พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 414 งานเลี้ยงชมดอกไม้
ฝ่าบาทปกครองมาสิบสองปี ภาพลักษณ์ภายนอกมักเป็นความ
เมตตาที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนแอ
ในเหตุการณ์นักเขียนเงา เขาไม่สามารถจัดการเรื่องนักเขียน
เงาได้ แต่กลับปกป้องบัณฑิตหนุ่มอันจวิ่นและอนุญาตให้เขาเข้าร่วม
การสอบระดับแคว้น
ในเหตุการณ์ทุจริตการสอบขุนนาง เขาไม่สามารถจัดการ
ตระกูลฟางได้ แต่กลับใช้โอกาสนี้จัดการสอบระดับแคว้นขึ้นใหม่
ดูเหมือนว่าเขาจะทำอะไรก็ไม่ดีพอ ถูกจำกัดในทุกด้าน แต่ก็ยัง
สามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อกู้ชื่อเสียงได้ ไม่ถึงกับโง่เขลาและไร้
ความสามารถ และบางทีอาจไม่สามารถโทษเขาได้ทั้งหมด
ฮ่องเต้องค์ก่อนทำอะไรรุนแรงเกินไป อำนาจทางทหารที่ควรอยู่
ในมือกลับถูกทำให้เจือจางลง กลุ่มขุนนางที่ตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้าง
อำนาจ กลับถูกใช้จำกัดอำนาจของฮ่องเต้แทน แม้แต่ในกองทหาร
องครักษ์ซึ่งเป็นแนวป้องกันวังหลวงก็ยังมีสายลับของคนตระกูลใหญ่
แฝงตัวอยู่
การที่ไม่สามารถกุมอำนาจที่แท้จริงได้ และไม่มีความกล้าหาญ
เด็ดเดี่ยวอย่างสมบูรณ์ ฮ่องเต้ที่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ก็นับว่าไม่ง่าย
แล้ว
เขาเหมือนตุ๊กตาล้มลุกที่โอนเอนไปมา ใครพูดมากก็ฟังสอง
ประโยค ใครมีเหตุผลก็เห็นด้วยกับคนนั้น
แม้แต่จ่างเยี่ยนก็ยังคิดว่า การที่พี่ใหญ่สวี่โม่สามารถกลายเป็น
จอหงวนได้ เป็นผลมาจากการที่ตนเองคอยจัดการอยู่เบื้องหลังและ
พยายามหาวิธีต่าง ๆ กระทั่งทุกอย่างเชื่อมโยงกัน เขาถึงได้รู้ว่ามัน
ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ราชสำนักรู้ดีถึงความร้ายแรงของการทุจริตการสอบ แต่ก็ยัง
แต่งตั้งฟางหยวนและสวี่โม่เป็นขุนนางขั้นหนึ่งพร้อมกัน อาจเป็น
เพราะชื่นชมในความสามารถของสวี่โม่และสนใจข้อเสนอของฟาง
หยวน
คนแรกเป็นดาวเด่นที่สามารถช่วยต้านทานอำนาจของคน
ตระกูลใหญ่ได้ ส่วนคนหลังก็มีข้อเสนอที่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่ง
มหาศาล
แต่การทุจริตการสอบขุนนางย่อมลุกลามบานปลาย สองคนที่
เกี่ยวข้องกับคดีไม่มีทางกลายเป็นเสาหลักของประเทศได้พร้อมกัน
ความโกรธแค้นของบรรดานักปราญช์และบัณฑิตจะพุ่งทะยานสู่ฟ้า
เรียกร้องความจริงจากฮ่องเต้
ตระกูลฟางรู้แก่ใจดี จึงร่วมมือกับตระกูลใหญ่ที่เป็นเครือข่าย
บริจาคทรัพย์สิน เพื่อเอาใจฝ่าบาท เพื่อสยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของ
ผู้คนได้ชั่วคราว และกดดันตระกูลคู่แข่งไปพร้อมกัน
ตระกูลฟางบรรลุเป้าหมายสามอย่างในคราวเดียว ส่วนเขาไม่
จำเป็นต้องทำอะไร แค่รอให้การทุจริตการสอบขุนนางบานปลาย
หากเดินหน้าต่อ ฝ่าบาทจะได้รับผลประโยชน์จากตระกูลฟาง
โดยแลกกับการสละสวี่โม่ที่มีความไม่สำคัญอะไร
หากถอยหลัง เขาก็สามารถทำลายฟางหยวนอย่างหนัก
ขณะเดียวกันก็จะสลัดพันธนาการบางส่วน และเสริมสร้างอำนาจของ
ฮ่องเต้
หากไม่วิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน จะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด
จ่างเยี่ยนเพิ่งตระหนักว่าความเข้าใจของตนเองที่มีต่อบิดาอาจไม่
ลึกซึ้งอย่างที่ตนคิด
“ดังนั้น หลังจากงานเลี้ยงชมดอกไม้ ตระกูลฟางจะได้มอบเงินให้
ฝ่าบาท ส่วนเรื่องอื้อฉาวของการสอบขุนนางก็ต้องสังเวยพี่ใหญ่ใช่
หรือไม่”
เจียงเซิงใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะเข้าใจ ใบหน้าน้อยซีดขาว
“เช่นนั้นพวกเราต้องทำลายงานเลี้ยงชมดอกไม้หรือไม่ ไม่ให้ตระกูล
ฟางสมหวัง”
ถ้าตระกูลฟางสมหวัง แล้วพี่ใหญ่ของพวกเขาจะทำอย่างไร
“ไม่ ไม่ได้” จ่างเยี่ยนถอนหายใจ “ไม่เพียงไม่ได้ แต่ยังต้องจัด
งานเลี้ยงชมดอกไม้ให้ยิ่งใหญ่อลังการด้วย”
เรียกว่างานเลี้ยงชมดอกไม้ แต่ที่จริงแล้วคืองานบริจาค
ตระกูลฟางเป็นผู้นำของเหล่าตระกูลใหญ่ รวมกับเหล่าองค์ชาย
อีกหลายพระองค์ บริจาคเงินมีรวมกันถึงสามแสนตำลึง
วันนี้มีคนตระกูลใหญ่เพิ่มมากขึ้น ทรัพย์สมบัติก็มากมายขึ้น
รวมแล้วอาจจะระดมเงินทองได้เกือบหนึ่งล้านตำลึง
หากฝ่าบาทนำเงินหนึ่งล้านตำลึงนี้ไปกินดื่มเที่ยวเล่น ซ่อมแซม
วังให้ใหญ่โต ขยายสุสานหลวง การกระทำของเขาก็จะถูกดูหมิ่นหรือ
อาจถูกจดจำในทางที่เลวร้ายไปอีกหมื่นปี
แต่ความจริงแล้ว เงินก้อนนี้จะถูกส่งไปยังชายแดนเพื่อเลี้ยงดู
ทหารนับแสนนาย ช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขา ให้พวกเขา
สามารถผ่านพ้นฤดูหนาวอันหนาวเหน็บไปได้อย่างปลอดภัย
ทั้งยังจะนำไปหลอมเหล็ก สร้างเกราะที่แข็งแรงและดาบอันคม
กริบ เพื่อให้เหล่าทหารใช้ในการออกรบฆ่าฟันศัตรู ขับไล่ชนเผ่าต๋า
ลู่
เมื่อชีวิตมาถึงจุดสูงสุด ก็จะไม่มีสีดำสีขาว ไม่มีถูกผิดอีกต่อไป
ในมุมมองของสวี่โม่ สำหรับบัณฑิตมากมาย ฮ่องเต้องค์นี้ไร้
ความรับผิดชอบ กล้าทำให้การสอบขุนนางเกิดการทุจริต
แต่สำหรับทหารชายแดนที่ได้กินอิ่มนอนอุ่น รวมถึงเหล่าญาติ
ของทหารที่สูญเสียบุตรหลานและสามีไป ใครจะกล้าบอกว่าเขาเป็น
ฮ่องเต้ที่ไม่ดี!
พร้อมกันนั้น ตระกูลฟางที่เสนอให้มีการบริจาคก็สามารถสร้าง
ความประทับใจได้มากมาย
“แต่ตระกูลฟางบีบบังคับให้คนตระกูลใหญ่บริจาคเงิน ไม่ใช่ว่า
สร้างความไม่พอใจหรอกหรือ?”เจียงเซิงถามอย่างงุนงง
จ่างเยี่ยนพยักหน้า “มันอาจจะนำมาซึ่งความไม่พอใจบางส่วน
แต่เขารวมกับตระกูลฝ่ายเดียวกัน กดดันตระกูลฝ่ายตรงข้าม แม้จะ
ไม่พอใจแต่ก็ไม่ต้องหวาดกลัว”
ต่อมาการบริจาคกลายเป็นงานเลี้ยงชมดอกไม้ ครอบครัว
ข้าราชการหรือคนรวยบางส่วนอาจจะรู้สึกไม่พอใจ
ความไม่พอใจนี้อาจกลายเป็นคมดาบเมื่อตระกูลฟางเสื่อมถอย
แต่ตราบใดที่ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท และได้รับความ
เคารพนับถือจากประชาชน ตระกูลฟางก็ยังคงเป็นตระกูลฟาง ไม่ว่า
จะไม่พอใจมากเพียงใดก็เอ่ยปากพูดไม่ได้
เจียงเซิงยังไม่เข้าใจเรื่องราวในราชสำนักพอ ด้วยความไร้
เดียงสาจึงคิดว่าการทำให้ขุ่นเคืองคือความตาย การหักหลังคือความ
พินาศ
หากเป็นเช่นนั้นจริง ฝ่าบาทก็คงไม่ถูกตระกูลใหญ่ควบคุมจน
อ่อนแอ
จ่างเยี่ยนมองเวลาแล้วพูดเร็วขึ้นทันทีว่า “แต่มีอย่างหนึ่งที่เจ้า
พูดถูก พี่ใหญ่ตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ”
ตระกูลฟางทำเรื่องมากมายเพียงเพื่อชะลอการบานปลายของ
การทุจริตการสอบ ไม่ใช่เพื่อปราบปรามการทุจริต คนที่เข้าใจต่างรู้
ดีว่านักปราญช์และบัณฑิตจะต้องส่งเสียงออกมาในไม่ช้า
เมื่อเรื่องบานปลายก็ต้องมีคนผิดระหว่างฟางหยวนและสวี่โม่
แน่นอน
ความลำเอียงของฝ่าบาท เสียงของนักปราญช์และบัณฑิตจึง
สำคัญมากในตอนนี้ มันอาจถึงขั้นเป็นตัวตัดสินที่สำคัญเลยทีเดียว
“เจ้าต้องบอกพี่ใหญ่ว่าช่วงนี้ให้เขาระวังตัว อย่าลืมสร้าง
มิตรภาพให้กว้างขวาง และสร้างชื่อเสียงในฐานะบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่”
“และต้องบอกพี่สามด้วยว่าให้เขากลับไปชายแดนพร้อมกับนาย
พลเจียง อย่าได้แยกตัวออกมาเด็ดขาด ดีที่สุดคือต้องรีบคว้าอำนาจ
ในการบัญชาการทหารมาโดยเร็ว เพื่อให้มีอำนาจในการต่อรองที่
เพียงพอ”
“พี่รองอาจจะเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงยิ่งกว่าการแย่งชิงการค้า
กับตระกูลเลี่ยว บอกเขาอย่าได้กังวลหรือหวาดกลัว หากมีเรื่องอะไร
ให้ส่งข่าวผ่านการส่งลิ้นจี่”
“ส่วนพี่สี่… ให้เขาตั้งใจฝึกวิชาแพทย์กับท่านหมออู๋ อย่าได้ทำ
ให้ความตั้งใจของข้าต้องสูญเปล่า”
เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้งจากที่ไกล ๆ บ่งบอกว่างานเลี้ยงกำลังจะ
เริ่มขึ้น
จ่างเยี่ยนมองน้องสาวที่เหมือนจะสูงขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็
ไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะหันหลังปีนข้ามหน้าต่างออกไป
ข้ามผ่านความยากลำบากและอุปสรรคเพื่อพบกันเพียงครั้งเดียว
ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่
เจียงเซิงกลั้นน ้าตา คำว่า “พี่ห้า” ติดค้างอยู่ในลำคอ สุดท้ายก็
ไม่ได้เอ่ยออกมา
“ฝ่าบาทกำลังจะมาถึงแล้ว” เสียงเตือนของเหยาซือชิงดังมาจาก
ด้านนอก “พวกเราจะรีบกลับไปก่อนหรือจะรออีกสักพัก”
พวกเขาเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก แต่กลับต้องคิดหนักเพื่อ
หลีกเลี่ยงข้อครหา แม้แต่เวลาปรากฏตัวก็ต้องสลับกัน เพื่อไม่ให้
ผู้อื่นสงสัย
“รออีกหน่อยเถอะ” เจียงเซิงเช็ดน ้าตาให้แห้ง “พี่ห้าลำบากกว่า
พวกเรา ให้เขากลับไปก่อนเถอะ”
ทั้งสองนั่งอยู่ในห้องสุขาอีกสักพัก แล้วจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น กลับไป
ยังตำหนักเป่าเหอ
ห้องโถงที่เมื่อครู่ยังคึกคักวุ่นวายบัดนี้เงียบสงบ บรรดาคนจาก
ตระกูลใหญ่ที่ปกติไม่ได้พบเห็นต่างนั่งประจำที่ของตน รอคอยการ
มาถึงของเจ้าภาพงานเลี้ยง
องค์ชายห้าเพิ่งนั่งลงไม่นาน เขากำลังสนทนากับองค์ชายสี่ ดูท่า
จะบอกว่าท้องไส้ไม่สบายนัก
เจียงเฉิงอวี๋นั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะใหญ่ ที่ว่างข้าง ๆ ทำให้นางรู้สึก
เบื่อหน่าย พอเห็นเจียงเซิงเข้ามาก็รีบโบกมือเรียกทันที
“ทางนี้ ๆ พี่สาวรีบมาเร็วเข้า”
เหยาซือชิงพยักหน้า เดินกลับไปนั่งอยู่หลังฮูหยินรองเหยา
ส่วนเจียงเซิงก็ถือโอกาสกลับไปนั่งหลังฮูหยินรองเจียง
พวกนางเพิ่งนั่งลง เจียงเฉิงอวี๋ยังไม่ทันได้สอบถามอะไร ก็ได้ยิน
เสียงเคลื่อนไหวดังมาจากด้านในของท้องพระโรง “ฝ่าบาทเสด็จ”
โอรสสวรรค์ในชุดมังกรสีเหลืองก้าวออกมาจากหลังฉากบังตา
ทอดมองความมั่งคั่งทั่วท้องพระโรง ดวงตาฉายแววประหลาด
องค์ชายและองค์หญิงลุกขึ้นก่อน ตามด้วยเหล่าขุนนางสำคัญ
กับภรรยาและบุตร เปล่งเสียงประสานคำนับพร้อมกัน
“ขอถวายบังคมฝ่าบาท”
“ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ”
ฮ่องเต้ผู้เป็นที่เลื่องลือในหมู่ประชาชน ในที่สุดก็ปรากฏตัว