พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 409 วิถีแห่งตระกูลใหญ่
เสียงเครื่องประดับดังแว่วมา
เด็กสาวที่แต่ก่อนดูกลมป้อมแข็งแรงและไม่เข้ากับคนตระกูล
ใหญ่ บัดนี้กลับมีช่วงเวลาที่งามสง่าและเรียบร้อยอ่อนหวาน
แม้ว่านี่จะเป็นชะตากรรมเดิมของนางก็ตาม
ฮูหยินรองถอนหายใจเบา ๆ สายตาเหลือบมองไปยังเจียงเฉิงอวี๋
ที่เนื้อตัวประดับประดาด้วยอัญมณีเช่นกัน นางยิ้มพลางเอ่ยทำลาย
ความเงียบ
“หลานรักอย่ากลัวนะ พวกฮูหยินจะรวมตัวกันทักทาย ส่วนเจ้า
แค่ตามเสี่ยวอวี๋ไป หากมีอะไรก็เรียกนางได้”
ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านย่าเคยบอกว่าเสี่ยวอวี๋พึ่งพาไม่ได้
ทว่าต่อหน้ามารดาของอีกฝ่าย เจียงเซิงจึงได้แต่โกหกตาไม่
กะพริบตาว่า “ข้าจำได้แล้ว ขอบคุณอาสะใภ้เจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน” ฮูหยินร
องยิ้มและบีบต้นขาบุตรสาวแท้ ๆ ของนาง
เจียงเฉิงอวี๋ที่กำลังเหม่อลอยจึงได้สติ
“อา ใช่ ๆ ๆ มีเหตุผล”
ช่างแปลกจริง ๆ ปกติแล้วนางเป็นคนร่าเริงและช่างพูด ปากกล้า
ไม่ยอมใคร แต่กลับมีช่วงเวลาที่เงียบขรึมเช่นนี้
แม้แต่ท่าทางที่แสร้งทำก็ยังแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดอันน่า
ประหลาด
เจียงเซิงกะพริบตา แสดงท่าทางเหมือนพี่สาว
“เสี่ยวอวี๋ เจ้าเป็นอะไรไป ไม่สบายตรงไหนหรือ?”
“ข้าไม่เป็นไร” เจียงเฉิงอวี๋หัวเราะแห้ง ๆ “พี่สาวต่างหาก ถ้ารู้สึก
ไม่สบายตรงไหน บอกข้าได้เลยนะ”
แม้จะเป็นเด็กสาวที่แข็งแกร่งเหมือนกัน ต่อให้ลูกหลานคนที่สี่
ของตระกูลเจียงจะร่าเริงและกระตือรือร้นแค่ไหน นางก็ยังเป็นเด็กที่
ได้รับการศึกษาจากตระกูลใหญ่ มีบิดาที่รับราชการในราชสำนัก มี
ท่านลุงที่ควบคุมกองทัพในสนามรบ และท่านปู่ที่ค้าขายมาหลายปี
เมื่อเทียบกับเจียงเซิง นางต่างหากที่เป็นเด็กที่เติบโตมาในรัง
น ้าผึ้งอย่างแท้จริง
ด้านล่างสามารถเป็นคนห้าวหาญ บุ่มบ่ามใจร้อน และไม่มีเหตุ
ผลได้ แต่ด้านบนสามารถวางตัวเรียบร้อยสง่างาม สุภาพอ่อนโยน
และเข้าร่วมงานเลี้ยงในราชสำนักได้
เมื่อรถม้าหยุดลง นางยังจำได้ว่าอธิบายให้พี่สาวต่างสายเลือดที่
เพิ่งมาฟังว่า “พวกเราล้วนเป็นครอบครัวขุนนาง รถม้าไม่สามารถ
เข้าวังหลวงได้ สาวใช้และบ่าวรับใช้ก็เข้าไปไม่ได้เช่นกัน สำหรับ
เส้นทางที่ยาวไกลเช่นนี้ พวกเราต้องเดินเท้าเท่านั้น”
ฟังดูแล้วช่างลำบากยิ่งนัก
เจียงเซิงเดินตามนางลงจากรถม้า มองไปไกล ๆ ก็สัมผัสเพียง
แสงทองสว่างวับวาวราวกับจะทำให้คนตาบอดได้
พอมองอย่างละเอียด ที่แท้มันก็คือบรรดาฮูหยินผู้มั่งคั่งจาก
ตระกูลต่าง ๆ และเหล่าสาวงามที่แต่งตัวหรูหรา ทั่วร่างประดับประดา
ด้วยทองคำที่สามัญชนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็นตลอดชีวิต
“คนพวกนี้ช่างแต่งตัวกันจริง ๆ” เสียงบ่นของเจียงเฉิงอวี๋ดัง
ขึ้นมาถูกจังหวะ “ข้าคิดว่าตนเองมั่งคั่งพอแล้ว ไม่คิดว่าพวกนางจะ
เหนือกว่านั้น ราวกับอยากจะเอาเหมืองทองมาไว้บนหัวเลย”
ปิ่นปักผมสีทองฝังด้วยอัญมณีหลากสี นับเป็นสิ่งยอดนิยมกัน
ในช่วงหลายปีมานี้จริง ๆ
เจียงเซิงแต่เดิมก็ชอบมันมาก แต่ตอนนี้ด้วยความเมื่อยล้าตรง
ต้นคอ นางพลันรู้สึกว่าตั๋วเงินนั้นงดงามกว่า
“ไปกันเถอะ” ฮูหยินรองเร่งเร้าอยู่ด้านหน้า
เหล่าเด็กสาวยืดหลังตรง ก้าวเดินตามไปอย่างสง่างาม
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงเซิงเข้าวัง นอกจากภารกิจอันยากลำบากใน
การนำเงินไปให้พี่ห้าแล้ว นางก็มีความคิดส่วนตัวเล็กน้อย อยากจะดู
ว่าวังหลวงนั้นมีอิฐทองวางเรียงรายอยู่ทั่วทุกหนแห่งจริงหรือไม่
หลังเดินเข้ามาจริง ๆ ถึงได้พบว่าตรงไหนก็ไม่มีสีทองอร่าม มี
เพียงทางเดินซึ่งปูด้วยหินที่อบอุ่นและไม่ลื่น
ความผิดหวังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เพียงนึกว่าจะได้พบพี่
ห้า นางก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีกครั้ง ยืดตัวสง่างามพร้อมกับ
เครื่องประดับบนศีรษะ
จากประตูใหญ่ของวังหลวงไปจนถึงตำหนักเป่าเหอใช้เวลา
ประมาณหนึ่งถ้วยชา
“นี่คือสถานที่ที่ฝ่าบาทมักใช้จัดงานเลี้ยงบ่อย ๆ” สีหน้าของเจียง
เฉิงอวี๋แสดงความอึดอัดเล็กน้อย “พวกเรามาเร็วเกินไป อีกสักพักคง
จะมีฮูหยินและคุณหนููจากตระกูลต่าง ๆ มาถึง หากเจ้าเจอคนคุ้นเคย
ก็ทักทายพวกเขาสักหน่อย ส่วนคนแปลกหน้าก็ไม่ต้องสนใจหรอก”
เจียงเซิงพยักหน้า นั่งลงบนตำแหน่งที่ค่อนข้างใกล้กับด้านหน้า
ตามฮูหยินรอง
เวลานี้ดูจากที่นั่งก็สามารถรู้ถึงอำนาจของวงศ์ตระกูลได้ ยิ่งใกล้
บัลลังก์มังกรเท่าไหร่ก็ยิ่งแสดงถึงสถานะที่สูงส่ง
ตระกูลเจียงรองนั้นลงมาจากเหล่าองค์ชายและเชื้อพระวงศ์ อยู่
ในระดับเดียวกับตำแหน่งสามขุนนางผู้ใหญ่และสามที่ปรึกษา ทั้งยัง
อยู่ด้านหน้ากว่าขุนนางหกกรมอีกด้วย
ฮูหยินรองในฐานะสตรีที่รับผิดชอบออกงานของตระกูลเจียง
ในช่วงสองปีนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทักทายผู้คนไปทั่ว
ระหว่างการสนทนาทักทายก็เป็นเรื่องปกติที่จะแนะนำพวกเด็ก ๆ
“นี่คือเฉิงอวี๋ใช่ไหมเจ้าคะ ยิ่งโตยิ่งสวยทุกวัน แต่เด็กสาวช่วงอายุ
สิบแปดปีนี่ยิ่งโตยิ่งสวยจริง ๆ” ฮูหยินตระกูลหนึ่งเอ่ยชมบุตรสาวคน
โตของบ้านรองตามธรรมเนียม หลังจากสร้างความสนิทสนมแล้ว ถึง
ได้สังเกตเห็นว่าที่นั่งมีเด็กสาวสองคนนั่งอย่างสงบเสงี่ยม
คนหนึ่งตัวสูง อีกคนตัวเล็ก คนหนึ่งอวบอ้วนเล็กน้อย อีกคน
รูปร่างปกติ ใบหน้าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่รูปร่างกลับมีความ
คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
สตรีผู้สูงศักดิ์ใจสะท้านเล็กน้อย นางไม่รู้ว่าใครคือเจียงเฉิงอวี๋
และไม่รู้ว่าคนที่มาด้วยเป็นใคร
หรือว่าใต้เท้าเจียงจะแอบมีบุตรสาวนอกสมรสอยู่ข้างนอก?
ก่อนที่ฮูหยินผู้สูงศักดิ์จะจินตนาการไปไกล ฮูหยินรองก็แนะนำ
ด้วยสีหน้าทั้งขำทั้งเศร้า “นี่คือหลานสาวคนโตของข้าเองเจ้าค่ะ อายุ
เท่ากับเฉิงอวี๋ วันนี้มาร่วมงานเลี้ยงกับข้า”
ตระกูลเจียงมีพี่น้องสองคน ผู้ที่ฮูหยินรองเรียกว่าหลานสาวได้ก็
คงจะเป็นทายาทสายตรงของบ้านใหญ่
คือเด็กสาวที่เป็นที่พูดถึงกันในเมืองหลวงว่าเป็นบุตรสาวตัวจริง
หรือตัวปลอม
“เป็นคุณหนูเจียงนี่เอง” ประสบการณ์อันยาวนานในการร่วมงาน
เลี้ยงของฮูหยินผู้สูงศักดิ์ไม่ทำให้ผิดหวัง นางตอบสนองอย่างรวดเร็ว
“ตระกูลฝั่งสามีข้าคือตระกูลเฮ่อ ในบ้านก็มีหญิงสาวอายุใกล้เคียงกับ
พวกเจ้าอยู่หลายคน หากมีเวลาพวกเจ้าก็สามารถออกไปเที่ยวเล่น
ด้วยกันได้”
เจียงเซิงจำได้ว่าตระกูลเฮ่อเป็นตระกูลในเมืองหลวงที่ยื่นมือ
ช่วยเหลือฟางเหิง ทั้งยังช่วยสวี่โม่ทางอ้อมอีกด้วย
นางจึงลุกขึ้นยืน ดวงตาเป็นประกาย คำนับทักทายว่า “คารวะฮู
หยินเฮ่อ เรียกข้าว่าเจียงเซิงก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
“เป็นเด็กดีจริง ๆ” ฮูหยินเฮ่อยิ้มพลางพยักหน้า ลูบข้อมือของ
ตนเองแล้วถอดกำไลทองออกมา “ข้าเพิ่งพบเจ้าเป็นครั้งแรก ไม่รู้จะ
ให้อะไร กำไลทองนี้เจ้าสวมเอาไว้ก่อน แล้วข้าจะหาสิ่งที่ดีกว่านี้มาให้
เจ้าภายหลัง”
กำไลทองนั้นทั้งหนาและกว้าง ด้านบนประดับด้วยอัญมณีสีต่าง
ๆ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็คงมีมูลค่าไม่ต ่ากว่าหนึ่งตำลึง
นี่ยังเป็นเพียง “ของชั่วคราว” เท่านั้น หากจะหาสิ่งที่ดีกว่านี้ต้อง
ใช้เงินมากเท่าไหร่กัน
เจียงเซิงไม่เคยประสบสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน นางตกใจจน
ปฏิเสธซ ้าแล้วซ ้าเล่า ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
สุดท้ายฮูหยินรองก็เอ่ยปาก “ผู้อาวุโสให้มาก็รับไว้เถอะ หลาน
รักเก็บไว้ก็พอ แล้วอย่าลืมส่งขนมจากร้านจิ่วเจินไปให้ฮูหยินเฮ่อมาก
ๆ”
ฮูหยินเฮ่อฉวยโอกาสคว้ามือของเจียงเซิงไว้และดึงมา กำไลทอง
เปลี่ยนเจ้าของแล้ว
นางไม่ได้พูดคุยมากนัก แค่ยิ้มแล้วกล่าวลาฮูหยินรองเจียง ก่อน
จะกลับไปยังตำแหน่งที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย
เจียงเซิงเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง ตระกูลเฮ่อคงจะด้อยกว่า
ตระกูลเจียงจึงมีความคิดที่จะพึ่งพา
กำไลข้อมือนี้ดูใหญ่ แต่กลับหนักไม่ถึงหนึ่งลำตึงอย่างที่คาดไว้
ตอนแรก มันกลับหนักไม่ถึงครึ่งตำลึงด้วยซ ้า นับว่ารูปลักษณ์
ภายนอกสำคัญกว่าคุณภาพจริง ๆ
“หลานรักไม่ต้องกลัว ตระกูลเฮ่อเพิ่งเปิดโรงเตี๊ยมใหม่ พวกเขา
อยากมาขอคำแนะนำจากเรือนโยวหรานถึงได้มาทักทาย” ฮูหยินรอง
กล่าวอยู่ข้าง ๆ “กำไลข้อมือนี้ก็ตั้งใจสวมไว้ที่ข้อมือ พร้อมจะมอบ
เป็นของกำนัลได้ทุกเมื่อ”
ไม่ใช่แค่ฮูหยินเฮ่อ คนที่เข้าร่วมงานสังสรรค์ของคนตระกูลใหญ่
ต่างก็มีการเตรียมความพร้อมเช่นนี้ สิ่งที่สวมใส่และซ่อนไว้ที่ข้อมือ
ล้วนเป็นของที่ไม่ค่อยมีคุณค่ามากนัก สามารถนำออกมามอบให้
ผู้อื่นได้โดยไม่คิดเสียดาย
เจียงเซิงนึกถึงเมล็ดแตงทองคำที่ถานเยี่ยยัดใส่มือนาง มันคงจะมี
จุดประสงค์เช่นเดียวกันนี้กระมัง
ความสามารถและกลยุทธ์ของผู้คนตระกูลใหญ่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะ
เรียนรู้ได้จากการฝึกฝนกิริยามารยาทอันสง่างามเพียงไม่กี่วัน
ฮูหยินรองเอ่ยแนะนำอีกเพียงประโยคเดียว ก่อนจะย้ายความ
สนใจไปที่การสนทนากับบรรดาสตรีจากตระกูลใหญ่
เหลือเพียงเจียงเซิงที่ยืนงงงวย คิดว่าหากนางมีมารดาก็คงจะเป็น
เหมือนกับอาสะใภ้ที่สามารถสอนลูกหลานเกี่ยวกับมารยาทอัน
ซับซ้อนของตระกูลใหญ่ได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ