พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 408 เจียงเซิงร่วมงานเลี้ยง
“เช่นนั้นหมายความว่าท่านพ่อตกลงแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” เจียง
เซิงตอบอย่างว่องไว “ท่านพ่อดีที่สุด ขอบคุณท่านพ่อมากเจ้าค่ะ”
นางพุ่งเข้าไปกอดและจับมือใหญ่ที่ให้ความรู้สึกอุ่นใจ
“อย่าเพิ่งขอบคุณพ่อเร็วนัก” เจียงจี้จู่กลับมาจริงจังอีกครั้ง “วัง
หลวงแตกต่างจากที่อื่น ภายในนั้นมีสายตาที่คอยจับจ้อง มีคนคอย
สอดส่องอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุกคำพูดต้องคิดให้ถี่ถ้วนเพื่อป้องกัน
ไม่ให้คนที่มีเจตนาร้ายนำทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่”
“เจ้าเรียนรู้มารยาทในการเข้าร่วมงานเลี้ยงแล้วหรือยัง? จดจำฮู
หยินและคุณหนููของตระกูลที่คุ้นเคยกันได้หรือไม่? ต้องเตรียมเสื้อผ้า
และเครื่องประดับสำหรับงานเลี้ยง เจ้าจะไปในฐานะตัวแทนของ
ตระกูลเจียง ย่อมต้องมีภาพลักษณ์ของคุณหนูตระกูลใหญ่”
“ที่วังหลวงยังจะได้พบกับเหล่าพระสนมในวังหลัง ไม่เพียงต้อง
คำนับเท่านั้น แต่ยังต้องรู้ว่าพวกนางมาจากตระกูลใหญ่ตระกูลไหน
บุตรธิดาของพวกนางเป็นใคร และมีข้อห้ามอะไรที่ไม่ควรเอ่ยถึง…”
การเป็นสตรีจากตระกูลใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เจียงเซิงยิ่งฟังยิ่งงง หัวสมองแทบจะตื้อ แต่เมื่อนึกถึงพี่ห้าที่โดด
เดี่ยวและน่าสงสารแล้ว นางก็ฟื้นคืนสติ กัดฟันพูดว่า “เรียน ข้าจะ
เรียนทั้งหมดเลย”
แม้แต่คนที่ขี้เกียจที่สุดก็ยังมีช่วงเวลาที่ต้องดิ้นรนและพยายาม
เพื่อพี่ห้า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย!
เจียงเซิงกำหมัดแน่น ตัดสินใจเด็ดขาด ในวันนั้นเองนางก็
กลับไปตระกูลเจียงพร้อมกับบิดา
เมื่อพูดถึงเรื่องการเข้าร่วมงานเลี้ยง ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็ไม่เห็น
ด้วยจริง ๆ แต่นางเป็นผู้อาวุโสที่มีความคิดก้าวหน้า หลังจากเจียงเซิง
อ้อนวอนสองสามคำ ก็ยอมโบกมือตอบตกลงอย่างจนใจ
เพียงแต่กำชับเด็กหญิงว่า “ถึงเวลานั้นก็ให้อยู่ใกล้ ๆ อาสะใภ้
รองของเจ้า หากเกิดเหตุไม่คาดฝันก็จะขอความช่วยเหลือจากพี่สาว
ซือชิงได้ จำได้หรือไม่?”
“ข้าจำได้แล้วท่านย่า” เจียงเซิงรับคำอย่างกระตือรือร้น จู่ ๆ ก็นึก
อะไรขึ้นมาได้ “เสี่ยวอวี๋ไม่ไปด้วยหรือ?”
เรื่องที่ฮูหยินท่านแม่ทัพเลี่ยวซื่อเสียสติไม่ใช่ความลับในเมือง
หลวง ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็อายุมากแล้ว ภาระในการเข้าร่วมงานเลี้ยง
และการพบปะแลกเปลี่ยนจึงตกอยู่กับบ้านรอง
เจียงเฉิงอวี๋ในฐานะบุตรสาวของบ้านรองย่อมไม่ควรไม่ไปงาน
เช่นนี้
“นางน่ะ…” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหยุดไปชั่วครู่ “เชื่อใจไม่ได้”
ดังนั้น เจียงเฉิงอวี๋ยังไปเข้าร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้ เพียงแต่
เพราะนิสัยที่ยังไม่สุขุมมั่นคงพอ จึงถูกท่านย่าตัดออกจากรายชื่อคน
ที่จะให้ความช่วยเหลือได้
โชคดีที่นางไม่รู้ ไม่เช่นนั้นคงโกรธจนกระโดดเท้าแน่
เจียงเซิงยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ
หลายวันต่อมา ตระกูลเจียงต่างยุ่งวุ่นวายกันมาก
นอกจากต้องเชิญอาจารย์หญิงมาสอนมารยาทและกฎระเบียบ
แล้ว ยังต้องกดดันเจียงเซิงให้ท่องจำเครือข่ายตระกูลใหญ่ในเมือง
หลวง จดจำภาพวาดของบรรดานางในวังหลัง รวมถึงเหล่าองค์ชาย
องค์หญิงทั้งหลาย
แค่นี้ก็พอแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ปวดหัวที่สุดคือการตัดเย็บเสื้อผ้า
จ่างเยี่ยนจากไปไม่กี่วัน เจียงเซิงก็ผอมลงไปหลายชั่งเพราะ
ความกังวล ตอนนี้นางทั้งเรียนทั้งเหนื่อย โดยไม่รู้ตัวก็สูญเสียน ้าหนัก
ไปมากกว่าเดิมแล้ว
การวัดขนาดรอบเอวให้กระชับพอดี แต่ผ่านไปสองวันก็สามารถ
สอดนิ้วเข้าไปได้
ชุดสำหรับงานเลี้ยงยังตัดไม่เสร็จก็ไม่พอดีตัวแล้ว การวัดตัวใหม่
หมายถึงต้องเร่งทำงานใหม่ ชุดสำหรับงานเลี้ยงไม่เหมือนกับเสื้อผ้า
ทั่วไป แม้จะมีช่างปักสิบคนตัดเย็บพร้อมกัน ก็ต้องใช้เวลาสามถึงห้า
วันจึงจะเย็บเสร็จ
ถานเยี่ยร้อนใจจนเป็นไฟ เดินวนไปมาทั่วห้อง
“คุณหนูกินให้มากหน่อยเจ้าค่ะ กินให้มากกว่านี้อีก อย่าให้ผอม
ลงเชียว”
พ่อครัวใหญ่ของตระกูลเจียงได้แสดงฝีมืออีกครั้ง อาหาร
มากมายและหลากหลายถูกยกขึ้นโต๊ะ มีทั้งหมู แกะ วัว ไก่ นก สัตว์ที่
บินบนฟ้า วิ่งบนดิน และว่ายในน ้า แทบทุกอย่างที่มีขายในตลาดล้วน
ถูกนำมาปรุงอาหาร
เจียงเซิงก็กินเช่นกัน แต่ในใจยังกังวลอยู่ บนฝ่ามือยังมีรอยที่
อาจารย์หญิงตีเอาไว้ จึงไม่มีความอยากอาหารเหมือนแต่ก่อน
เหอรุ่ยตอนนี้รับใช้อยู่ในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเจียง เขาไม่อยาก
เห็นคนที่ตนรักต้องลำบาก จึงกล้าเสนอความคิดว่า “ถ้าไม่ไหวจริง ๆ
ก็ซื้อเสื้อผ้าสำเร็จให้คุณหนูเถอะขอรับ”
ถานเยี่ยตาโต
“จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร บุตรสาวของตระกูลใหญ่มีกี่คนกันที่
สวมเสื้อผ้าสำเร็จ ทุกตระกูลล้วนสั่งตัดชุดงานเลี้ยงล่วงหน้าตั้งหลาย
เดือน ลูกหลานตระกูลเจียงของพวกเราก็ต้องไม่ด้อยไปกว่าใคร
เช่นกัน”
พูดจบก็หันไปมองเจียงเซิงที่ดูสิ้นหวัง แล้วอ้อนวอนว่า “คุณหนู
กินให้มากหน่อยนะเจ้าคะ อย่าผอมลงอีกเลย เขาว่ากันว่าคนป่วยมัก
ผอมลง หรือว่าคุณหนูไม่สบายหรือเจ้าคะ”
นางรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเหตุผล จึงโบกมือจะเรียกหมอประจำจวนมา
เหอรุ่ยรีบห้ามไว้
“พี่สาวถานเยี่ยใจเย็น ๆ ก่อนขอรับ ข้าว่าคุณหนูไม่เหมือนคน
ป่วยหรอก แต่ดูโตขึ้นเท่านั้น”
อ้อ ใช่แล้ว เรื่องความสูง
ในอดีต เจียงเซิงซึ่งผ่านความยากลำบากมามากมาย หลังจากที่
เคยสูงกว่าพี่สี่และพี่ห้าในช่วงสั้น ๆ ตอนอายุแปดขวบนางก็หยุดโต
อีกครั้ง
ตอนนี้จ่างเยี่ยนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเด็กชายเป็นเด็กหนุ่ม เวินจื
ออวิ่นก็โตตามเขาไปด้วย ทำให้น้องสาวกลายเป็นคนที่ตัวเตี้ยที่สุด
อีกรอบ
แม้แต่ในตระกูลเจียง หลานสาวสองคนที่อายุไล่เลี่ยกันอย่างเจียง
เฉิงอวี๋ก็สูงเกือบห้าฉื่อแล้ว แต่เจียงเซิงยังสูงไม่ถึงสี่ฉื่อด้วยซ ้า
หากนางสามารถโตขึ้นได้จริงก็คงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแน่นอน
ในที่สุดถานเยี่ยก็ต้องกัดฟันปล่อยไป นำไม้มาวัดความสูงของ
เจียงเซิงและเตรียมพร้อมด้วยการทำชุดงานเลี้ยงขนาดใหญ่ กลาง
และเล็กไว้สามชุด
กลางเดือนห้า งานเลี้ยงบริจาคในนามงานเลี้ยงชมดอกไม้ก็จัด
ขึ้นที่ตำหนักเป่าเหอภายในพระราชวัง
ช่างปักจัดส่งชุดงานเลี้ยงทั้งสามชุดมาให้ ถานเยี่ยถือโอกาสนี้
วัดตัวเจียงเซิงอีกครั้งจากหัวจรดเท้า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พบว่า
แตกต่างกันราวกับความกว้างของหนังตาสองชั้น
แม้จะสังเกตได้ยาก แต่นี่ผ่านไปไม่กี่วันเท่านั้น มันเพียงพอจะทำ
ให้ถานเยี่ยยิ้มกว้างจนปิดปากไม่ลง
เมื่อลองสวมชุดอีกครั้ง ชุดขนาดกลางก็พอดีตัวที่สุด
เพื่อเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงชมดอกไม้ครั้งนี้ ทั้งตระกูลเจียง
ต่างวุ่นวายกันไปหมด
กระทั่งทุกอย่างลงตัวแล้ว ถานเยี่ยก็คอยช่วยเจียงเซิงเปลี่ยนชุด
งานเลี้ยง จัดแต่งทรงผมให้นางเป็นมวยสูงที่ดูสง่างามแต่ยังคงกลิ่น
อายความเป็นเด็กสาว สุดท้ายก็ปักปิ่นที่ทำจากเครื่องประดับทอง
บริสุทธิ์
มีคำกล่าวว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง
แต่ก่อนเจียงเซิงมักสวมเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดา ทำผมมวยคู่แบบง่าย
ๆ ด้วยกลัวจะทำเครื่องประดับหายจึงไม่เคยใส่ อย่างมากก็ผูกผ้ารัด
ผมสีแดง มองจากไกล ๆ ก็จะรู้สึกแค่ว่าเด็กคนนี้ดูแข็งแรงสมบูรณ์
เลี้ยงง่าย
แต่ตอนนี้นางสวมเสื้อคลุมที่ตัดเย็บจากผ้าไหมหรูหรา กระโปรง
จีบปักด้วยเส้นไหมทองคำแท้ สร้อยคอยาวประดับอัญมณีล ้าค่าใส่
ห้อยอยู่บนลำคอ ข้อมือสวมกำไลหยกและโมราที่ใสไร้ตำหนิ เมื่อ
เคลื่อนไหวจะส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งไพเราะ
ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยแป้งและเครื่องประทินโฉม ริมฝีปากเป็นสี
แดงสด ประกอบกับเครื่องแต่งกายที่หรูหราเหล่านี้ นางก็ดูราวกับเป็น
คนละคนไปเลย
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงถึงกับตกตะลึง เจียงจี้จู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่วน
บรรดาสาวใช้และบ่าวผู้ชายต่างพากันมามุงดูอย่างสนใจใคร่รู้
เจียงเซิงรู้สึกหดหู่ชั่วขณะ แต่พอนึกถึงคำสอนของอาจารย์สตรี
แล้วจึงยืดหลังตรงเดินออกไป พยายามทำตัวให้สง่างามและย่อตัว
คำนับ “คารวะท่านพ่อ คารวะท่านย่าเจ้าค่ะ”
หากไม่มีช่วงเวลาสิบสองปีที่หายไป บุตรสาวตัวจริงของตระกูล
เจียงก็คงมีลักษณะเช่นนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงตาแดงเรื่อ ยื่นสองมือออกมา “เด็กดี ลุกขึ้น
เถอะ ช่วงนี้เจ้าลำบากมามากแล้ว”
เจียงเซิงส่ายหน้าพาให้ปิ่นบนมวยผมส่งเสียง นางรีบทำศีรษะให้
นิ่งทันที ไม่กล้าส่ายไปมาอีก
ท่าทางระมัดระวังของนางทำให้ผู้คนอดขำไม่ได้
“คุณหนู ฮูหยินรองกับคุณหนูสี่รออยู่ข้างนอกแล้วเจ้าค่ะ”
ถานเยี่ยเข้ามารายงาน
เจียงจี้จงเป็นขุนนางจึงยังอยู่ในราชสำนัก ส่วนเจียงเฉิงเฟิงกำลัง
ทุ่มเทให้กับการสอบขุนนาง ดังนั้นผู้ที่มาจากตระกูลเจียงจริง ๆ จึงมี
เพียงสตรีไม่กี่คนเท่านั้น
เจียงเซิงค่อย ๆ เดินไปทางประตูใหญ่ กล่าวลาบิดาและท่านย่า
ด้วยมารยาทที่สมบูรณ์แบบที่สุด สุดท้ายก็ลูบคลำตั๋วเงินมูลค่าหมื่น
ตำลึงที่ซุกไว้ในอก ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าไปอย่างเด็ดเดี่ยว
คนขับรถม้าด้านนอกดึงบังเหียนร้องว่า “ไป!”
เหล่าเด็กหนุ่มที่อยู่ไกลออกไปต่างถอนหายใจ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ
น้องสาวแต่งตัวงดงามจนจำไม่ได้ หรือเป็นเพราะคิดถึงน้องชายที่
แอบหนีไปและกำลังจะได้พบกันอีกครั้ง