พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 406 จิ้นซื่อเดินขบวนแห่
เมื่อก่อนนางรู้ว่าพี่ใหญ่หล่อเหลา แต่พอเห็นทุกวันเข้าก็ไม่รู้สึก
ว่าพิเศษอะไร
วันนี้เขาสวมชุดขุนนางขั้นหก และมีปั๋งเหยี่ยนกับทั่นฮวาคอย
เสริมส่ง เจียงเซิงถึงได้พบว่าพี่ใหญ่หน้าตาดีขนาดไหน เขาด้อยกว่า
พี่ห้าที่หน้าตาเหมือนหญิงชายจนแทบแยกไม่ออกเพียงเล็กน้อย
เท่านั้น
หากพี่ชายมีรอยยิ้มมากกว่านี้อีกหน่อยก็คงจะดี
และในตอนนั้นเอง เจียงเซิงกับพวกพี่ชายก็เห็นว่าพี่ใหญ่ของ
พวกเขาไม่มีความสุข สีหน้าที่ดูสงบนิ่งนั้นแฝงไว้ด้วยความเศร้า
สร้อยอยู่หลายส่วน ในดวงตาก็ไม่มีแววยินดีใด ๆ เลย
“ข้าเข้าใจได้ว่าทำไมปั๋งเหยี่ยนกับทั่นฮวาถึงหน้าบึ้งตึง เป็นใคร
ก็คงไม่มีความสุขหากต้องอยู่กับจอหงวนที่เก่งกาจเช่นนี้” เจิ้งหรู
เชียนพูดอย่างประหลาดใจ “แต่พี่ใหญ่กลับทำหน้าบึ้งอย่างกับมีคน
มาขอยืมเงินเขาหลายร้อยตำลึงเสียอย่างนั้น”
“ข้าว่าไม่ใช่แค่หลายร้อยตำลึงหรอก” ฟางเหิงส่ายหน้า “น่าจะ
เป็นหลายพันตำลึงต่างหาก”
เป็นที่รู้กันดีว่าพี่ใหญ่สวี่โม่เป็นคนที่รู้สึกผิดต่อน้อง ๆ มากที่สุด
นอกจากตอนที่เขาทำงานเป็นที่ปรึกษาและได้เงินเดือนร้อยกว่าตำลึง
แล้ว เขาก็ไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้ครอบครัวเลย ซ ้ายังต้องกินต้อง
ดื่มของน้อง ๆ อีก
แม้ว่าจะตัดสินใจเป็นที่พึ่งของครอบครัวแล้ว แต่สิ่งที่สวี่โม่กังวล
ก็ยังคงเป็นเรื่องเงินทองและสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการที่คนอื่นมาขอ
ยืมเงินเขา
มีหลายครั้งที่สหายร่วมเรียนในกั๋วจื่อเจี้ยนมาขอยืมเงินเขาสอง
ตำลึง แต่เขาก็ปฏิเสธไปอย่างแข็งขันทุกครั้ง
หากมีใครยืมเงินสักสองสามร้อยตำลึงจากจอหงวน คงต้องถูก
ตัดขาดความสัมพันธ์กับเขาแน่
ทันใดนั้นสวี่โม่ก็ราวกับรับรู้บางอย่าง เขาเงยหน้ามองซ้ายมอง
ขวา และในที่สุดก็พบศีรษะเล็ก ๆ ของน้องชายน้องสาวที่โผล่ออกมา
จากหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดอยู่
“พี่ใหญ่!”
เจียงเซิงเขย่งปลายเท้าโบกแขนไปมา ร่างกายโงนเงนคล้ายจะ
ล้ม
“พี่ใหญ่! ข้าอยู่ตรงนี้ เห็นข้าหรือไม่”
โชคดีที่ฟางเหิงปฏิกิริยาไว รีบคว้าชายกระโปรงของนางไว้และ
จับคอเสื้อด้านหลังของนาง
“โอ๊ย ๆ ๆ ติดคอข้าแล้ว”
ลิ้นของเจียงเซิงแทบจะดึงกลับเข้าปากไม่ได้ ฟางเหิงหน้าแดง
เล็กน้อย รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นการประคอง ช่วยกันพยุงร่างกายนางคน
ละครึ่งกับเจิ้งหรูเชียน ปกป้องน้องสาวตัวเล็กของพวกเขา
เวินจืออวิ่นเกาะอยู่ที่หน้าต่างบานอื่น ยังไม่รู้ว่าด้านข้างเกือบจะ
เกิดเหตุร้ายแรง
เด็กน้อยพวกนี้
สวี่โม่รู้สึกว่าจิตใจที่หนักอึ้งของตนเองได้รับการผ่อนคลาย เขา
ไม่อยากให้น้องชายน้องสาวเป็นกังวลจึงฝืนยกยิ้มบาง ๆ
“อา…”
มีใครบางคนตื่นเต้นจนกรีดร้อง คิดว่าจอหงวนยิ้มให้ตนเอง
สวี่โม่รีบเบือนสายตากลับ แล้วเดินขบวนต่อไปโดยไม่มองทาง
อื่น
แต่น่าเสียดายที่รอยยิ้มนั้นได้ประทับอยู่ในใจของสตรีในละแวก
นั้นไปแล้ว ถุงผ้าและผ้าเช็ดหน้ามากมายร่วงหล่นลงมา แม้แต่จิ้นซื่อ
ที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ยังไม่รอดพ้น
ซุนเสี่ยวเซิงผู้รับตำแหน่งปั๋งเหยี่ยนกัดฟันกรอด ดวงตาเผยแวว
อิจฉาริษยา ส่วนฟางหยวนยังคงรักษาท่าทีเอาไว้ได้ เพียงแต่รอยยิ้ม
อบอุ่นก่อนหน้านี้หายไปแล้ว
“ข้าไม่คิดจริง ๆ ว่าจอหงวนจะมีคนชื่นชอบมากเช่นนี้” มีคน
พึมพำอยู่ด้านหลัง น ้าเสียงเต็มไปด้วยความอิจฉา
ฟางหยวนนึกบางอย่างขึ้นมาแล้วยิ้มเย็นชาอีกครั้ง
มีคนชื่นชอบหรือ?
อาจจะเป็นเช่นนั้น ดอกไม้บางดอกถูกลิขิตให้งดงามไร้เทียม
ทาน แต่ก็ถูกลิขิตให้เหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับดอกไม้และพืชพรรณแล้ว การเบ่งบาน
อย่างยาวนานต่างหากถึงจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง
ขบวนแห่นี้ใช้เวลาสองชั่วยาม เมื่อผ่านเรือนโยวหรานไปก็เข้าสู่
ช่วงท้ายแล้ว
เจียงเซิงสอบถามเจียงจี้จู่และได้รู้ว่าหลังจากขบวนแห่ผ่านไป
พวกจิ้นซื่อก็จะแยกย้ายกลับบ้านของตน นางจึงตัดสินใจกลับไปยัง
เรือนเล็ก
แต่ก่อนจะจากไป ในใจนางรู้สึกอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย จึงถาม
เสียงเบาว่า “แล้วท่านพ่อเล่า ท่านพ่อจะกลับที่ไหน”
ขณะที่พวกเขารอคอยขบวนแห่อยู่นั้น ผู้คนจากตระกูลเจียงก็รีบ
มากันเป็นจำนวนมาก เพื่อแจ้งเรื่องที่ตระกูลฟางบีบให้พวกเขา
บริจาคเงินในตำหนักไท่เหอให้เจียงจี้จู่รู้
ในฐานะแม่ทัพที่ต่อสู้ในสนามรบ เจียงจี้จู่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับ
กิจการภายในของตระกูลและเคารพการตัดสินใจของน้องชายอย่าง
เต็มที่เสมอมา
ตอนนี้เจียงจี้จงส่งคนมาตามเขาได้ แสดงว่าเรื่องราวคงค่อนข้าง
ร้ายแรง
“แน่นอนว่า…” เจียงจี้จู่นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเปลี่ยนคำพูด
“แน่นอนว่าต้องไปส่งเจ้ากลับบ้าน”
“จริงหรือท่านพ่อ?”
เจียงเซิงเพิ่งดีใจ แต่แล้วก็กลับมาลังเล
“อารองมาตามหาท่าน ตระกูลเจียงคงมีเรื่องสำคัญ ท่านพ่อควร
ไปรีบจัดการธุระดีกว่า ข้าสามารถกลับบ้านเองได้”
นางอยากให้บิดาอยู่เป็นเพื่อนมาก ๆ แต่นางไม่อาจยึดตัวท่าน
พ่อได้ ตระกูลเจียงต้องการเขามากกว่านาง
“เรื่องของตระกูลเจียงมีอารองของเจ้าอยู่แล้ว” เจียงจี้จู่จูงมือเล็ก
ๆ ของนาง “ปกติพ่อไม่ได้จัดการเรื่องของตระกูลเจียงหรอก พ่อ
รับผิดชอบแค่การสู้รบ สังหารชนเผ่าต๋าลู่ที่ชายแดนเท่านั้น”
คนที่อยู่ห่างจากบ้านมานาน เวลากลับบ้านก็มีน้อยนิด
เขากำลังจะไปแล้ว จึงอยากอยู่กับลูก ๆ อีกสักหน่อย
แม้จะเป็นเพียงเวลาชั่วครู่ก็ยังดี
สุดท้ายเจียงจี้จู่ก็นั่งรถม้าไปพร้อมกับเจียงเซิง พวกเขาเดินทาง
กลับมาถึงเรือนเล็กอย่างสนุกสนาน เพิ่งจะผูกสายบังเหียนเสร็จ ก็ได้
ยินเสียงของจางเซียงเหลียนเรียกหาสวี่โม่จากด้านนอก
ดูเหมือนว่าขบวนแห่จะจบลงแล้ว พี่ใหญ่ก็กลับมาแล้วด้วย
เจียงเซิงกระโดดลงมาด้วยความดีใจ ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ได้ยิน
ประโยคที่ดังราวกับฟ้าผ่า
“ข้าเจอเจ้าห้าแล้ว”
สวี่โม่ยังคงสวมชุดขุนนาง เขาเห็นเพื่อนบ้านที่จ้องมองมา จึงรีบ
เดินกลับไปยังเรือนเล็ก แล้วพูดกับน้องชายน้องสาวที่เดินตามมาว่า
“ข้าเจอเจ้าห้าแล้ว เขาอยู่ในวังหลวง”
คำพูดนี้เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสก ๆ ทำให้พี่น้องทั้ง
สี่คนต่างตกตะลึง รวมถึงเจียงจี้จู่ที่กำลังจะกลับก็พลอยตกใจและ
สงสัยไปด้วย
วังหลวงเป็นสถานที่เช่นไร ที่นั่นคือบ้านของเหล่าราชวงศ์ เป็น
สถานที่ลึกลับที่สุดของราชวงศ์ต้าอวี๋ และยังเป็นสถานที่สูงส่งที่สุด
สำหรับสามัญชนทั่วไป
เวินจืออวิ่นตัวสั่นเทาพลางเอ่ยเสียงสั่นเครือ “นี่ นี่มันเป็นไปได้
อย่างไร”
พวกเขาคิดถึงความเป็นไปได้มากมาย คาดเดาตัวตนของจ่าง
เยี่ยน คิดถึงความลำบากของน้องชายคนที่ห้า แต่ไม่มีทางคิดได้เลย
ว่าเขาจะอยู่ในวังหลวง
“หรือว่า…หรือว่าพี่ห้าถูกจับไปตอนแล้ว?” สีหน้าของเจียงเซิง
เปลี่ยนไปมาก นางรู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะร้องไห้ออกมา
นางเพิ่งรู้เมื่อปีที่แล้วจากการอ่านนิทานว่าขันทีในวังทั้งหมด
จะต้องถูกตอน พฤติกรรมและท่าทางก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นหญิงมาก
ขึ้น
คิดถึงความงามที่ไม่อาจแยกแยะชายหญิงได้ของจ่างเยี่ยน
ตอนนี้ก็นับว่าได้รับคำอธิบายแล้ว
พี่ห้าของนางจะกลายเป็นพี่สาวห้าอย่างนั้นหรือ
“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” สวี่โม่ไม่รู้จะขำหรือร้องไห้ “เขาไม่ใช่ขันที
หรอก”
“เช่น เช่นนั้นเป็นอะไรเล่า” เจียงเซิงถามดวงตาแดงก ่า “พี่ห้า
เป็นอะไรไปกันแน่ เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เขายังปกติดีอยู่หรือไม่”
หลังจากได้รับการพยักหน้ายืนยันจากสวี่โม่ นางก็เปลี่ยนจาก
ความเศร้าใจเป็นยินดี “ยังมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว ยังปกติดีก็ดีแล้ว”
แม้แต่เวินจืออวิ่นก็ยังถอนหายใจโล่งอก ราวกับยกก้อนหินใหญ่
ออกจากตัวได้
สวี่โม่ชะงักไปเล็กน้อย แล้วก็เริ่มรู้สึกโล่งใจตามไปด้วย
ไม่ว่าเจ้าห้าจะเป็นอย่างไร อีกฝ่ายจะยอมรับความสัมพันธ์พี่น้อง
นี้หรือไม่ แค่เขายังปลอดภัยดี แค่เขายังมีชีวิตอยู่ เท่านี้ก็เพียงพอ
แล้ว
รายละเอียดที่ถูกมองข้ามไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้ถูกเก็บขึ้นมา
ทั้งหมด
หากจ่างเยี่ยนปฏิเสธเขาจริง ๆ ก็คงไม่ยอมรับจี้หยก คำพูดที่พูด
หลังจากนั้นก็ยิ่งเหมือนกำลังพยายามตัดความสัมพันธ์กับเขา
หากองค์ชายห้าไม่ใช่จ่างเยี่ยน ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งใจหันหลังให้
เพื่อปิดซ่อนใบหน้า หรือแม้แต่ปฏิเสธจะสบตากับเขา
เมื่อเทียบกับการที่เจ้าห้าทอดทิ้งพี่น้องของเขาไป สวี่โม่คิดว่า
เขาอาจมีความลำบากบางอย่าง ที่ทำให้น้องชายไม่สามารถติดต่อ
กับพี่น้องในเรือนเล็กได้
แต่เขาจะมีความยากลำบากอะไรเล่า?
ตอนที่ได้รับการแต่งตั้ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าจิ้นซื่อลอย
เข้าหู ชัดเจนว่าเป็นสถานการณ์อันน่าอึดอัดขององค์ชายห้า สวี่โม่
ไม่อาจควบคุมความตื่นเต้นได้ “เจ้าห้าอาจจะมีปัญหา พวกเราต้อง
ช่วยเขา พวกเราทอดทิ้งเขาไม่ได้”
แต่จะช่วยอย่างไร?
ในงานเลี้ยงชมดอกไม้กำลังจะมีการบริจาคเงิน องค์ชายห้าไม่มี
เงินและยังปฏิเสธว่ารู้จักกับพวกเขา
ถ้าเช่นนั้นก็ทำได้แค่ต้องส่งเงินไปโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
สวี่โม่กวาดตามองรอบ ๆ สุดท้ายก็จับจ้องไปที่เจียงเซิงซึ่งสีหน้า
มีความสุข