พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 405 ขอพบองค์ชายห้า
สถานที่สำหรับการรับพระราชทานตำแหน่งและการสอบในวัง
หลวงนั้นเป็นที่เดียวกัน เรียกว่าตำหนักไท่เหอ แบ่งเป็นห้องโถงหลัก
และห้องโถงด้านข้าง มีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกันตรงกลาง
ขุนนางและบัณฑิตในฐานะแขกจะเข้าทางประตูใหญ่ ส่วนเหล่า
เชื้อพระวงศ์ในฐานะเจ้าบ้านจะเข้าทางห้องโถงด้านข้าง
เมื่อเลิกประชุมก็เป็นเช่นเดียวกัน
สวี่โม่คิดว่าตนเองเดินเร็วพอสมควร เขารีบร้อนมาถึงประตูหลัง
ของห้องโถงด้านข้างแล้ว เห็นเพียงเงาร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังหาย
ลับไป
มันช่างผอมบาง บอบบาง และคุ้นเคยเหลือเกิน
เขายิ่งมั่นใจและตื่นเต้นจึงก้าวเท้าไล่ตามไป พร้อมกับหยิบจี้หยก
เล็ก ๆ ในอกเสื้อออกมา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับยามฉุกเฉิน
หากองค์ชายห้าคือจ่างเยี่ยนจริงก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก
แต่หากองค์ชายห้าไม่ใช่จ่างเยี่ยน การที่ขุนนางนอกราชสำนัก
จะขอเข้าพบองค์ชายกะทันหันก็ต้องมีเหตุผลอธิบาย
อย่างเช่นการเก็บจี้หยกได้และต้องการส่งคืน
สวี่โม่กดข่มอารมณ์เอาไว้ ไล่ตามมาจนถึงหัวมุม ขณะที่เขา
กำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงเด็กหนุ่มหยุดฝีเท้าและพูดด้วยน ้าเสียง
ที่คุ้นเคยมากขึ้นอีก “ขอบคุณเสด็จพี่สี่ที่ยอมฟังคำทัดทานของข้า
ไม่ได้บริจาคเงินทันที”
“เรื่องเล็กน้อย” องค์ชายสี่ที่รออยู่นานตอบกลับ “ต้องขอบคุณ
น้องห้าที่ฉลาดมาห้ามข้าไว้ หากข้าบริจาคเงินออกไปจริง ๆ ก็เท่ากับ
เป็นการตัดชุดแต่งงานให้เสด็จพี่ใหญ่เท่านั้นแล้ว”
การเอาเงินของตัวเองไปสร้างความดีความชอบให้คนอื่น
แม้แต่พี่น้องแท้ ๆ ก็ทนไม่ได้กับเรื่องแบบนี้
สวี่โม่ถึงได้รู้ว่าเมื่อครู่ที่องค์ชายห้าเหนื่อยหอบมานั้นไม่ใช่การ
แสร้งทำ แต่เป็นเพราะเขาวิ่งไปห้ามองค์ชายสี่ ด้วยวิธีนี้ นอกจากจะ
ได้พันธมิตรในการต่อต้านเพิ่มแล้ว ยังไม่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์
เพราะเป็นคนเดียวที่คัดค้านอีกด้วย
มนุษย์มักมีความคิดที่จะทำตามคนหมู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี
หรือไม่ดี แต่หากใครทำตัวต่างออกไป ก็มักจะหลีกเลี่ยงคำ
วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้
“แต่ถึงตอนนี้ไม่บริจาค ในงานเลี้ยงชมดอกไม้ก็ต้องบริจาคอยู่
ดี” องค์ชายสี่กล่าวด้วยความไม่พอใจ “ตระกูลฟางทำตัวเป็นคนดี
เสียจริง แถมยังบังคับให้คนอื่นทำตามด้วย ข้าไม่รู้เลยว่าพวกเขา
ต้องการอะไร”
พวกเขาต้องการจะเอาใจฝ่าบาท หวังจะโจมตีฝ่ายศัตรู หวังจะได้
ผลประโยชน์สองต่อ
หากไม่ใช่เพราะองค์ชายห้าขัดขวางองค์ชายสี่ไว้ และถือโอกาส
เสนอเรื่องงานเลี้ยงชมดอกไม้ ตระกูลเจียงและตระกูลโต้วคงทนแรง
กดดันไม่ไหว ต้องบริจาคเงินออกไปแน่ จากนั้นตระกูลฟางก็จะ
กลายเป็นฝ่ายชนะ ได้รับความพอใจจากฝ่าบาท ทั้งยังล้างมลทินว่า
ใช้เงินซื้อตำแหน่งบัณฑิตทั่นฮวา และสามารถสร้างภาพลักษณ์อัน
รุ่งโรจน์ของคนที่ห่วงใยบ้านเมืองและประชาชนได้อีกด้วย
ในใจสวี่โม่คิดคำตอบขององค์ชายห้าเอาไว้แล้ว แต่ไม่คิดว่าอีก
ฝ่ายจะหลบเลี่ยงคำถาม แล้วหันมาจ้องเขาด้วยหางตาพลางตวาด
เสียงลั่นว่า
“ใคร!”
การแอบฟังองค์ชายสนทนากันถือเป็นความผิดระดับสาม
แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แม้จะมาเพื่อขอพบ
สวี่โม่เห็นว่ามีองครักษ์เดินมาทางนี่จากหางตา จึงรีบกุมจี้หยกใน
มือแล้วกล่าวว่า “ข้าน้อยเป็นขุนนางฮั่นหลินที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง
เพราะเก็บเครื่องประดับขององค์ชายห้าที่ตกหล่นอยู่นอกท้องพระโรง
ได้ จึงติดตามนำมาคืนให้ ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินองค์ชายทั้งสอง”
โชคดีที่เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว
องครักษ์รับจี้หยกไปอย่างลังเล แล้วมอบให้องค์ชายทั้งสองคน
หากพิจารณาจากคุณภาพแล้ว เครื่องประดับหยกชิ้นนี้ดู
ธรรมดามาก ไม่เหมือนสิ่งที่เชื้อพระวงศ์จะเลือกใช้เลย
แต่สำหรับขุนนางตำแหน่งเล็ก ๆ อย่างฮั่นหลิน การแอบมาฟังก็
เท่ากับรนหาที่ตายแล้ว
องค์ชายสี่เต็มไปด้วยความสงสัย “น้องชาย สิ่งนี้เป็นของเจ้าจริง
หรือ?”
ตอนนี้คำตอบขององค์ชายห้าสำคัญมาก
หากตอบว่าใช่ ก็จะเป็นการพิสูจน์ว่าสวี่โม่มาส่งคืนของด้วย
ความจริงใจ ในทางกลับกันอีกฝ่ายก็ต้องขอบคุณสวี่โม่
หากตอบว่าไม่ใช่ สวี่โม่ก็จะเปลี่ยนจากคนที่อยากช่วยเหลือมา
เป็นคนที่แอบฟัง คงต้องใช้ความพยายามพอสมควรถึงจะลบล้างข้อ
กล่าวหาได้
ท่ามกลางความเงียบสงัด ในที่สุดองค์ชายห้าก็เอ่ยปาก “พ่ะย่ะ
ค่ะ”
องค์ชายสี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก พยักหน้าพลางกล่าวว่า
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณขุนนางผู้นี้มาก ไม่อย่างนั้นสิ่งของของ
น้องชายข้าคงหายไปแล้ว”
สวี่โม่ก็เช่นกัน เขาตื่นเต้นจนน ้าตาคลอ คำตอบในใจได้รับการ
ยืนยันแล้ว พี่น้องที่หายไปกลับมาอยู่ข้างกายกันอีกครั้ง
แท้จริงแล้วพวกเขาอยู่ไม่ไกลกัน
พวกเขาเคยเฉียดผ่านกันมาหลายครั้งแล้ว
จากการคาดการณ์ของสวี่โม่หลังจ่างเยี่ยนยอมรับจี้หยก เขาก็
คงจะน้อบส่งองค์ชายสี่ไป แล้วแยกตัวออกไปตามลำพังเพื่อพูดคุยถึง
ในอดีต อย่างน้อยก็คงจะถามถึงสภาพของพี่ชายและน้องสาวของ
เขาที่บ้าน
ทว่าองค์ชายห้าที่เพิ่งยอมรับกลับพูดอย่างเย็นชาว่า “แต่จี้หยกนี้
ข้าไม่คิดจะเก็บไว้ตั้งแต่แรก จะต้องลำบากบัณฑิตฮั่นหลินนำส่งมา
คืนให้ทำไม ในเมื่อเจ้าเก็บได้ ก็ยกให้เป็นของเจ้าเถอะ”
สวี่โม่รู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง ความเหน็บหนาวแผ่ซ่านไปทั่ว
องค์ชายสี่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็หัวเราะตาม “จี้หยกนี้ขุ่นมัวเปื้อนใยฝ้าย
คุณภาพก็ธรรมดามาก ให้น้องห้าใส่ก็ดูน่าเสียดาย ข้าว่าโยนทิ้งไป
เสียเถอะ”
พวกเขาพูดกันไม่กี่คำก็สามารถตัดสินชะตาของจี้หยกคุณภาพ
ธรรมดานี้ได้แล้ว
เหมือนกับในค ่าคืนเทศกาลที่ครึกครื้น เด็กหนุ่มทิ้งตัวอักษร
ใหญ่ไว้ในจดหมายไม่กี่ตัวก็จากไป
พวกเขาพี่น้องเป็นภาระขององค์ชายห้าจริง ๆ หรือ เป็นเพียงจี้
หยกไร้ค่า เป็นสิ่งที่สามารถโยนทิ้งได้ตามใจชอบ?
สวี่โม่รู้สึกปั่นป่วนในใจ ความขมขื่นและรสชาติฝาดเฝื่อนถา
โถมเข้ามาพร้อมกัน แต่เพราะองค์ชายสี่อยู่ที่นี่ด้วย เขาจึงไม่อาจ
ถามอะไรได้
เขาได้แต่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ หวังจะสำรวจใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น
อยากรู้ว่าน้องชายเป็นอย่างไร
แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงเส้นผมสีดำดุจสายน ้าตกและแผ่นหลัง
ของอีกฝ่าย… เขาถึงกับไม่ยอมแม้แต่จะให้เห็นหน้า
องค์ชายสี่กลับแสดงท่าทีเป็นมิตร “การมาครั้งนี้ทำให้บัณฑิตฮั่น
หลินเสียเวลาไปเปล่า ๆ หลังจากได้รับการแต่งตั้งแล้วยังต้อง
เดินขบวนแห่อีก เจ้าเป็นถึงจอหงวนนะ อย่าปล่อยให้ช่วงเวลาอัน
รุ่งโรจน์นี้สูญเปล่าเลยเถอะ”
สวี่โม่ไม่ได้พูดอะไร ในใจยังคงมีความหวังอยู่บ้าง กระทั่งองค์
ชายห้าที่หันหลังให้เอ่ยปากอีกครั้ง “เช่นนั้นเสด็จพี่สี่ พวกเราไปกัน
ก่อนเถอะ”
“ก็ดี กลับไปปรึกษากันว่าในงานเลี้ยงชมดอกไม้ควรบริจาคเงิน
เท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม”
สองพี่น้องเดินเคียงข้างกัน ค่อย ๆ ห่างออกไป
สวี่โม่กำหมัดแน่น มองเงาร่างผอมบางที่คุ้นเคยนั้น แล้วเหลือบ
มองจี้หยกบนพื้น รู้สึกขมขื่นในใจจนยากจะบรรยาย
เขาหมุนกายไปด้วยความหดหู่ กลับมายังขบวนของจิ้นซื่อที่
กำลังเตรียมเดินแห่
ฉีหวายกับอันจวิ่นกำลังมองซ้ายมองขวา ในที่สุดก็เห็นจอหงวน
กลับมา พวกเขารีบเบียดเสียดเข้าไปใกล้แล้วกระซิบถามว่า “พี่สวี่
เจ้าไปไหนมา พวกข้าตามหาเจ้าตั้งนาน”
“ใช่แล้วพี่สวี่ หากเจ้าไม่ปรากฏตัวก็คงต้องให้ปั๋งเหยี่ยนกับทั่นฮ
วานำขบวน เสียโอกาสได้อวดโฉมแล้ว” อันจวิ่นทำปากยื่น “เร็วเข้า
ๆ ขบวนแห่กำลังจะเริ่มแล้ว”
นี่คือช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของเหล่าบัณฑิตหลายร้อยคน และ
ยังเป็นภาพอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นทุก ๆ สามปี
จอหงวนเป็นผู้นำขบวน บรรดาจิ้นซื่อต่างขี่ม้าตัวใหญ่ สวมผ้า
ไหมสีแดงคล้องไหล่ ขี่ม้าผ่านถนนหินสีเขียวของเมืองหลวง เยียวยา
ความเหนื่อยล้าจากการศึกษาเล่าเรียนมาสิบปี
ชาวเมืองชื่นชอบความคึกคักเช่นนี้มาก คนที่มีเงินจะจองห้อง
ชั้นดีไว้ล่วงหน้า ส่วนคนที่ไม่มีเงินก็จะนั่งยอง ๆ อยู่ริมถนนชื่นชมกัน
อย่างเต็มที่ หญิงสาวน้อยใหญ่ที่มีความกล้ามากขึ้นใช้โอกาสนี้ปัก
ถุงผ้าและผ้าเช็ดหน้า เล็งไปยังคนหนุ่มที่ตนชื่นชอบ ก่อนจะโยนไป
ให้อย่างแรง
ในหมู่จิ้นซื่อพวกเขายังแข่งขันกันด้วยจำนวนถุงผ้าและ
ผ้าเช็ดหน้าที่ได้รับ เปรียบเทียบความสง่างามของบุรุษ รวมถึงระดับ
ความนิยมชมชอบและอื่น ๆ
สวี่โม่ในฐานะจอหงวน เขามีรูปร่างสูงโปร่ง สง่างามและสะอาด
สะอ้าน แม้ไม่งามถึงขั้นทำให้บ้านเมืองล่มจม แต่เขาก็ยังถือว่าดีที่สุด
ในบรรดาคนหนุ่ม
แต่เดิมปั๋งเหยี่ยนและทั่นฮวายังพอเรียกได้ว่าหน้าตาดี แต่เมื่อถูก
เขาซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าเอามาเปรียบเทียบก็ดูธรรมดาลงไปทันที
“สวรรค์ จอหงวนปีนี้ช่างหน้าตาดีจริง ๆ ริมฝีปากแดง ฟันขาว
เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน และสง่างามอย่างบัณฑิต”
“จอหงวนหนุ่มอายุสิบหกปีหาได้ยากทั้งจากเมื่อก่อนและตอนนี้”
“อายุสิบหกปีเชียวนะ… ถึงวัยแต่งงานได้แล้วสิ”
เด็กสาวจากตระกูลใหญ่และสาวงามจากครอบครัวธรรมดาที่
ปกติจะเขินอาย ได้โอกาสปลดปล่อยตัวเองอย่างหาได้ยาก พวกนาง
ต่างเม้มริมฝีปาก แอบโยนถุงหอมและผ้าเช็ดหน้ามาให้เขา
เก้าในสิบคนมีเป้าหมายเป็นสวี่โม่ ไม่นานอ้อมอกของเขาก็เต็ม
ไปด้วยกลิ่นหอมของเครื่องหอม
เจียงเซิงที่รออยู่เรือนโยวหรานมาตั้งแต่แรก กินดื่มอิ่มหนำจน
แทบขยับตัวไม่ได้ จู่ ๆ พอได้ยินเสียงบอก “พี่ใหญ่มาแล้ว!” นางก็
พลันลุกพรวดขึ้นจากเตียง วิ่งไปที่หน้าต่างทันที
เห็นเพียงขบวนม้าสีขาวยาวเหยียดค่อย ๆ เคลื่อนตัวมา
นอกจากองครักษ์ที่พกดาบอยู่สองข้างแล้ว เด็กหนุ่มผู้โดดเด่นและ
สง่างามที่สุดซึ่งอยู่ด้านหน้า จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่ใหญ่ของ
นาง