พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 410 เจียงเซิงปกป้องน้องสาว
อาการเหม่อลอยเช่นนี้ไม่อาจคงอยู่ได้นาน เมื่อคนตระกูลเหยา
มาถึง
ผู้นำตระกูลเหยาไม่ได้แต่งงานใหม่หลังจากภรรยาและลูกสาว
เสียชีวิตไปพร้อมกัน การมางานเลี้ยงจึงตกเป็นหน้าที่ของฮูหยินบ้าน
รอง
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ชะตากรรมของลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนนี้ก็
คล้ายกันอยู่บ้าง พวกนางทั้งคู่ต่างเชื่อฟังและติดตามอาสะใภ้อย่างว่า
ง่าย
แต่เมื่อเทียบกับเจียงเซิงที่เชื่อฟังและสุภาพเรียบร้อยแล้ว เหยา
ซือชิงกลับดูสง่างามและมั่นใจกว่า เวลาทักทายปราศรัยก็แฝงไปด้วย
บรรยากาศของคนบ้านใหญ่ ทำให้ฮูหยินรองเหยาต้องเบ้ปากอยู่
หลายครั้ง
“พี่น้องตระกูลเหยามีมารดาคนเดียวกัน แต่กลับไม่สามัคคีกลม
เกลียวกันเหมือนท่านพ่อข้ากับท่านลุงเลย” เจียงเฉิงอวี๋พึมพำอยู่ข้าง
ๆ ไม่รู้ว่าเป็นนางภูมิใจหรือนึกดูถูก
เจียงเซิงไม่ได้ตอบอะไร แต่จ้องมองเหยาซือชิงที่กำลังทักทาย
ผู้คนตลอดทาง กระทั่งมายืนตรงหน้าโต๊ะของตระกูลเจียง
“คารวะอาสะใภ้ น้องสาวทั้งสอง” คุณหนูเหยาทักทายอย่างสง่า
งามและพูดเข้าประเด็นทันที “งานเลี้ยงนี้ยังต้องรออีกครึ่งชั่วยาม
หากพวกน้องสาวรู้สึกเบื่อ จะไปเดินเล่นด้วยกันกับข้าก็ได้นะ”
เจียงเฉิงอวี๋และเจียงเซิงต่างก็ตาเป็นประกาย
แต่ก่อนพวกนางจะตอบตกลง ฮูหยินรองเหยาก็ไม่พอใจ “ที่นี่
งานเลี้ยงในวัง มีคนมากมายเดินไปเดินมา หากเกิดชนกันขึ้นมาจะ
ทำอย่างไร นั่งรออยู่ตรงนี้อีกครึ่งชั่วยามเถอะ”
เหยาซือชิงยิ้มแต่ไม่พูดอะไร ส่งสายตาปลอบใจให้เจียงเซิง แล้ว
กะพริบตาให้เจียงเฉิงอวี๋
เป็นไปตามคาด คุณหนูสี่เจียงเริ่มวุ่นวายขึ้นมา “ท่านแม่เจ้าคะ
ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายท้อง ข้าอยากให้พี่สาวทั้งสองคนไปสุขากับข้า”
ไหนเลยจะมีคนที่ต้องการให้คนอื่นไปเข้าสุขาด้วย ชัดเจนว่านาง
แค่อยากออกไปเที่ยวเล่นเท่านั้น
ฮูหยินรองเหยาขมวดคิ้วอีกครั้ง
แต่คราวนี้ก่อนนางจะได้พูดอะไร ฮูหยินรองเจียงก็ยิ้มพลางกล่าว
ว่า “เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไปเถอะ แค่จำไว้ว่าให้กลับมาเร็ว ๆ อย่าได้ทำ
ให้งานเลี้ยงต้องล่าช้า”
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”
“ขอบคุณอาสะใภ้เจ้าค่ะ”
สามเด็กสาวคำนับอย่างสง่างามแล้วเดินจากไป รูปร่างที่แตกต่าง
กันทั้งสูง เล็ก อวบ ผอม กลับดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
ยกเว้นเจียงเฉิงอวี๋ที่นั่งไม่ติด เจียงเซิงและเหยาซือชิงต่างรู้ดีถึง
จุดประสงค์ของวันนี้
การตามหาองค์ชายห้าพูดง่าย แต่ทำจริง ๆ กลับยากยิ่งนัก
ข้อแรกเจียงเซิงต้องส่งเงิน ไม่อาจรอจนงานเลี้ยงจบแล้วค่อยไป
หาองค์ชายห้าได้ เพราะกว่าจะถึงตอนนั้นทุกอย่างคงสายเกินไปแล้ว
ก่อนงานเลี้ยงยังมีเวลาเพียงพอ แต่พวกนางในฐานะบุตรสาวขุน
นางจากข้างนอก ไม่มีทางเข้าถึงตัวองค์ชายโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
ได้
คิดไปคิดมา ก็ทำได้เพียงกะจังหวะช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนงานเลี้ยง
จะเริ่ม เฝ้าดักรอระหว่างทาง
ตอนนี้พวกนางกำลังสำรวจสถานที่ เดินวนไปมาและสังเกตตาม
ทิศทางที่สวี่โม่บอกไว้ คาดเดาเส้นทางที่องค์ชายห้าอาจจะเสด็จผ่าน
เจียงเฉิงอวี๋ไม่รู้ความจริง นางจึงดีใจที่ได้ออกมาสูดอากาศ “การ
มางานเลี้ยงแบบนี้นอกจากจะได้รับชื่อเสียงที่ดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว ที่
เหลือก็ล้วนเป็นความทรมาน อาหารเย็นชืดไม่อร่อยไม่พอ แต่เวลาที่
ต้องรอคอยก็ทรมานเหลือเกิน”
เหยาซือชิงยกมือปิดปากหัวเราะ “แล้วเจ้ายังจะมาอีกทำไมเล่า”
“ข้าไม่อยากมาหรอก แต่ท่านแม่บังคับให้ข้ามา บอกว่าการ
พบปะผู้คนมาก ๆ จะช่วยให้หาคู่ครองได้ดี” เจียงเฉิงอวี๋พึมพำ “ข้า
อายุแค่สิบสองนะ ต้องหาคู่ครองแล้วหรือ ข้าไม่อยากมีเลยสักนิด”
มีเพียงคนที่มีมารดาเท่านั้นถึงจะได้รับความสุขจากการถูก
จัดการชีวิตเช่นนี้
สายตาของเหยาซือชิงและเจียงเซิงพลันหม่นหมองลง คนหนึ่ง
ต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ส่วนอีกคนไม่เคยคิดถึงการจัดการ
เลย
เจียงเฉิงอวี๋ก็รู้สึกตัวว่าพูดผิดไป นางจึงเอามือปิดปากไม่กล้าพูด
อีก
รอบข้างพลันเงียบลงชั่วครู่
กระทั่งมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น หญิงสาวหลายคนกำลังเดินมาด้วยกัน
คนตรงกลางซึ่งสวมชุดกระโปรงสีชมพูชำเลืองมองเจียงเฉิงอวี๋แล้ว
หัวเราะเยาะ
“นี่มันไม่ใช่ปลาเน่ากุ้งเสียหรอกหรือ พูดอะไรที่ไม่ควรพูดอีกแล้ว
ระวังตายไปจะตกลงขุมนรกถูกถอนลิ้นนะ”
เจียงเซิงและเหยาซือชิงต่างก็ตกตะลึง
แต่เจียงเฉิงอวี๋กลับตอบกลับอย่างรวดเร็ว นางปล่อยมือออกจาก
ปากแล้วตวาดด้วยความโมโหว่า “เจ้าต่างหากที่เป็นปลาเน่ากุ้งเสีย
หมูเน่า หมูตาย!”
“เจ้าเรียกใครว่าหมูเน่า!” เด็กสาวโกรธจัด “ถึงข้าแซ่จู แต่ข้า
ไม่ได้ชื่อหมู”
ที่แท้ก็เป็นคุณหนูจากตระกูลจู ไม่แปลกที่จะไม่ถูกกับคุณหนู
ตระกูลเจียง
แต่การที่ทั้งสองคนตั้งฉายาให้กันถึงขนาดนี้ ก็ช่าง…ไม่สมเป็น
ผู้ใหญ่เสียเลย
“เจ้าต่างหากเป็นหมู ตั้งแต่หัวจรดเท้าล้วนเป็นหมู สมองก็หมู
หางก็หมู” เมื่อพูดถึงความปากร้าย เจียงเฉิงอวี๋ไม่เคยกลัวใครอยู่แล้ว
“ดูชุดสีชมพูของเจ้าสิ ไปถลกมาจากร่างของเพื่อนร่วมสายพันธุ์คน
ไหนกัน?”
หนังหมูก็เป็นสีชมพูแบบนี้
เจียงเซิงแทบกลั้นไม่อยู่ แต่ด้วยความสุภาพทำให้นางไม่อาจ
หัวเราะออกมา
“เจ้า…” คุณหนูจูเกือบจะเป็นลมล้มพับไป “เจียงเฉิงอวี๋! เวลา
ผ่านไปนานขนาดนี้แล้วยังกัดไม่ยอมปล่อยอีก ช่างปากร้ายนัก เจ้า
ไม่รู้จักสำนึกผิดบ้างหรืออย่างไร เจ้าทำให้คนไปตายแล้ว ต่อไปเจ้า
ไม่ได้ตายดีแน่”
คำพูดนี้ทำให้เจียงเฉิงอวี๋ที่เดิมยังหยิ่งทะนงหน้าซีดเผือด นาง
โกรธจัดและตวาดว่า “เจ้ากำลังพูดเหลวไหลอะไร! จูหว่านหว่าน เจ้า
อยากจะสร้างปัญหาหรือ”
หากพูดถึงฐานะ คุณหนูตระกูลจูก็สู้คุณหนูตระกูลเจียงไม่ได้จริง
ๆ
เมื่อเผชิญหน้ากับการข่มขู่ของเจียงเฉิงอวี๋ จูหว่านหว่านถอย
หลังไปสองก้าว กำลังจะหันหลังเดินจากไป แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้กล่าว
ทิ้งท้าย “ทำพี่น้องของตัวเองต้องตายแท้ ๆ ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าคงไม่มี
หน้ามาพบผู้คน กลับบ้านไปเอาผ้าห่มคลุมหัวตายเสียยังดีกว่า ทำไม
ยังกล้ามาร่วมงานเลี้ยงอีก”
นางพูดจาแต่เรื่องทำคนตาย มือทั้งสองข้างของเจียงเฉิงอวี๋สั่น
ระริก
นางอยากจะไล่คนพวกนี้ที่ส่งเสียงดังวุ่นวายออกไปนัก แต่จิตใจ
ที่อ่อนแอทำให้นางพูดอะไรไม่ออก แม้แต่การแสร้งทำเป็นเข้มแข็งก็
ยังทำไม่ได้
“เจ้ารู้สึกผิดแล้วสินะเจียงเฉิงอวี๋” จูหว่านหว่านสังเกตเห็นความ
ผิดปกติ จึงหันกลับมาทันที “ก็สมควรแล้ว ถึงอย่างไรเจ้าก็ทำให้พี่
น้องของตัวเองต้องตาย พวกเจ้าเติบโตมาด้วยกัน แต่นางกลับต้อง
มาตายต่อหน้าเจ้า คงกลัวแล้วสินะ รู้อย่างนี้แต่แรกเจ้าก็ไม่น่าทำเลย
ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะเย็บปากตัวเองเสีย ไม่กล้าอ้าปากพูดอีกแล้ว”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ฆาตกร”
“ทำคนตายไปหนึ่งชีวิต แต่ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างสบายใจได้”
“คงจะฝันร้ายไปทั้งคืนแน่”
เหล่าหญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ พากันวิพากษ์วิจารณ์ แต่ละคำล้วนน่า
ฟังน้อยลงเรื่อย ๆ
สีหน้าของเจียงเฉิงอวี๋ซีดเผือดลงทุกที
นี่เป็นจุดอ่อนของนาง และเป็นเรื่องที่ทำให้นางหวาดกลัวและ
เสียใจที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นางมักเหม่อ
ลอยด้วย
ชีวิตคนที่หายไปต่อหน้าต่อตา คำพูดที่หลุดออกมาอย่างไม่ยั้ง
คิดนี้ ถึงแม้บิดามารดาและพี่ชายจะปลอบโยนนางนับครั้งไม่ถ้วน ก็
ไม่อาจทำให้นางหลับสบายได้นางคิด
นางทำผิดจริง ๆ
นางไม่ควรพูดจาส่งเดช ไม่ควรปากร้ายไร้มารยาท ไม่ควรละเลย
ความรู้สึกของคนอื่น ไม่ควรกดดันคนอื่น
การมีตระกูลเจียงคอยปกป้อง แม้คนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงจะ
ได้ยินข่าวลือต่าง ๆ ก็เพียงเป็นการคาดเดาส่วนตัวเท่านั้น
บัดนี้เมื่อเผชิญหน้ากับจูหว่านหว่านที่ไม่รู้จักอายเปิดโปงความ
อัปยศต่อหน้าผู้คน
บางทีมันอาจเป็นผลกรรมที่นางสมควรได้รับ เป็นบาปที่นางควร
ชดใช้
เจียงเฉิงอวี๋หลุบตาลง สองมือตกลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง
เด็กสาวฝั่งตรงข้ามได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น พวกนางมองหน้า
กันอย่างปีติยินดี เตรียมพร้อมจะบดขยี้ความภาคภูมิใจของคุณหนู
ตระกูลเจียงให้ย่อยยับ
เจียงเซิงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถอนหายใจ ในที่สุดก็ก้าวมายืน
ขวางอยู่เบื้องหน้าน้องสาว
“หุบปากเสีย!” นางเม้มริมฝีปาก ร่างเล็ก ๆ กำลังปะทุพลังอัน
แข็งแกร่ง “พวกเจ้าเอาพูดแต่เรื่องตาย เรื่องทำร้ายคนอื่น หากเฉิงอวี๋
เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ พวกเจ้าเองก็ไม่ต่างอะไรกับฆาตกรใช่
หรือไม่?”
จูหว่านหว่านชะงักไป
“การวางแผนคิดร้ายต่อคุณหนูตระกูลเจียง ข้าไม่รู้ว่าจะถูกตั้ง
ข้อหาอะไรบ้าง พวกเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?” เจียงเซิงจ้องเขม็ง
ด้วยความเย็นชา “ถึงพวกเจ้าจะรับผิดชอบไหว ข้าก็อยากถามว่าฮู
หยินจูจะรับผิดชอบไหวหรือไม่?”
หรืออาจเป็นว่าตระกูลจูจะรับมือไหวหรือไม่