องนี้ดีย่อมไม่พลาดโอกาส
อย่างเช่น ตระกูลจู ตระกูลเถา ตระกูลชิว ตระกูลโจว ตระกูลเมิ่ง
เป็นต้น
เมื่อรวมกับองค์ชายใหญ่ อย่างน้อยก็คงรวบรวมเงินได้สามแสน
ตำลึง เพียงพอจะให้บรรดาทหารชายแดนได้กินอิ่มตลอดทั้งฤดูหนาว
นี่ก็อธิบายได้ว่าทำไมวันนี้พระองค์ถึงดูผ่อนคลายและสบายอารมณ์
เป็นพิเศษ
ตระกูลฟางคงจะได้ปรึกษากับฝ่าบาทล่วงหน้าแล้ว ตระกูลที่ร่วม
บริจาคส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเดียวกัน
ในทางกลับกัน ตระกูลเจียง ตระกูลโต้ว และตระกูลอื่น ๆ ต่าง
ขมวดคิ้วส่ายหน้า ลังเลว่าจะทำตามด้วยหรือไม่
หากจะทำตามก็ย่อมได้ แต่ผลประโยชน์ทั้งหมดจะถูกตระกูลฟาง
คว้าไปหมดแล้ว ไม่ต่างอะไรกับการส่งเสริมฟางหยวนเลย
หากไม่ทำตาม ก็กลัวว่าจะทิ้งรอยด่างไว้ในใจของฮ่องเต้ ยิ่งมอบ
เงินช้าก็ยิ่งไม่มีความสำคัญ
นี่เป็นวิธีการที่ทำให้ตระกูลศัตรูเหนื่อยเปล่า และถูกตระกูลฟาง
เล่นงานจนหมดทางสู้
สวี่โม่ก้มหน้าต ่า สิ่งแรกที่คิดไม่ใช่ความรำคาญใจที่ถูกแย่งชิง
ความโดดเด่น ไม่ใช่ความลำบากของตระกูลเจียงและตระกูลโต้ว แต่
เป็นการที่องค์ชายใหญ่สามารถมาปรากฏตัวได้ หมายความว่าการ
กระทำของตระกูลฟางไม่ใช่แค่ต้องการกอบกู้ชื่อเสียงเท่านั้น
พวกเขาอาจจะมีแผนสำรองอีก
ตระกูลฟางสนับสนุนองค์ชายใหญ่ จุดประสงค์ก็เพื่อแย่งชิง
ตำแหน่งรัชทายาท ทำให้องค์ชายทั้งหมดดับแสง ขับเน้นดาวเพียง
ดวงเดียวที่ควรจะเจิดจรัส
แล้วพวกเขาจะโจมตีองค์ชายห้าหรือไม่?
องค์ชายห้าจะออกมายืนหยัดหรือไม่?
เรื่องที่น่ากังวลในตอนแรก กลับเพิ่มความคาดหวังขึ้นมาอีก
หลายส่วนจากการคาดเดานี้
ขณะนั้นบัณฑิตฮั่นหลินได้บันทึกจำนวนเงินที่ตระกูลต่าง ๆ
บริจาคเรียบร้อยแล้ว ฮ่องเต้มองตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้ด้วยสีหน้า
เปี่ยมด้วยความพึงพอใจและเมตตา
“หงเอ๋อร์เพิ่งตั้งจวนได้เพียงสองปี ในมือยังมีกิจการไม่มาก เงิน
ห้าหมื่นตำลึงนี้คงต้องใช้เวลาสะสมนานพอสมควร”
องค์ชายใหญ่ฉวยโอกาสลุกขึ้นจากพื้นกล่าวอย่างกระตือรือร้น
ว่า “การแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อและขจัดปัญหาให้ราชวงศ์ต้าอวี๋
เป็นหน้าที่ของคนที่เกิดมาเป็นองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”
“ลูกเป็นพี่ชายคนโต ยิ่งควรทำตัวเป็นแบบอย่างให้น้องชาย
น้องสาว เมื่อลูกทำได้ดี พวกน้อง ๆ จึงจะสามารถเอาเยี่ยงอย่างและ
ห่วงใยประชาชนได้”
มาแล้ว มาแล้ว เขามาแล้ว
ตระกูลฟางไม่พอใจแค่การกอบกู้ชื่อเสียงคืนมาจริง ๆ พวกเขา
ยังต้องการกดดันตระกูลฝ่ายศัตรู และถือโอกาสกดดันองค์ชายคน
อื่นไปด้วย ช่างเป็นการยิงนกสองตัวด้วยหินก้อนเดียวนัก
ตระกูลฟาง ตระกูลเถาและตระกูลจูบริจาคเงินไปมากมายเช่นนั้น
ตระกูลเจียง ตระกูลโต่วและตระกูลเหยาต่างก็พากันบ่นพึมพำ ลังเล
ว่าควรจะร่วมบริจาคด้วยหรือไม่
องค์ชายใหญ่บริจาคเงินห้าหมื่นตำลึง ส่วนองค์ชายคนอื่น ๆ ทั้ง
องค์ชายรอง องค์ชายสี่ และองค์ชายห้าจะอยู่เฉยได้หรือ?
แล้วฝ่าบาทจะคิดเห็นเช่นไร?
จะคาดหวังให้บรรดาโอรสของตนบริจาคทั้งหมด หรือจะเห็นใจ
พวกเขาที่ไม่มีเงินทองและปฏิเสธไป
คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
“จิตใจที่เมตตาของหงเอ๋อร์นั้นสมควรได้รับการยกย่อง ทหาร
ชายแดนหลายแสนนายจะรู้สึกซาบซึ้งในน ้าใจของเจ้าแน่นอน”
ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน ้าเสียงช้า ๆ ราวกับกำลังให้โอกาสเหล่าองค์ชายคน
อื่นได้เอ่ยแทรก
บรรดาคนตระกูลใหญ่นำโดยเจียงจี้จงต่างยังคงลังเลอยู่
ขันทีอู๋ก้าวออกมากะทันหัน เข้าไปกระซิบข้างหูของฮ่องเต้ด้วย
เสียงที่ทุกคนสามารถได้ยิน “ทูลฝ่าบาท องค์ชายรองเสด็จมาแล้ว
ทรงตรัสว่าจะระดมทุนเงินหนึ่งหมื่นตำลึงเพื่อแสดงน ้าพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
พูดจบเขาก็เหลือบมองไปทางตำหนักด้านข้าง แล้วกล่าวต่อ
“องค์หญิงสามก็ตรัสเช่นกันว่า ยินดีจะร่วมบริจาคเงินหนึ่งหมื่นตำลึง
กับหมิ่นเฟย”
องค์ชายรอง พระมารดาไม่เป็นที่รู้จัก มีอายุห่างจากองค์ชาย
ใหญ่เพียงครึ่งปี ออกจากวังไปตั้งจวนเมื่อสองปีก่อน เขามีทรัพย์สิน
อยู่บ้างแต่ก็ไม่มาก เงินหนึ่งหมื่นตำลึงถือว่าสูงสุดแล้ว
องค์หญิงสามยังไม่ได้ออกจากวัง ทรัพย์สินก็ไม่มากเช่นกัน โชค
ดีที่หมิ่นเฟยมีตระกูลใหญ่หนุนหลัง จึงสามารถควักเงินหนึ่งหมื่น
ตำลึงออกมาได้
เห็นได้ชัดว่าฝ่าบาทเข้าใจบุตรธิดาของตนเองเป็นอย่างดี จึง
พยักหน้าอย่างพอใจ
แต่เขาก็ยังไม่ได้ตอบรับ เหมือนกำลังรอคนที่จะบริจาคต่อไป
เหล่าตระกูลใหญ่ยังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อย ๆ เริ่มเอนเอียง
กระซิบกระซาบปรึกษากันเรื่องจำนวนเงิน
ท้องพระโรงเปลี่ยนจากความสงบเงียบเป็นความวุ่นวาย เหล่าจิ้
นซื่อที่ควรจะได้รับความสนใจกลับถูกทอดทิ้งไว้ข้าง ๆ กลายเป็น
เพียงตัวประกอบชายขอบ
มีบางคนไม่พอใจกัดฟันพูดเบา ๆ ว่า “องค์ชายใหญ่กับทั่นฮวา
ฟางตั้งใจทำเช่นนี้ เจตนาจะใช้การบริจาคเงินมาทำให้พวกเราไม่
สบายใจชัด ๆ”
มีคนที่รู้ความลับพึมพำว่า “พวกเราเป็นเพียงคนที่ได้รับ
ผลกระทบ เป้าหมายที่แท้จริงขององค์ชายใหญ่กับตระกูลฟางคงจะ
เป็นองค์ชายห้า”
“องค์ชายห้า?” สวี่โม่อุทานด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้ว เป็นองค์ชายห้า” คนก่อนหน้านี้พูดเสียงเบาลงไปอีก
“พระมารดาขององค์ชายรองแม้ไม่โดดเด่นแต่พระองค์ก็ออกไปตั้ง
จวนแล้ว องค์หญิงสามก็มีตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง พระมารดาของ
องค์ชายสี่ก็เป็นถึงกุ่ยผิน การบริจาคหนึ่งหมื่นตำลึงนั้นไม่ใช่ปัญหา
เลย”
“มีเพียงองค์ชายห้าที่พระมารดาสิ้นไปตั้งแต่เยาว์วัย ไม่เพียง
เท่านั้น ตระกูลฝ่ายพระมารดาก็ตกอับ อย่าว่าแต่หนึ่งหมื่นตำลึงเลย
แม้แต่ห้าพันตำลึงก็แทบไม่มี”
แม้ว่าจะนำออกมา แต่ค่าใช้จ่ายในการกินอยู่และการเดินทางใน
ภายหลัง รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น
องค์ชายผู้สูงศักดิ์จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แย่กว่านางกำนัลและ
ขันทีไม่ได้
ทว่าองค์ชายใหญ่เป็นคนนำ ตามมาด้วยองค์ชายรองและองค์
หญิงสาม ส่วนองค์ชายสี่แม้จะยังไม่มีความเคลื่อนไหว แต่คงหนีไม่
พ้น
ในฐานะองค์ชาย อีกทั้งยังมีตำแหน่งผู้สืบทอดเชื้อสายตรง องค์
ชายห้าไม่นำเงินหนึ่งหมื่นตำลึงออกมาก็คงไม่เหมาะสมแล้ว
หากสูญเสียการสนับสนุนจากผู้คน ต่อให้องค์ชายสายตรงจะ
พยายามแค่ไหน ก็คงไม่มีวันได้ขึ้นครองบัลลังก์
การต่อสู้ของตระกูลฟางครั้งนี้นับว่างดงามยิ่งนัก
สวี่โม่อดเริ่มรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ แม้ว่าเขาจะยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่าย
คือเจ้าห้าหรือไม่ก็ตาม
“สถานการณ์นี้ยากจะแก้ไขนัก” เสียงถอนหายใจของผู้คนค่อย
ๆ จางหายไป
ท้องพระโรงที่เคยอึกทึกวุ่นวายกลับสู่ความสงบ ตระกูลใหญ่
ทั้งหลายเหมือนจะตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว เจียงจี้จงเป็นคนนำ เพิ่ง
จะยกเท้าได้ครึ่งก้าว ก็มีเสียงแหบแห้งและอ่อนแรงดังขึ้นจากด้านข้าง
ของท้องพระโรง
“ทูลเสด็จพ่อ ลูกมาช้าเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ผู้มาเยือนพยายามกลั้นหายใจ แต่ยังคงได้ยินเสียงหอบหายใจ
เล็กน้อย ราวกับว่าเขารีบร้อนวิ่งมา
การกระทำเช่นนี้สามารถบอกได้ถึงความกระวนกระวายที่มาช้า
ขจัดความไม่พอใจของฝ่าบาท และบอกกับคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้นว่า
เขาให้ความสำคัญกับการบริจาคเงินครั้งนี้
เจียงจี้จงที่ตัดสินใจแล้วถอยกลับ ไม่ต้องการแย่งพูดกับองค์ชาย
ทุกคนในท้องพระโรงพร้อมใจกันเงยหน้าขึ้น อยากจะรู้ว่าองค์
ชายผู้นี้จะบริจาคเท่าไร
แล้วรอแล้วรออีก แต่ไม่มีการประกาศจำนวนเงินหนึ่งหมื่นตำลึง
สักที แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังนั่งไม่ติดใช้เสียงเตือนว่า “ลูกห้า เจ้ามาที่
ตำหนักไท่เหอเพื่ออะไรกัน?”
เป็นองค์ชายห้า!
สวี่โม่รีบเงี่ยหูฟังทันที หัวใจเขาสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่ พยายาม
แยกแยะเสียงของคนที่คุ้นเคย
“ทูลเสด็จพ่อ” อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง กระทั่งในที่สุดก็เอ่ยปาก
“ลูกมาเพื่อถวายกลยุทธ์พ่ะย่ะค่ะ”
“เหล่าตระกูลใหญ่บริจาคเงินทองมากมาย ทำคุณประโยชน์
ให้แก่ราชวงศ์ สมควรได้รับการยกย่องชมเชย” องค์ชายห้าเอ่ยด้วย
น ้าเสียงเนิบนาบ ยังคงใช้วิธีการพูดชมก่อนแล้วจึงค่อยติ “แต่ท้อง
พระโรงนั้นมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถเชิดชูตระกูลทั้งหมดได้ อีกทั้งไม่
อาจจัดงานเลี้ยงฉลอง ดังนั้นข้าจึงขอเสนออย่างกล้าหาญ ขอให้
เสด็จพ่อเลือกวันจัดงานเลี้ยงชมดอกไม้ เพื่อยกย่องตระกูลที่เต็มใจ
บริจาคโดยเฉพาะ”
มีคำที่ใช้อย่างแยบยลคือคำว่า “เต็มใจบริจาค” แทนที่จะเป็น “ได้
บริจาคแล้ว”
อย่างที่องค์ชายห้ากล่าว ตำหนักไท่เหอมีจำนวนคนจำกัด ผู้ที่
สามารถยืนอยู่ที่นี่ได้ล้วนเป็นขุนนางขั้นหนึ่งถึงขั้นสาม ไม่สามารถ
รวมเอาคนตระกูลใหญ่ทั้งหมดในเมืองหลวงได้
ความคิดของตระกูลฟางนั้นชาญฉลาด บีบบังคับให้ตระกูลใหญ่
บริจาคเงิน
แต่ความคิดขององค์ชายห้าเฉลียวฉลาดยิ่งกว่า ทำให้คนทั้ง
เมืองหลวงต้องร่วมบริจาคเงินไปด้วย
แค่มองดวงตาสว่างวาบขึ้นของฝ่าบาท ก็รู้ได้ว่าคำพูดนี้ตรงใจ
เขาแล้ว แผนอันชาญฉลาดของตระกูลฟางกลับให้ประโยชน์กับองค์
ชายห้าทางอ้อม
ส่วนความเกลียดชังที่เกิดขึ้นจากข้อเสนอบริจาคเงินนั้น ต้องขอ
อภัยด้วย ข้อเสนอนี้มาจากตระกูลฟาง ดังนั้นความเกลียดชังก็ควร
ตกเป็นของตระกูลฟางเช่นกัน
หากที่นี่ไม่ใช่ตำหนักไท่เหอ และหากที่นี่ไม่มีผู้คนมากมายเช่นนี้
สวี่โม่ก็แทบจะปรบมือร้องชื่นชมออกมาแล้ว
ขณะเดียวกันก็ยิ่งมั่นใจเก้าในสิบส่วนว่าคนคนนี้คือน้องชายคน
ที่ห้าของเขา
มีเพียงจ่างเยี่ยนเท่านั้นที่สามารถทำให้ศัตรูพ่ายแพ้โดยไม่ต้อง
แสดงสีหน้า และไม่มีทางสู้กลับได้
เห็นฟางหยวนและองค์ชายใหญ่ที่รอยยิ้มหายไปในชั่วพริบตาก็รู้
ว่าพวกเขาไม่พอใจกับข้อเสนอนี้ ทว่าไม่ได้อยู่ในจุดที่จะปฏิเสธ
เพราะฮ่องเต้พอใจ ฮ่องเต้เต็มใจ และพวกเขา… ก็แค่ต้องการเอา
ใจฮ่องเต้
“เราช่างมีโอรสที่ดีจริง ๆ” ชายบนบัลลังก์มังกรกล่าวด้วยความ
ยินดี “ตามที่องค์ชายห้าบอก ให้เลือกวันจัดงานเลี้ยงชมดอกไม้
เหล่าขุนนางที่รักทั้งหลายต้องมากัน”
แน่นอนว่าต้องมา มาเพื่อบริจาคเงิน
บรรดาคนตระกูลใหญ่บางคนยิ้มขื่น บางคนจำนน และบางคนก็
พึงพอใจ
ไม่ว่าอย่างไร การรับพระราชทานตำแหน่งก็ต้องดำเนินไป ไม่รีบ
ไม่ช้า
ขั้นหนึ่งได้รับตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ถึงคราวของขั้นสอง
และขั้นสาม
จิ้นซื่อหลายร้อยคนกลับมาเป็นตัวเอกอีกครั้ง บ้างก็ก้มศีรษะ
คำนับ บ้างก็กล่าวขอบคุณ บ้างก็ตื่นเต้น และบางคนก็สะอื้นไห้
รอจนกระทั่งพิธีเสร็จสิ้นไปอย่างยากลำบาก สวี่โม่ก็ไม่อาจ
อดทนได้อีก มุ่งมั่นจะขอพบองค์ชายห้า