พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 412 พี่น้องพบหน้ากันอีกครั้ง
แน่นอนว่าเจียงเฉิงอวี๋อยากจะตามพี่สาวไป แต่เจียงเซิงพูดถูก
ภายใต้ความเร่งรีบ ฮูหยินรองอาจจะออกมาตามหา จึงได้แต่จำใจ
ตอบรับ “เช่นนั้นพวกท่านต้องรีบกลับมานะ งานเลี้ยงกำลังจะเริ่ม
แล้ว”
จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เร็วขนาดนั้น เสียงระฆังเพียงบอกให้เหล่าฮู
หยินและคุณหนููตระกูลใหญ่กลับไปยังที่นั่งของตน เพื่อรวมตัวกับ
บรรดาบุรุษที่จะเข้าเฝ้าในตำหนัก ยังต้องรอให้องค์ชายองค์หญิง
เสด็จมาก่อน สุดท้ายถึงจะเป็นฝ่าบาทที่เสด็จมา
ในที่ที่มีคนมาก ความวุ่นวายก็มีมาก ความเร็วก็จะช้าลงตามไป
ด้วย
เจียงเซิงใช้ประโยชน์จากเวลานี้ ลังเลอยู่บนเส้นทางที่คาดการณ์
ไว้เพื่อสกัดองค์ชายห้า
การที่จอหงวนหนุ่มหน้าใหม่สนทนากับองค์ชายนั้นช่างดึงดูด
ความสนใจ ส่วนการที่คุณหนูผู้สูงศักดิ์สองคนคำนับทักทายองค์ชาย
กลับไม่มีใครจับผิด แม้แต่จะสร้างข่าวลือก็ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
แต่เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน เจียงเซิงจึงเตรียมจี้หยกเล็ก ๆ ไว้
เช่นกัน โยนมันลงไปในพุ่มหญ้าที่หนาทึบแล้วก้มลงค้นหา
ไม่นานนักเหยาซือชิงก็เตือนจากด้านข้างว่า “องค์หญิงสาม
กำลังมา ข้าเคยพบนางมาหลายครั้งแล้ว หากคำนับและทักทายสอง
สามคำก็จะไม่น่าสงสัย”
หากสามารถคำนับต่อองค์หญิงได้ ก็ย่อมต้องคำนับองค์ชาย
ด้วยเช่นกัน
เจียงเซิงรู้สึกสงบลงมาก นางเหลือบมองเห็นเด็กสาวรูปร่าง
อ้อนแอ้นที่กำลังเดินมา ตามด้วยนางกำนัลคนหนึ่ง ในดวงตาของ
นางเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงอันเป็นเอกลักษณ์ของชนชั้นสูง
“ถวายคำนับองค์หญิง” เหยาซือชิงโค้งกาย “ขอองค์หญิงทรง
พระเจริญ”
“เป็นคุณหนูเหยาเองหรือ” พอองค์หญิงสามเห็นคุณหนูเหยา
ความหยิ่งผยองในดวงตาจึงจางหายไปบ้าง “งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มแล้ว
ทำไมถึงยังไม่เข้าไปข้างในเล่า”
เหยาซือชิงยกมุมปากน้อย ๆ “น้องสาวของหม่อมฉันทำจี้หยก
ชิ้นโปรดหาย จึงอยู่ที่นี่ช่วยนางตามหาเพคะ”
“ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่” องค์หญิงสามกล่าวอย่างสุภาพ แต่
ในความเป็นจริงนางไม่ได้ขยับตัวแต่อย่างใด
เหยาซือชิงรู้ดีแก่ใจ จึงกล่าวอย่างน้อบน้อมว่า “องค์หญิงเป็นผู้ที่
ต้องช่วยฝ่าบาทดูแลสถานการณ์ จะมาเสียเวลาอยู่ข้างนอก
เช่นเดียวกับพวกข้าได้อย่างไร”
ทั้งสองทักทายกันสองสามประโยค ทำตัวสุภาพอย่างถึงที่สุด
แล้วจึงกล่าวลากันอย่างสง่างาม
ตามหลักแล้วองค์หญิงสามควรเป็นเจ้าภาพและควรช่วยแขก
ค้นหาสิ่งของ
แต่นางอายุสิบหกปี เป็นวัยกำลังมองหาคู่ครอง ไม่ใช่เรื่องง่าย
สำหรับนางที่จะเผชิญกับงานเลี้ยงขนาดใหญ่ การที่นางไม่สนใจ
จัดการเรื่องวุ่นวายต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
เจียงเซิงถอนหายใจโล่งอก เพิ่งจะเงยหน้าขึ้น ก็เหลือบเห็นร่าง
สองร่างย่างกรายมาทางนี้
คนหนึ่งดูโตกว่า อายุราวสิบสี่สิบห้าปี อีกคนหนึ่งร่างเพรียวบาง
อายุราวสิบสามสิบสี่ปี ด้านหลังแต่ละคนมีองครักษ์ในชุดหรูหรา
ติดตามมา ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่มีเฉพาะเหล่าองค์ชายเท่านั้น
ทั้งสองดูมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน พวกเขากำลังสนทนากัน
อย่างสนุกสนาน
“น้องห้า ครั้งนี้เจ้าเตรียมเงินทองมาบริจาคเท่าไร” คนที่มีอายุ
มากกว่าถาม “หากขัดสน พี่สี่ก็สามารถแบ่งให้เจ้าได้บ้าง”
“ขอบคุณเสด็จพี่สี่ที่เป็นห่วง” องค์ชายห้ายิ้มเศร้า “ถึงจะยืมมาก็
ไม่มีประโยชน์ น้องชายไม่มีรายได้คงไม่สามารถจ่ายคืนได้ จะเอาเงิน
ของเสด็จพี่สี่มาบริจาคก็ไม่ได้ด้วย”
คนหนึ่งเรียกตัวเองว่า “พี่สี่”
อีกคนกลับยอมเรียกแค่ “เสด็จพี่สี่”
การเรียกขานดูห่างเหินเล็กน้อย นั่นก็เพราะเขามีพี่สี่ของตัวเอง
อยู่แล้ว
เจียงเซิงได้ยินเสียงที่คุ้นเคย นางกลั้นความรู้สึกเจ็บปวดในลำคอ
แล้วลุกยืนตัวตรงพร้อมเครื่องประดับศีรษะเต็มหัว
นางอยากดูว่าพี่ห้าที่มักจะเจ้าเล่ห์และฉลาดแกมโกงจะตกใจจน
ตัวอ่อนได้หรือไม่
เหยาซือชิงยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ ทำเหมือนกำลังดูการ
แสดงอยู่
“…นั่นก็จริง” องค์ชายสี่ไม่คิดว่าน้องชายจะพูดตรงไปตรงมา
เช่นนั้น อีกทั้งยังกลัวว่าเงินหมื่นตำลึงจะสูญเปล่า จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อ
สนทนา “สองคนที่อยู่ข้างหน้านั่นเป็นเด็กสาวจากตระกูลใดกัน
ทำไมถึงยังมาอ้อยอิ่งอยู่แถวนี้”
องค์ชายห้าหัวเราะเบา ๆ อย่างรู้ทัน “คงเป็นเพราะข่าวที่ว่าเสด็จ
พ่อจะเลือกพระชายาให้เหล่าเสด็จพี่ถูกคนมีเจตนาดีแอบนำไป
เผยแพร่ คนตระกูลใหญ่ถึงกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่กระมัง”
ฝ่าบาทมีทายาทมากมาย
องค์ชายใหญ่อายุสิบเจ็ดปี องค์ชายรองอายุน้อยกว่าครึ่งเดือน
องค์หญิงสามอายุครบสิบหกปี องค์ชายสี่กำลังจะอายุครบสิบห้าใน
เดือนหน้า ทั้งหมดล้วนอยู่ในวัยที่ควรจะแต่งงานแล้ว
มีเพียงเขาที่อายุเพียงสิบสามปีที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหมั้น
หมายแต่อย่างใด เมื่อพูดถึงเรื่องนี้จึงยิ้มได้อย่างเต็มที่
“เรื่องนี้…”
องค์ชายสี่แสดงความดูแคลนในดวงตา
“เรื่องสำคัญอย่างการแต่งงานควรให้บิดามารดาเป็นผู้ตัดสินใจ
จะมีเด็กสาวคนไหนกล้าออกมาเผยโฉมเช่นนี้ ไร้มารยาทสิ้นดี! ต้อง
ไปสอบถามให้แน่ชัดว่าเป็นบุตรสาวของตระกูลไหน เราไม่อาจรับไว้
เด็ดขาด”
องค์ชายห้าพยักหน้าเห็นด้วย เขาหันไปอย่างไม่ใส่ใจ กวาดตา
มองอย่างไม่ตั้งใจ
เนื่องจากปัญหาเรื่องความสูง สิ่งแรกที่เห็นคือเหยาซือชิงผู้สง่า
งาม รูปร่างบอบบางและใบหน้างดงามพาให้หัวใจเขากระตุก รู้สึก
สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
สายตาพลันเลื่อนลงต ่า การแต่งกายหรูหราไม่จำเป็นต้องพูดถึง
ความอวบอ้วนกลมกลึงอย่างหาได้ยากทำให้ม่านตาของเขาหดตัว
พอมองอย่างละเอียดอีกครั้ง ใบหน้ากลมมนและดวงตากลมโต
ริมฝีปากสีชมพูอมแดงและผิวพรรณขาวผ่องที่เข้ากันอย่างลงตัว
หางตามีรอยแผลเป็นสีจางเป็นรอยถูกสุนัขกัดตอนแย่งอาหารกับมัน
ไม่…ใช่หรือไหม
องค์ชายห้าที่มักสงบนิ่งและเยือกเย็นกลับหน้าซีด มือที่ซ่อนอยู่
ใต้อาภรณ์งามสั่นเทาราวกับร่อนตะแกรง สายตากวาดมองไปมาซ ้า
แล้วซ ้าเล่า ในที่สุดก็ยืนยันได้ว่าเด็กสาวจากตระกูลใหญ่พร้อมกับตั๋ว
เงินคนนั้น คือน้องสาวร่างกลมที่ควรจะนั่งกินขาหมูอยู่ในเรือนเล็ก
เมื่อสบตากับดวงตากลมที่แฝงไปด้วยความโมโห จ่างเยี่ยนก็
ตกใจราวกับเห็นผี เขาถอยหลังไปสองก้าวทันทีจนเหยียบเท้า
องครักษ์เข้าอย่างจัง
“องค์ชายห้า เจ็บ! เจ็บพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์สูดลมหายใจเฮือกใหญ่
ด้วยความเจ็บปวด
เขาเพิ่งได้สติ จึงรีบกลับไปยืนในตำแหน่งเดิมอย่างเร็วที่สุด
โชคดีที่องค์ชายสี่ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ ดวงตาทั้งสอง
ของเขาจับจ้องอยู่ที่เหยาซือชิงไปมา ไม่รู้ว่ากำลังเสียใจกับคำพูดที่
เพิ่งเอ่ยออกไปหรือไม่
เหยาซือชิงคำนับอย่างสง่างามและคล่องแคล่ว ทำให้ผู้คนรู้สึก
ชื่นชม “หม่อมฉันถวายพระพรองค์ชายทั้งสองเพคะ”
เจียงเซิงโค้งคำนับตาม แต่ไม่ได้พูดอะไร
นางกลัวว่าพี่ห้าจะจามไม่หยุด
“คุณหนูทั้งสองไม่ต้องมากพิธีหรอก” องค์ชายสี่พูดด้วยดวงตา
เป็นประกาย “งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มแล้ว พวกเจ้าเดินวนเวียนอยู่ที่นี่มี
เรื่องอะไรหรือ? หากจัดการไม่ได้ ก็บอกข้าได้เลย”
ช่างแตกต่างจากท่าทีก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
เหยาซือชิงปิดปากหัวเราะ “ขอบพระทัยองค์ชายที่เป็นห่วง ไม่ใช่
เรื่องใหญ่อะไรหรอกเพคะ เพียงแต่จี้หยกที่น้องสาวของหม่อมฉัน
ชอบมากหายไป จึงอยากค้นหาแถวนี้”
“เรื่องเล็กน้อย ๆ” องค์ชายสี่โบกมือ สั่งการองครักษ์สองนาย
“พวกเจ้าช่วยกันหา รีบหาให้เจอ อย่าทำให้งานเลี้ยงล่าช้า”
เขากล่าวอย่างกระตือรือร้น ไม่ทันสังเกตเห็นว่าสายตาของจ่าง
เยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ เปลี่ยนไปอีกครั้ง จากความตกตะลึงกลายเป็นความ
จนใจ
จี้หยกมหัศจรรย์นี้ทำไมถึงหายบ่อยนักนะ
น่าสงสารพี่ชายและน้องสาวจริง ๆ พวกเขาคิดหาวิธีเข้าใกล้เขา
ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะเจียงเซิงที่ไม่ชอบถูกจำกัด กลับมา
ปรากฏตัวในความเคร่งครัดของวังหลวง ไม่รู้ว่านางต้องใช้ความ
พยายามและความกล้าหาญมากแค่ไหน
พวกเขาคงกังวลกันมากทีเดียว
ตอนแรกที่จากไปโดยไม่บอกลา ก็เพราะเขากลัวพี่ชายและ
น้องสาวจะขัดขวาง กลัวว่าพี่ใหญ่จะหักใจสละทิ้งการสอบขุนนาง
การเลือกไปในคืนแต่งงานของท่านป้า ก็เพราะหวังว่ามันจะช่วย
บรรเทาความเศร้าโศกของทุกคนได้
แต่เมื่อเห็นสายตาของน้องสาว เขาเกรงว่ามันจะกลับตาลปัตร
เสียแล้ว
จ่างเยี่ยนก้มหน้าลงยิ้มขมขื่น เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็แสดง
ความมุ่งมั่น เขามองไปรอบ ๆ ตำหนักเป่าเหอแล้วตั้งใจพูดว่า “เสด็จ
พี่สี่ ข้ารู้สึกไม่สบายนิดหน่อย ท่านยินดีไปห้องสุขาด้วยกันกับข้า
สักครู่หรือไม่?”
ไม่เพียงคุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่ชอบจับมือกันไปห้องสุขา แต่
พวกเด็กหนุ่มเหล่านี้ก็ชอบไปเป็นกลุ่มเช่นกัน
ปกติแล้วการไปเป็นเพื่อนก็คือไปเป็นเพื่อน แต่วันนี้ชัดเจนว่า
องค์ชายสี่ไม่เต็มใจ