พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 415 องค์ชายห้าบริจาคเงิน
“ทุกคนลุกขึ้น”
เสียงราบเรียบดังขึ้น ตามด้วยการนั่งลง กล่าวทักทาย และพูดคุย
กันอย่างสุภาพ
ในระหว่างนั้น เจียงเซิงแอบเงยหน้าขึ้นมอง รู้สึกว่าชายบน
บัลลังก์มังกรดูธรรมดา ไม่ได้มีรูปโฉมงดงามโดดเด่น ทั้งยังไม่มีบารมี
เหนือใคร แต่ดูคล้ายลุงขายผักในหมู่บ้านข้าง ๆ เสียมากกว่า
ลุงคนนั้นไม่มีความทะเยอทะยานมากนัก เพียงคิดจะหาเงินเลี้ยง
ปากท้อง เก็บสินสอดให้ลูกสาว ส่งลูกชายไปสำนักศึกษาและซื้อ
เสื้อผ้าให้ภรรยา เขามักจะพูดเสมอว่า “การมีชีวิตอยู่ก็ดีพอแล้ว ไม่
ต้องมีความคาดหวังมากมาย คิดมากเกินไปทำให้เหนื่อยได้ง่าย”
คำพูดนี้เจียงเซิงเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
เมื่อก่อนแค่กินอิ่มก็พอแล้ว ต่อมานางต้องดิ้นรนหาเงิน ตอนนี้ยิ่ง
ยากเย็นขึ้น ยังต้องใช้สติปัญญาและความกล้าหาญต่อสู้กับผู้อื่นอีก
เด็กสาวเท้าคางมอง อาหารถูกนำมาวางบนโต๊ะราวกับสายน ้า
มองดอกไม้และคนงามที่รายล้อม ฟังคำอวยพรจากทุกฝ่าย แต่ในหัว
กลับคิดถึงขอทานสองคนที่ต่อสู้กันจนหัวร้างข้างแตกเพื่อซาลาเปา
ครึ่งชิ้น
นึกถึงชาวบ้านในหมู่บ้านสิบลี้ที่ต้องเป็นช่วงฉลองปีใหม่เท่านั้น
ถึงจะได้กินเนื้อสักสองคำ ต้องค่อย ๆ ลิ้มรสบนปลายลิ้น รอจนละลาย
จึงยอมกลืนลงไป
คิดถึงควันจากปล่องไฟที่ลอยละล่องในโลกของคนธรรมดา
คิดถึงการพูดคุยอย่างเปิดอกกับพี่น้องยามรวมตัวกัน
ไม่เหมือนตอนนี้ที่ทุกคนต้องรักษากิริยาท่าทาง พูดอะไรก็ต้อง
“ทูลฝ่าบาท” ระมัดระวังคำพูดและการกระทำ กลัวว่าจะถูกจับผิด
สมกับคำพูดที่ว่า ชีวิตในวัยเด็กสามารถกำหนดความคิดไปครึ่ง
ชีวิตได้
เจียงเซิงก้มมองขาหมูที่เย็นชืด กระซิบถามเสียงเบา “เสี่ยวอวี๋
อาหารพวกนี้ไม่มีใครแตะต้องเลย หลังงานเลี้ยงจบแล้วจะเป็นอย่างไร
เล่า”
“คงจะถูกนำไปทิ้ง” เจียงเฉิงอวี๋ชะงักเล็กน้อย นางไม่ค่อยแน่ใจ
นัก “หรืออาจจะให้นางกำนัลกับขันทีกิน หรือไม่ก็โยนให้ขอทาน
นอกเมืองก็ได้”
ประโยคสุดท้ายฟังออกว่าเป็นการปลอบประโลม
เจียงเซิงยิ้มเล็กน้อย รู้สึกเสียดายขาหมู และยิ่งรู้สึกเสียดายแทน
ขอทานที่หิวโหย รวมถึงชาวบ้านที่ไม่ได้กินเนื้อ
แต่นางไม่ใช่เด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาในเมืองหลวงอีกต่อไปแล้ว
ก่อนหน้านี้เวลานางมองวังหลวง นางจะรู้สึกตะลึงกับพื้นที่อัน
กว้างใหญ่ และคิดอยากจะแบ่งให้พวกขอทานได้อยู่อาศัย คิดว่าที่นี่
มันโล่งกว้างเกินไปและสิ้นเปลือง
มันเป็นเพราะเจียงเซิงยืนอยู่ในตำแหน่งของชนชั้นล่าง ได้รับรู้
แต่ความยากลำบากของประชาชน แต่ไม่รู้ถึงความทุกข์ยากของชน
ชั้นสูง
แม้วังหลวงจะว่างเปล่าเพียงใดก็ไม่อาจแบ่งให้ขอทานมาอาศัย
อยู่ได้ เงินทองและตำแหน่งที่มากพอเท่านั้นถึงจะสร้างความสูงส่งได้
เมื่อบัลลังก์มั่นคงแล้วราชวงศ์ต้าอวี๋จึงจะสงบสุข
เช่นเดียวกับอาหารเหล่านี้ ทิ้งไปก็น่าเสียดาย แต่หากแจกจ่าย
ให้สามัญชนก็จะดึงดูดคนขี้เกียจนับไม่ถ้วน ทุกคนจะรอคอยเก็บ
อาหารอร่อย แล้วใครเล่าจะยังขยันทำงาน
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ได้รับผลกระทบก็คือรากฐานของแผ่นดิน
ทั้งหมด
บางสิ่งที่เกิดขึ้น แสดงว่ามีความจำเป็นบางอย่างที่ดำรงอยู่
พิสูจน์ว่ามีเหตุผล
เพียงแต่หากสามารถลดความสิ้นเปลืองได้ ในที่สุดก็จะเป็น
ประโยชน์มากกว่าโทษ
เจียงเซิงจมอยู่กับความคิดของตัวเองมากเกินไป จนไม่ทัน
สังเกตเห็นอารองที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ก็ไม่พูด หันหน้าไปมาหลายครั้ง
“ท่านพี่ ท่านเป็นอะไรไป” ฮูหยินรองกระซิบถาม “ก้นท่านเป็นสิว
หรือ”
การที่สามารถเลี้ยงดูลูกสองคนที่มีนิสัยอิสรเสรีได้ แสดงให้เห็น
ว่าฮูหยินรองของตระกูลเจียงผู้นี้ก็เป็นคนที่น่าสนใจเช่นกัน
ทว่าเจียงจี้จงซึ่งปกติแล้วมักจะสุขุมรอบคอบกลับหน้าแดง
เล็กน้อย หลังจากแน่ใจว่าไม่มีคนนอกได้ยิน จึงกัดฟันพูดว่า “ฮูหยิน
ที่นี่คืองานเลี้ยงในวังนะ”
“ท่านยังรู้อีกว่าที่นี่คืองานเลี้ยงในวัง” ฮูหยินรองเจียงนั่งตัวตรง
เจียงจี้จงหุบปาก แน่นอนว่าเขารู้ว่านี่คืองานเลี้ยงในวัง และก็
เพราะเป็นงานเลี้ยงในวัง เขาถึงได้วางป้ายหยกลงและได้เห็นใบหน้าที่
แท้จริงขององค์ชายห้า
ผลลัพธ์คือไม่ดูไม่รู้ พอดูแล้วก็ต้องตกใจ
ตามคำร ่าลือองค์ชายห้าที่กลับมาจากการรักษาอาการป่วย
กลับมีใบหน้าที่คุ้นเคยอยู่บ้าง ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ก็นึก
ไม่ออก
หากเป็นคนอื่น การจำไม่ได้ก็คงไม่เป็นไร
แต่กลับเป็นทุกคนในตระกูลเจียงต่างรู้ดีว่า พี่ชายของเจียงเซิง
น้อยหายตัวไป และกำลังเศร้าโศกเสียใจพร้อมตามหาอยู่
เมื่อนำสองเรื่องนี้มาเชื่อมโยงกัน ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ เจียงจี้จง
หันกลับมาหลายครั้ง ก็เพราะกำลังคิดว่าควรจะเตือนหลานสาวดี
หรือไม่
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตัดสินใจ คนบนบัลลังก์มังกรก็ไอสองครั้ง นำ
งานเลี้ยงเข้าสู่ประเด็นหลัก “การที่สามารถจัดงานเลี้ยงชมดอกไม้
ครั้งนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณ…ขอบคุณเหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีทั้งหลาย”
ผู้นำตระกูลฟางที่รอคำชมก็ยิ้มจางลง
จ่างเยี่ยนที่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ขุนนางทั้งหลายกล้าหาญบริจาคเงินทอง เพื่อขับไล่ชนเผ่าต๋าลู่
ออกจากชายแดน ทำคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ จึงจัดงานเลี้ยงชมดอกไม้
ขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อปลอบขวัญขุนนางทั้งหลาย” ฝ่าบาทพูดด้วยสีหน้า
ยิ้มแย้ม
คำก็ขุนนางทั้งหลาย สองคำก็ขุนนางทั้งหลาย แต่ไม่ยอมระบุว่า
เป็นขุนนางคนใดบ้าง
ผู้นำตระกูลฟางและผู้นำตระกูลจูสบตากัน ลังเลว่าควรออกไปรับ
เกียรตินี้หรือไม่
จ่างเยี่ยนหรี่ตาลง พร้อมลุกขึ้นได้ทุกเมื่อ
เขาไม่อาจหยุดยั้งงานเลี้ยงชมดอกไม้ได้ อีกทั้งไม่สามารถ
ขัดขวางฝ่าบาทในการระดมทุนให้เหล่าทหารชายแดน แต่สามารถ
พยายามสกัดกั้นตระกูลฟางจากการแสวงหาผลประโยชน์ และ
แผนการให้การทุจริตการสอบขุนนางลุกลามได้
แน่นอนว่าหากมีตระกูลอื่นออกหน้า ย่อมดีกว่าเขาที่จะออกหน้า
เอง
จ่างเยี่ยนเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจ แต่เดิมตั้งใจจะแอบมอง
น้องสาว แต่กลับไปสบเข้ากับดวงตาลึกล ้าของเจียงจี้จง
ฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
อีกฝ่ายตอบสนองด้วยความเงียบงัน
ด้วยการปรากฏตัวของเจ้าห้า ผู้คนในเมืองหลวงที่สามารถจดจำ
เขาได้มีไม่มาก หากยืนกรานปฏิเสธก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้
แต่เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจียงเซิงกับตระกูลเจียง จ่าง
เยี่ยนก็ยังตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
มันเป็นการแสดงไมตรีจิตและตอบรับในเวลาเดียวกัน
ไม่ว่าตระกูลเจียงจะแย่งชิงเพื่อตำแหน่งรัชทายาทหรือไม่ ก็จะไม่
ยอมให้ตระกูลฟางเติบโตขึ้นมาได้
มีเพียงขุนนางเท่านั้นที่สามารถแข่งขันเพื่อผลประโยชน์ได้ หาก
ตระกูลฟางกินมากเกินไป ตระกูลอื่นก็ย่อมต้องคายออกมาเป็น
ธรรมดา
ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันเกิดขึ้นในชั่วพริบตา
เจียงจี้จงคิดได้แวบผ่าน เขาลุกขึ้นประสานมือ “ทูลฝ่าบาท
กระหม่อมได้ยินคำแนะนำขององค์ชายห้าในวันนั้นรู้สึกประทับใจยิ่ง
นัก จึงขอบริจาคเงินสองหมื่นตำลึง หวังว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงปฏิเสธ”
ทั้งที่เป็นตระกูลฟางและองค์ชายห้าที่กล่าวถึง แต่พอคำพูดนี้เอ่ย
ออกมา ความดีความชอบกลับตกเป็นขององค์ชายห้าเพียงผู้เดียว
มีคนทั้งที่ประหลาดใจ เบะปาก และยังมีคนที่สงสัยตระกูลเจียง
ฝ่าบาทขมวดคิ้ว เหมือนไม่คาดคิดว่าตระกูลเจียงจะพูดเช่นนี้ แต่
ก็ยังพยักหน้าอย่างยินดี “ขุนนางรักมีน ้าใจนัก ทหารที่ชายแดน
จะต้องซาบซึ้งในน ้าใจของเจ้า”
เมื่อมีจุดเริ่มต้นเช่นนี้ การบริจาคต่อ ๆ มาก็เป็นไปอย่างราบรื่น
และเป็นธรรมชาติ
ตระกูลโต้วบริจาคเงินสองหมื่นตำลึง
ตระกูลเฮ่อบริจาคเงินสองหมื่นตำลึง
ตระกูลเหยาบริจาคเงินสองหมื่นตำลึง
ตระกูลอู๋บริจาคเงินหนึ่งหมื่นตำลึง
รอสักครู่
ตอนที่ได้รับพระราชทานตำแหน่ง ตระกูลฟางและตระกูลจูได้รับ
เกียรติยศ บัดนี้เกียรติยศเหล่านั้นได้ย้ายไปสู่ตระกูลอื่นแล้ว
ความดีความชอบถูกฉกชิงไป ผู้นำตระกูลฟางขมวดคิ้วจนแน่น
ได้
เขาเหลือบมององค์ชายใหญ่ ผู้มีสิทธิ์ในบัลลังก์คนนี้ก็ไม่อาจ
เก็บซ่อนความกรุ่นโกรธได้ ชั่วขณะที่สบตากัน พวกเขาก็วางแผน
แก้แค้นเรียบร้อยแล้ว
ครั้งก่อนไม่ใช่แค่ขุนนางตระกูลใหญ่ที่ไม่ได้บริจาค แต่ยังมีองค์
ชายสองคนด้วย
องค์ชายใหญ่ตัดสินใจว่าจะต้องหาเรื่ององค์ชายห้า เมื่ออีกฝ่าย
เอ่ยปาก ถ้าบริจาคมากก็จะถามว่าเงินมาจากไหน ถ้าบริจาคน้อยก็จะ
เยาะเย้ยว่าตระหนี่
กระทั่งถึงคราวองค์ชายสี่ยืนขึ้น ประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า
“ทูลเสด็จพ่อ ลูกขอบริจาคเงินหนึ่งหมื่นตำลึงเงินพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าพอใจ สายตาตกลงบนร่างขององค์ชายคนเล็ก
สุด
สายตามากมายจ้องมองมา ทั้งกังวล คิดร้าย และสังเกตการณ์
จ่างเยี่ยนลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะประสานมือและโค้งกาย
ถอนหายใจด้วยความละอายเอ่ยว่า “ทูลเสด็จพ่อ ร่างกายของลูกทรุด
โทรมนัก ตลอดหลายปีมานี้ลูกได้ใช้เงินทั้งหมดไปกับยาและ
สมุนไพร ลูกถึงกับต้องนำจี้หยกที่เสด็จแม่ทิ้งไว้ให้ไปจำนำเพื่อเงิน
สามพันตำลึงอย่างยากลำบาก หวังว่าเสด็จพ่อจะไม่รังเกียจ และ
ขอให้เสด็จพี่และพี่หญิงอย่าได้เยาะเย้ยลูกเลย”
“แต่หากจะมีผู้ใดเยาะเย้ย ลูกก็ไม่กล้าโกรธเคือง จะทำอย่างไรได้
เล่าพ่ะย่ะค่ะ…ในเมื่อลูกเป็นเด็กกำพร้าไร้มารดา”