พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 418 องค์ชายห้าป่วยหนัก
เรื่องราวทั้งหมดนี้ต้องใช้ความคิดมากมายในการคาดเดา
แต่การจะพิสูจน์ความจริงกลับไม่ใช่เรื่องยาก
จ่างเยี่ยนเดินตามหลังองค์ชายสี่ไป สังเกตเห็นการเดินที่กะเผลก
เล็กน้อยของเขา แล้วจู่ ๆ เด็กหนุ่มก็เซไปข้างหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
องค์ชายสี่รีบหันกลับมา ใช้แขนข้างเดียวประคองน้องชายไว้
พลางบ่นว่า “โตป่านนี้แล้วทำไมยังเดินไม่มั่นคงอีก คราวหน้าเจ้า
ระวังหน่อย”
จ่างเยี่ยนยืนขึ้นพร้อมยกยิ้มอย่างเขินอาย พอก้มมองลงไปก็
พบว่าท่าทางการเดินกะเผลก ๆ ของพี่ชายชัดเจนกว่าเมื่อครู่มาก
หากก่อนหน้านี้ใกล้เคียงกับคนปกติ ตอนนี้อีกฝ่ายกลับดูคล้าย
คนพิการมากกว่า
สองพี่น้องแยกจากกันตรงทางแยก องครักษ์ประจำตัวถือจี้หยกที่
หามาด้วยความยากลำบาก ยังไม่ทันได้อวดผลงาน เขาก็ได้ยินคำสั่ง
จากเจ้านายว่า “ข้าต้องการข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับพระมารดาของ
องค์ชายรอง”
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ไม่พ่าย
จ่างเยี่ยนอาจเดาได้ว่าองค์ชายรองซ่อนความสามารถไว้ หรือ
อาจคาดเดาว่าองค์ชายสี่แกล้งเดินกะเผลก หรือแม้แต่คาดเดาว่าองค์
ชายใหญ่จงใจแสร้งโง่ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เขาในฐานะองค์ชาย
ห้าจำเป็นต้องซ่อนตัวเงียบเชียบ
คำโบราณกล่าวไว้ว่า นกที่โผล่หัวออกมาย่อมถูกยิง
สิ่งที่เขาควรทำก็ได้ทำไปแล้ว เรื่องที่ควรกำชับก็ไม่ได้ตกหล่นไป
ไม่ว่าใครจะแข่งขันกับใคร เขาย่อมเป็นชาวประมงที่ได้รับ
ผลประโยชน์
เด็กหนุ่มยกยิ้มมุมปาก ดวงตาบนใบหน้าที่ไม่อาจแยกแยะหญิง
ชายฉายแววเรียบเฉย มองไม่ออกว่ายินดีหรือโกรธเคือง
องครักษ์ข้างกายรู้สึกหวาดหวั่น ปกติเขากล้าพูดอะไรกับองค์
ชายห้าก็ได้ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าไม่ควรจะยั่วโทสะอีกฝ่ายเลย
เขาไม่กล้ารีรอ รีบเผยแพร่เรื่องที่องค์ชายห้าตกใจจนล้มป่วย
ออกไปอย่างรวดเร็ว
ความลับก็เป็นเหมือนเกล็ดหิมะท่ามกลางฤดูที่ร้อนระอุ ปลิวว่อน
ไปทั่วทุกมุมของวังหลวง แพร่กระจายเข้าสู่ทุกครัวเรือนในเมืองหลวง
ที่แรกที่ได้รับข่าวคือตำหนักเฉิงเฉียน
ในตำหนักหลังใหญ่ที่ค่อนข้างใหม่ เป็นที่พำนักของจวีกุ้ยเฟยผู้
เป็นที่โปรดปรานที่สุดของฮ่องเต้ และองค์ชายใหญ่จู้จ่างหง คนที่ควร
จะไปออกจากวังหลวงแล้ว แต่กลับยังแอบมาคุกเข่าต่อหน้ามารดา
การเสียมารยาทในตำหนักเป่าเหอทำให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมานาน
ต้องเสื่อมเสีย การยึดเก็บเงินเดือนของน้องชายยิ่งทำให้ผู้คนนึกดู
แคลน
จวีกุ้ยเฟยรู้สึกผิดหวังนัก มองบุตรชายวัยสิบเจ็ดปีด้วยความ
โมโห “แค่ครั้งเดียวที่ข้าไม่ได้สั่งเจ้า เจ้าก็ทำเรื่องวุ่นวายเช่นนี้แล้ว
ในฐานะองค์ชายใหญ่ ทำไมเจ้าถึงรักษาความเยือกเย็นไม่ได้ ทำไม
เจ้าถึงไม่คิดให้รอบคอบก่อนจะพูด”
“เสด็จแม่…” องค์ชายใหญ่แสดงสีหน้าไม่พอใจ “สิ่งที่ข้าพูดไม่
ผิด เขาสามารถมาบอกข้าเป็นการส่วนตัวได้ แต่กลับเลือกจะแสร้ง
ทำเป็นไม่รู้เรื่องที่ตำหนักเป่าเหอ ในฐานะองค์ชาย เขาจะไม่รู้เรื่อง
เงินเดือนได้อย่างไร นี่ชัดเจนว่าเขาร่วมมือกับตระกูลหยางวางแผน
เล่นงานข้า”
ดูเหมือนว่าเขาก็ไม่ได้โง่เขลานัก สามารถมองออกว่านี่เป็นการ
วางแผน
แต่จวีกุ้ยเฟยกลับยิ่งโกรธมากขึ้น “เจ้าก็รู้ดีว่ามันเป็นแผนการ
แต่ยังจะโง่เง่าเดินเข้าไปในปากเสือ เจ้าหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผล
พูดอะไรที่ทำให้คนเชื่อถือบ้างไม่ได้หรือ!”
“เสด็จแม่ จะพูดให้เชื่อได้อย่างไรเล่า ข้ารับเงินเดือนของเขามา
จริง ๆ พูดอะไรไปก็เป็นเพียงการแก้ตัวเท่านั้น” องค์ชายใหญ่ก้มหน้า
ลง “อีกอย่าง หยางจ่านซื่อคนนั้นก็พูดเรื่องข้าออกมาได้ง่าย ๆ จะ
ปล่อยเขาไปไม่ได้เด็ดขาด”
แววตาของจวีกุ้ยเฟยเริ่มดำมืด รีบเรียกนางกำนัลให้มาพยุงไว้ถึง
ไม่ล้มลงกับพื้น “เจ้ามันโง่ โง่จริง ๆ !”
“หยางจ่านซื่อไม่พูดเรื่องเจ้าก็ตาย พูดเรื่องเจ้าก็ตาย คนเป็น
นายไม่คิดถึงผู้ใต้บังคับบัญชา ใครกันจะยอมทำงานให้เจ้า!” นางกัด
ฟันพูด “ตอนนี้ในสายตาทุกคน เจ้ากับตระกูลหยางเป็นศัตรูกันแล้ว
เจ้าต้องทำตรงกันข้าม กลับไปสร้างสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหยางใหม่
ไปขอโทษหยางจ่านซื่อ เอาชนะใจผู้คน”
“ข้าเป็นถึงองค์ชายผู้สูงศักดิ์ จะต้องไปขอโทษเจ้ากรมสำนัก
กิจการหรือ?” องค์ชายใหญ่ตกตะลึง แต่เมื่อเห็นสีหน้าโกรธเกรี้ยว
ของจวีกุ้ยเฟย จึงจำใจก้มหน้าลงอย่างไม่เต็มใจ “ลูกจะไป ลูกจะไป
เดี๋ยวนี้”
“หากมีครั้งหน้า เจ้าต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงมือ หากเจ้าไม่
แน่ใจก็ให้ปิดปากเงียบ อย่าได้ทำอะไรตามอำเภอใจอีก” สีหน้าของจ
วีกุ้ยเฟยอ่อนลง “ลูกรักลุกขึ้นเถอะ แม่มีลูกชายเพียงคนเดียว แม่
ขาดเจ้าไม่ได้ แม่ทำทุกอย่างก็เพื่อเจ้า”
ในที่สุดองค์ชายใหญ่ก็รู้สึกซาบซึ้ง เขาโขกศีรษะอย่างจริงจัง
แล้วลุกขึ้นจากไป
ขันทีน้อยผู้ทำหน้าที่หูตารีบร้อนเข้ามา เดินสวนทางกับองค์ชาย
“ทูลพระสนม องค์ชายห้าเพิ่งกลับจากตำหนักเป่าเหอก็ล้มป่วย เรียก
หมอหลวงไปหลายคนแล้ว ทุกคนยืนยันว่าพระองค์ทรงมีไข้พ่ะย่ะค่ะ”
ไข้หวัดธรรมดาหายยาก ถ้ามีไข้สูงจะยิ่งอันตราย
ตอนแรกจวีกุ้ยเฟยไม่เชื่อ นางคิดว่าเจ้าลูกกระต่ายตัวน้อยนี่
กำลังเล่นลูกไม้อีกแล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าหมอหลวงที่นางไว้ใจก็ไป
ตรวจอาการด้วยเช่นกัน สุดท้ายนางจึงแสดงสีหน้ายินดี “หากตายไป
จริง ๆ ก็จะช่วยจัดการเรื่องยุ่งยากให้หงเอ๋อร์ได้มาก”
“เช่นนั้นพระสนมจะเรียกองค์ชายใหญ่กลับมากำชับอะไรหรือไม่
เพคะ?” คนสนิทถามอย่างระมัดระวัง
จวีกุ้ยเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วแกว่งปิ่นปักผมเบา ๆ “ไม่จำเป็น
เรื่องราวในวังหลวงล้วนมีข้าอยู่”
แต่เพราะทุกที่ล้วนมีนางอยู่ จึงทำให้องค์ชายใหญ่มีนิสัยไม่
มั่นคงพอ เมื่อเจอเรื่องราวก็มักจะตื่นตระหนกได้ง่าย
บรรพชนเคยกล่าวไว้ว่ามารดาอ่อนแอ บุตรแข็งแกร่ง มารดา
แข็งแกร่ง บุตรอ่อนแอ
หากสังเกตรอบตัวอย่างละเอียดจะพบว่าคำกล่าวนี้มีเหตุผลอยู่
มาก
มารดาที่เข้มแข็งมักเลี้ยงดูบุตรที่เกียจคร้าน ในขณะที่มารดา
อ่อนแอมักบีบคั้นให้บุตรแข็งกร้าวและดื้อรั้น
องค์ชายใหญ่ปะทะกับองค์ชายห้าหลายครั้ง ล้วนเป็นผลงานที่จ
วีกุ้ยเฟยและคุณชายฟางเตรียมการล่วงหน้า เมื่อเจอปัญหาใหม่ ๆ จึง
มักทำให้ตื่นตระหนก พูดจาไม่เลือกคำ
แต่หากจะบอกว่าองค์ชายใหญ่เบาปัญญาเหมือนหมู คงไม่ใช่
เช่นนั้น เขาเพียงแต่อาศัยการปกป้องของผู้อื่น มีร่มกางอยู่เหนือ
ศีรษะ
ในสายตาของนางกำนัลคนสนิท หากต้องการให้เด็กเติบโตเป็น
ผู้ใหญ่อย่างแท้จริง ก็จำเป็นต้องปล่อยให้พวกเขาเผชิญหน้ากับ
ความยากลำบาก แบกรับภาระด้วยตนเอง และดิ้นรนเอาชีวิตรอด
อย่างยากเย็น
น่าเสียดายที่ฐานะของจวีกุ้ยเฟยสูงส่ง พวกนางซึ่งเป็นเพียงทาส
รับใช้จึงได้แต่กลืนความคิดนั้นลงท้องไป พยุงผู้เป็นนายเอาไว้ แล้ว
หายตัวไปในความมืดของวังหลวง
ข่าวเดียวกันนี้คนในวังแทบจะรู้ทันที แต่คนนอกวังกลับต้องใช้
เวลาครึ่งวันกว่าจะได้รับรู้
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนมีสหายอยู่ในหลายแวดวง แม้พวกเขาจะไม่มี
ฐานะโดดเด่น แต่ก็มีเครือข่ายกว้างขวาง ความลับบางอย่างที่แม้แต่
คนตระกูลใหญ่ยังต้องสืบหา พวกเขาก็สามารถล่วงรู้และนำมาพูดคุย
กันอย่างสนุกสนานได้
“ข้าได้ยินมาว่าองค์ชายห้าล้มป่วยอยู่ในวัง เป็นเพราะถูกองค์
ชายใหญ่ยึดเงินเดือนไปจนโกรธและป่วยไปเลย”
“งานเลี้ยงชมดอกไม้ครั้งนี้ องค์ชายใหญ่บริจาคเงินห้าหมื่น
ตำลึง แต่กลับยึดเงินของน้องชายไปหนึ่งหมื่นแปดพันตำลึง ช่างไร้
ยางอายจริง ๆ”
“ใช่แล้ว ไม่อย่างนั้นองค์ชายห้าจะป่วยได้อย่างไร ว่ากันว่าหมอ
หลวงหลายคนได้ไปตรวจอาการแล้ว ทุกคนล้วนบอกว่ามีไข้ขึ้น
ตอนนี้กำลังคิดหาวิธีช่วยชีวิตอยู่”
ล้มป่วยหมดแรง ไข้ขึ้น ช่วยชีวิต
หากพูดว่าตอนแรกเจิ้งหรูเชียนยังฟังเป็นเรื่องตลกได้ แต่หลัง ๆ
กลับค่อยจมลงสู่ความหนักอึ้ง
เขานึกถึงจ่างเยี่ยนเมื่อห้าปีก่อน อีกฝ่ายมีไข้ขึ้นและถูกช่วย
กลับมาเหมือนกัน หากไม่ใช่เพราะเจียงเซิงยืนกรานแน่วแน่ หาก
ไม่ใช่เพราะฝีมือแพทย์อันล ้าเลิศของเวินจืออวิ่น หากไม่ใช่เพราะ
โชคดี บางทีเขาอาจจะหลับใหลไปนานแล้ว
การจะลดไข้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ไข้หวัดก็สามารถเอาชีวิต
คนไปได้ครึ่งหนึ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาและจวีกุ้ยเฟยต่างก็เชื่อหมอหลวงจาก
สำนักแพทย์หลวง
หากคนหนึ่งสามารถโกหกได้ สองคนก็สามารถโป้ปดได้ แล้ว
สามคน ห้าคน เจ็ดคนจะถูกซื้อตัวไปทั้งหมดได้หรือ?
หากเป็นไปไม่ได้ นั่นก็แสดงว่าเขาป่วยจริง ๆ
เจ้าห้าป่วยแล้ว
ความคิดนี้ทำให้เจิ้งหรูเชียนนั่งไม่ติด รีบกล่าวลาสหายแล้วเดิน
โซเซเข้าไปในเรือนเล็ก พอปิดประตูก็ร้อนใจบอกทุกคนด้วยเสียงกด
ต ่าว่า “เจ้าห้าป่วยแล้ว เจ้าห้าไข้ขึ้น จะทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี
เล่า”