พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 407 พี่น้ององค์ชายของข้า
บนโลกนี้มีผู้คนที่บริสุทธิ์ใสซื่อไม่มากนัก เจียงเซิงอาจนับเป็น
หนึ่งในนั้น
เมื่อเทียบกับความกังวลและสงสัยของพี่ใหญ่ นางสนใจเพียงว่า
พี่ห้ายังคงปลอดภัยดีหรือไม่ ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
สำหรับนางแล้ว ต่อให้พี่ห้าจะหนีไปจริง ๆ จะไม่ต้องการพวกเขา
อีกต่อไปจริง ๆ ก็ไม่เป็นไร
“ขอเพียงยังแข็งแรงสบายดี เขาจะอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น” เด็กหญิง
ตัวน้อยกล่าวด้วยสีหน้าโล่งใจ “กินดีอยู่ดี นอนอุ่นสุขสบาย เท่านั้นก็
พอแล้ว”
นางกลัวว่าพี่ห้าที่อ่อนแอจะใช้ชีวิตอย่างลำบาก
เวินจืออวิ่นที่อยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าตาม ดวงตากลมโตเต็มไปด้วย
ความโล่งอก
ส่วนฟางเหิงกับเจิ้งหรูเชียนฟังเรื่องสำคัญออก จึงเข้ามาล้อมวง
ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เจอในวังหลวง ข้อมูลนี้ซับซ้อนเกินไป ทำให้พวกเขาต่างกลั้น
หายใจโดยไม่รู้ตัว
“เป็นเพราะข้าสับสนเกินไป ถึงไม่คิดอะไรได้เท่าน้องชาย
น้องสาว” สวี่โม่อธิบายพลางยิ้มขื่น “ข้าเริ่มสงสัยตั้งแต่ตอนสอบใน
วังหลวงแล้ว ตอนที่ได้รับการแต่งตั้งจึงรีบไปพิสูจน์ดู แต่เจ้าห้าไม่
ยอมรับข้า ท่าทีของเขาเย็นชามาก ตอนแรกข้าโกรธและรู้สึกเสียใจ
จึงจะคิดได้ว่าเขาคงมีเหตุผลที่พูดไม่ได้อยู่”
เขาไม่เพียงปกป้องพี่ชายคนโตเท่านั้น แต่ยังตัดความเกี่ยวข้อง
ออกไปด้วย
นั่นแสดงว่าสถานการณ์ของเขาไม่ดีนัก และยังบ่งบอกด้วยว่าใน
วังมีสายตามากมายคอยจับจ้องอยู่
“ตอนนี้เจ้าห้ากำลังลำบาก ข้าในฐานะพี่ใหญ่ไม่อาจนิ่งดูดาย
ได้” สวี่โม่กำมือแน่น “เจ้ารอง เจ้าสาม พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
เขาถามตัวเองอย่างจริงใจ ตลอดห้าหกปีที่ใช้ชีวิตอยู่กับ
น้องชายน้องสาว ส่วนใหญ่เขามักจะช่วยตัดสินใจและให้คำแนะนำ
แต่ก็เพียงเสนอความเห็นเท่านั้น ไม่เคยก้าวก่ายการตัดสินใจของคน
อื่น
พวกเขาเป็นพี่น้องกัน แต่ก็เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง
“ข้าต้องช่วยอยู่แล้ว! ท่านเป็นพี่ใหญ่ ส่วนข้าเป็นพี่ชายคนรอง
นะ” เจิ้งหรูเชียนตะโกน “แต่พี่ใหญ่ ท่านพูดมาตั้งนาน แต่ยังไม่ได้พูด
ถึงเรื่องสำคัญเลย เจ้าห้าไปทำอะไรในวังหลวงกันแน่”
ถ้าไม่ได้เป็นขันที เช่นนั้นเขาก็คงไม่ได้เป็นนางกำนัลหรอกนะ
เจียงเซิงกับเวินจืออวิ่นพยักหน้าพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขา
ก็อยากรู้ใจจะขาด
มีเพียงฟางเหิงที่ยังคงสีหน้าเรียบเฉย นึกถึงความเป็นไปได้ที่ไม่
น่าเป็นไปได้ที่สุด
“แน่นอนว่าเขาเป็น…องค์ชาย” สวี่โม่ยิ้มเศร้า
สีหน้าของน้องชายน้องสาวทุกคนเปลี่ยนไป พวกเขารู้สึกมึนงง
จนบรรยากาศรอบตัวดูบิดเบี้ยวไปหมด หัวสมองสับสน ราวกับว่า
พวกเขากำลังคิดถึงเจ้าห้ามากเกินไปจนฝันประหลาด
มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
ชาติกำเนิดของฟางเหิงและเจียงเซิงก็ทำเอาทุกคนตกตะลึงมา
มากพอแล้ว ใครจะคิดว่าเจ้าห้าจะเหนือชั้นยิ่งกว่า
คิดดูเถอะ ด้วยสถานะอันสูงส่งเช่นนั้นแต่กลับต้องมากินข้าวโพด
กับผักดอง นอนบนฟูกเดียวกัน สวมเสื้อคลุมสีเทาไม่พอดีตัว มันช่าง
เกินจริงเสียเหลือเกิน
“เป็นไปได้หรือไม่ว่า…พวกเราจะเข้าใจผิด” เป็นครั้งแรกที่เจิ้งหรู
เชียนไม่คิดเรื่องการสมรู้ร่วมคิดระหว่างขุนนางกับพ่อค้า
“ไม่มีทางผิดแน่นอน” สวี่โม่ยืนยันหนักแน่น “เขาคือเจ้าห้า
น้องชายที่พวกเราอยู่ด้วยกันมาห้าปี”
ในยุคที่ผู้คนมีอายุขัยเฉลี่ยเพียงห้าสิบปี ห้าปีนี้ถือเป็นหนึ่งในสิบ
ของชั่วชีวิต
ไม่จำเป็นต้องพูดถึงช่วงเวลาที่พวกเขาต่างพึ่งพาอาศัยกัน
แม้แต่ความเข้าอกเข้าใจในการร่วมมือกันและหัวเราะเยาะผู้อื่นก็ฝัง
ลึกอยู่ในกระดูกแล้ว
“มิน่าบางครั้งข้าถึงรู้สึกคุ้นหน้าเจ้าห้า แถมเขายังไม่สนใจ
ดอกไม้ไฟพวกนั้นเลย” ฟางเหิงพึมพำ “ทั้งยังไม่สนใจเงินทอง ไม่
สนใจอำนาจด้วย”
เจิ้งหรูเชียนที่ยากจนและสาบานว่าจะร ่ารวยพยายามหาเงิน
สุดกำลัง
สวี่โม่ผู้ตกอับพยายามก้าวหน้าและกลายเป็นที่พึ่งพิงของ
น้องชายน้องสาว
มีเพียงจ่างเยี่ยนเท่านั้นที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เคยสนใจเรื่องจน
รวย ไม่เคยหวาดกลัวการกดขี่ข่มเหงจากผู้มีอำนาจ
ที่แท้เขาก็เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดมาก่อน
“เจ้าห้ากล้าปิดบังข้า เขาบอกว่าพี่น้องไม่มีความลับต่อกัน”
เวินจืออวิ่นน ้าตาคลอขึ้นมาอีกครั้ง “แต่เขากลับผิดคำพูด เขาหลอก
ข้า”
คนที่เคยกำชับว่าไม่ให้พวกเขาปิดบังความลับ กลับเป็นคนที่
เก็บซ่อนความลับไว้ลึกที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่แปลกที่สวี่โม่จะโกรธและรู้สึกท้อแท้ ไม่แปลกที่เวินจืออวิ่นจะ
น ้าตาไหลพราก มีเพียงเจียงเซิงที่เงยหน้ามองมาอย่างงุนงง
“พี่ห้าไม่ได้จากไปโดยไร้เหตุผล เขาเคยบอกว่าไม่ชอบวังหลวง
เขาบอกว่าตัวเองรักอิสระ”
ประโยคสุดท้ายไม่ได้พูดออกมา เขากลับไปเพราะพวกเรา
แต่นั่นก็เพียงพอจะทำให้สวี่โม่รู้สึกปวดใจ
เด็กหนุ่มผู้สง่างามดุจสายลมแสงจันทร์ทุบโต๊ะด้วยหมัดข้างเดียว
“เป็นเพราะตำแหน่งจอหงวนที่ทำให้เจ้าห้าต้องไปเผชิญหน้ากับองค์
ชายใหญ่ หากรู้เช่นนี้แต่แรก ข้ายอมไม่รับตำแหน่งบัณฑิตฮั่นหลิน
ขอเป็นเพียงขุนนางธรรมดาขั้นสองก็พอ”
ความรุ่งโรจน์และเกียรติยศทั้งหมดนี้ล้วนแลกมาด้วยการเสียสละ
ของน้องชาย
มันทำให้เขารู้สึกทนไม่ได้
“พี่ใหญ่” เจิ้งหรูเชียนยื่นมือออกไปห้าม “พูดไปก็ไม่มีประโยชน์
อะไรแล้ว ยังไงก็คิดหาทางแก้ไขกันดีกว่า”
ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว การจมอยู่กับความเจ็บปวดโดยไม่
สามารถถอนตัวออกมาได้ คงเป็นทางเลือกของคนโง่เท่านั้น
สวี่โม่นั้นฉลาดหลักแหลม เขาเล่าเรื่องที่ตระกูลฟางบีบให้ตระกูล
อื่นบริจาคในงานพิธีรับตำแหน่งให้ฟัง แล้วกล่าวว่า “สหายร่วมเรียน
คนหนึ่งเคยบอกว่า องค์ชายห้าไม่มีทรัพย์สินติดตัว ตระกูลฝ่ายพระ
มารดาก็ตกอับจนไม่สามารถให้การสนับสนุนได้ พวกเราไม่อาจ
ปล่อยให้องค์ชายห้าต้องอับอายในงานเลี้ยงชมดอกไม้เด็ดขาด”
คำพูดมากมายนี้สรุปได้เป็นสองคำ “ส่งเงิน”
เจิ้งหรูเชียนรับปากอย่างใจกว้าง “พี่รองไม่มีอะไรให้ใช้จ่าย แต่มี
เงินเพียงเล็กน้อย หากสามารถส่งเนื้อไปให้เจ้าสามกินได้ ข้าก็
สามารถบริจาคเงินให้เจ้าห้าได้เหมือนกัน”
ตามมาตรฐานขององค์ชายรองและองค์หญิงสามแล้ว มันก็แค่
เงินหนึ่งหมื่นตำลึง
ก็แค่…หนึ่งหมื่นตำลึง
ใครบางคนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจ แข้งขาสั่น
ระริกไปด้วย
“รายได้จากในเมืองหลวงสองปีนี้ กับรายได้จากเขตอันสุ่ยและ
เงินจากการขายลิ้นจี่เมื่อปีที่แล้ว น่าจะรวบรวมได้มากพอ” เจิ้งหรู
เชียนกัดฟันพูด “เพื่อน้องชายของข้า ข้าทำได้ทุกอย่าง”
“ถูกต้อง ทำได้ทุกอย่าง” ฟางเหิงก็ก้าวออกมา
ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานคนตระกูลใหญ่หรือองค์ชาย พวกเขาล้วน
พบกันที่เขตอันสุ่ย ความสนิทสนมที่พึ่งพาอาศัยกันมาหลายปีนั้นไม่
อาจถูกจำกัดด้วยสถานะ
“เจ้าห้าหลอกข้า ข้าจะไปเอาเรื่องกับเขา” เวินจืออวิ่นเช็ดน ้าตา
ให้แห้ง “แต่ตอนนี้น้องชายมีปัญหา คนเป็นพี่ชายจะไม่สนใจไม่ได้
ข้าสามารถนำรายได้ทั้งหมดของสำนักแพทย์มาให้ได้”
พวกเขาเหมือนจะมีเงินมากมาย ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและ
เสื้อผ้า
แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น เงินหนึ่งหมื่นตำลึงนี้ยัง
ต้องเก็บรวบรวม
โชคดีที่สามารถรวบรวมได้ครบ
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจ ในที่สุดก็มาถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุด
“แล้วใครเป็นคนนำเงินไปส่งให้เจ้าห้า พี่ใหญ่หรือ?”
สวี่โม่ส่ายหน้า
พวกเขาพี่น้องมีสถานะธรรมดาเกินไป ขุนนางฮั่นหลินขั้นหกใน
เมืองหลวงก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ
ส่วนลูกหลานตระกูลใหญ่ที่มีคุณสมบัติเพียงพอก็ไม่คุ้นเคยกับ
เจ้าห้า พอคิดไปคิดมาก็มีแต่บุตรสาวคนโตของตระกูลเจียงที่ชอบ
เหม่อลอยเท่านั้น
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ใบหน้าของเจียงเซิง นางรู้สึกตัวช้า ๆ
“ให้ข้าไปหรือ?”
พี่ชายทั้งหลายพยักหน้าพร้อมกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
เรื่องนี้เหมือนกับตอนที่พวกเขาวางแผนเรื่องซุนอวี้ที่เขตอันสุ่ย
ในใจทั้งต้องการให้น้องสาวเข้าใกล้เฉียวอวี่เหอ แต่ก็กลัวว่าน้องสาว
จะได้รับบาดเจ็บ ต่างก็กลัดกลุ้มและไม่สบายใจ หวาดหวั่นและจน
ปัญญา
“ได้!” นางไม่ลังเลเลย หันไปมองทางประตูแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ
ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
สายตาของพี่น้องชายทั้งสี่หันไปอีกครั้ง จับจ้องร่างสูงใหญ่ของ
ท่านแม่ทัพที่ยืนตัวตรง
เจียงเซิงต้องการเข้าวังจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจาก
ตระกูลเจียง แต่นางไม่เคยได้รับการศึกษาแบบคุณหนูตระกูลใหญ่ที่
ถูกต้อง ทำให้เล่ห์เหลี่ยมและทักษะของนางอ่อนด้อยกว่าเด็กสาวรุ่น
เดียวกันอยู่บ้าง
ตระกูลเจียงกังวลว่าบุตรสาวคนโตจะเสียเปรียบ การจะขัดขวาง
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เจียงเซิงถึงกับเตรียมพร้อมจะออดอ้อนและเกาะติดแล้ว กระทั่ง
เจียงจี้จู่เผยรอยยิ้มจนใจ “เจ้าเด็ก ๆ พวกนี้ คิดว่าข้าแก่แล้วก็ต้องดื้อ
รั้นหัวแข็ง ละทิ้งทุกสิ่งเพื่อความปลอดภัยหรือ?”
อย่าลืมว่าคนวัยกลางคนล้วนผ่านช่วงเวลาที่เลือดร้อนมาแล้ว
ทั้งนั้น
ใครบ้างที่ไม่เคยผ่านวัยหนุ่มสาวมา?