พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 419 ส่งท่านแม่ทัพกลับ
เป็นไข้แล้ว?
ผู้คนที่กำลังวุ่นวายอยู่ในลานบ้านต่างตกใจ
สวี่โม่ซึ่งเพิ่งผ่านขั้นตอนทั้งหมดและพร้อมจะเข้ารับตำแหน่งขุน
นางฮั่นหลินลุกขึ้นยืน
ฟางเหิง แม่ทัพน้อยที่กำลังเบื่อหน่ายจนเกือบจะบ้าและเพิ่งเริ่ม
การต่อสู้แบบหนึ่งต่อแปด โยนกระบองไม้ทิ้ง
เวินจืออวิ่นที่เพิ่งกลับมาจากตระกูลอู๋และกำลังฝึกวิชาแพทย์ด้วย
ความหงุดหงิด เงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง
“เจ้าได้ยินข่าวนี้มาจากที่ไหน” พี่ใหญ่สมกับเป็นพี่ใหญ่จริง ๆ
จับประเด็นสำคัญได้แม่นยำ
เจิ้งหรูเชียนไม่ลังเล “เป็นสหายจากหลากหลายชนชั้น พูดจามี
หลักฐาน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของคนในสำนักหมอหลวงก็บอกเขาล้ม
ป่วยกันหมด”
ฟางเหิงกำหมัดแน่น “หรือว่าจะเป็นฝีมือขององค์ชายใหญ่ที่แอบ
วางแผนอยู่เบื้องหลัง?”
เวินจืออวิ่นที่อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วปากเบะ พลางเอ่ยอย่างเศร้า
สร้อย “ต้องเป็นเพราะข้าไม่อยู่ด้วยแน่ เจ้าห้าถึงดูแลตัวเองให้ดีไม่ได้”
เมื่อเห็นทุกคนมีสีหน้าเศร้าหมอง ถอนหายใจยาวสั้น สวี่โม่รีบ
เอ่ยขึ้นทันที “อย่าเพิ่งร้อนใจไป ฟังเจียงเซิงพูดก่อน”
ในตอนนั้นเอง เหล่าพี่ชายจึงนึกขึ้นได้ว่าพวกเขามารวมตัวกัน
ที่นี่ก็เพื่อรอน้องสาวที่หลับมาจากวังหลวง
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดของคนจากทุกชนชั้น หรือคำพูดซุบซิบนินทา
ก็ไม่เท่ากับการได้เห็นด้วยตาตนเอง
โชคดีที่ไม่นานนักประตูไม้ก็ถูกเคาะ
เจียงเซิงถอดปิ่นทองและเสื้อผ้าหรูหรา ล้างเครื่องสำอางออกจน
หมดจด กลับมาด้วยท่าทีผ่อนคลาย สองแขนเล็กยกไพล่หลัง ดวงตา
กลมโตกะพริบปริบ ๆ
แม้จะไม่ได้สง่างามและหรูหราเหมือนเมื่อเช้า แต่กลับมีความเป็น
ธรรมชาติอันโดดเด่นและรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง
“เจ้ากลับมาแล้ว” เวินจืออวิ่นรีบพูดจนผิดปกติ เขาร้อนรนถาม
“เจ้าห้าเป็นอย่างไรบ้าง? เขาป่วยหรือไม่? มีไข้หรือไม่?”
เจียงเซิงงุนงงเล็กน้อย
ป่วยอะไรกัน มีไข้อะไรกัน พี่ห้ายังกระโดดโลดเต้นได้ เขาไม่
เพียงปีนหน้าต่าง แต่ยังเข้ามาในห้องสุขาหญิงได้ด้วย
“ไม่มีอะไรหรอก” นางโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ “เขาสบายดี”
จากนั้นนางก็ถ่ายทอดทุกสิ่งที่จ่างเยี่ยนกำชับมาจนครบ
เมื่อพูดถึงเรื่องการสอบขุนนางที่กำลังบานปลาย และกล่าวถึง
แผนการลับของตระกูลฟาง สีหน้าของทุกคนก็เคร่งเครียดทันที
เจียงเซิงกล่าวเสียงเบาว่า “ความหมายของพี่ห้า คือพวกเรา
สามารถติดต่อกับเขาได้ผ่านการขนส่งลิ้นจี่ ส่วนเวลาอื่นให้พยายาม
ปกปิดการมีตัวตนของเขาให้มากที่สุด หากมีผู้ใดสงสัย ก็ห้าม
ยอมรับเด็ดขาด แม้จะต้องตายก็ตาม”
นี่หมายความว่าจ่างเยี่ยนได้วางกำลังคนของเขาไว้ในห้องเครื่อง
แล้ว
แต่ลิ้นจี่สามารถจัดส่งให้ได้เฉพาะเดือนห้าจนถึงเดือนแปด
เท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือก็ได้แต่มองจากฝั่งตรงข้าม
นี่ไม่ดีเลย ไม่ดีอย่างยิ่ง
สวี่โม่ขอเข้าพบองค์ชายห้าไม่ได้ เจียงเซิงก็ไม่สามารถเข้าวัง
หลวงได้บ่อย ๆ ฟางเหิงไม่อาจอยู่ในเมืองหลวงได้นาน สถานะของ
เจิ้งหรูเชียนก็ยิ่งไม่มากพอ
“ข้า ๆ” เวินจืออวิ่นยกมือขึ้นทันที “หากอาจารย์เป็นคนที่องค์
ชายห้าส่งมาเพื่อข้า เช่นนั้นเขาก็สามารถพาข้าไปพบองค์ชายห้าได้
หรือไม่”
ตระกูลอู๋สืบทอดตำแหน่งหมอหลวงมาหลายชั่วอายุคน แม้ว่าผู้
อาวุโสอู๋จะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข แต่ผู้นำตระกูลอู๋และคุณชาย
น้อยอู๋ก็ยังทำงานในสำนักหมอหลวง เวินจืออวิ่นในฐานะศิษย์เอก
ของผู้อาวุโสอู๋ ย่อมมีคุณสมบัติจะเข้าไปได้
นี่ฟังดูสมเหตุสมผลมาก แต่จ่างเยี่ยนจะไม่คิดถึงเรื่องนี้ได้
อย่างไร
เขาปิดปากเงียบแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการให้พี่ชายเสี่ยง
อันตรายเพื่อตน
แต่เมื่อเห็นดวงตาเปียกชื้นของเวินจืออวิ่น พวกพี่ชายคนอื่นก็ไม่
มีใครกล้าปฏิเสธ
“เวินจืออวิ่นเจ้าเรียนรู้กับผู้อาวุโสอู๋ไปก่อน รอให้ผ่านฤดูลิ้นจี่นี้
ไปแล้วค่อยว่ากันใหม่” สวี่โม่กล่าว
เวินจืออวิ่นไม่เต็มใจแม้แต่น้อย แต่เขาก็รู้ว่าความสามารถทาง
วิชาแพทย์ของตนเองยังน้อย ยังต้องพยายามพัฒนาต่อไป จึงได้แต่
ก้มหน้าลงอย่างไม่ชอบใจ
คนในเรือนเล็กแห่งนี้อาจจะไม่ได้โดดเด่นนัก แต่พวกเขาร่วมแรง
ร่วมใจกันเผชิญหน้ากับความยากลำบากทั้งหมด
ฟางเหิงยิ้มบางอย่างอาลัยอาวรณ์ขณะเก็บกิ่งไม้เล็ก ๆ ขึ้นมา รู้
ว่าถึงเวลาที่ตนต้องจากไปแล้ว
“พี่สาม ข้าจะไปขอร้องท่านพ่อให้พาท่านไปด้วย” เจียงเซิงนึก
ถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้เช่นกัน นางฝืนยิ้ม
“ไม่ ไม่ต้องหรอก” ฟางเหิงส่ายหน้า “ข้าต้องเผชิญหน้ากับท่าน
แม่ทัพด้วยตัวเอง”
ความรักระหว่างพี่น้องและความรักระหว่างพ่อลูกนั้นสามารถอยู่
ร่วมกันได้ แต่เกียรติยศที่ได้มาด้วยความสามารถของตนเองนั้นมี
พลังมากกว่า เด็กหนุ่มยืนตัวตรง พยักหน้าให้กับพี่ชายน้องชายและ
น้องสาว ก่อนจะลุกขึ้นเดินทางไปยังตระกูลเจียง
ไม่นานนัก เขาก็กลับมาพร้อมกับริมฝีปากที่เม้มแน่น “พรุ่งนี้ก็จะ
ออกเดินทางแล้ว”
พรุ่งนี้
ช่างเป็นเวลาที่กระชั้นชิดและเป็นค ่าคืนที่สั้นนัก
เหล่าเจียงทั้งแปดคนที่ปกติจะวิ่งไล่กันอย่างสนุกสนาน บัดนี้ต่าง
พากันเงียบลง สะอื้นไห้นั่งล้อมวงรอบโต๊ะหิน
เจียงอีพยายามแสดงความสามารถของพี่ชายคนโต “พวกเจ้า
อย่าเศร้าไปเลย อีกสามปีพวกเราก็จะได้ขอลาเยี่ยมญาติแล้ว พวก
เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก”
พูดไปก็เท่านั้น พอเขาพูดจบแล้ว เจียงปาก็ร้องไห้ออกมา “สาม
ปีเชียวนะ พวกเราเพิ่งได้เจอพี่สามพี่สี่ไม่นานก็ต้องแยกจากกันอีก
แล้ว”
“ครั้งหน้าที่จะได้พบกันก็อีกสามปี” เจียงชีพูดพลางยิ้มแห้ง
“ชีวิตคนเรามีช่วงสามปีเท่าไหร่กันเชียว”
ทว่าพวกเขาก็ไม่มีทางเลือก
นับตั้งแต่ที่พวกเขามีคนเลือกที่จะอยู่และมีคนเลือกที่จะไปสนาม
รบ ก็หมายความว่าพวกเขาจำเป็นต้องแยกจากกัน เจียงเอ้อร์เอ่ย
เสียงแผ่วเบา “ครั้งหน้าที่กลับมา ไม่รู้ว่าจะเป็นคนหรือโครงกระดูก
ขอให้พวกเราถือว่าได้พบกันน้อยลงไปครั้งหนึ่ง ทุกคนมีความสุขกับ
มันเถอะ”
บางคนเศร้าใจจนสะอื้น แต่ก็ยังอยากจะทิ้งรอยยิ้มไว้ให้พี่น้อง จึง
ฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก
บางคนถูกทำให้หัวเราะจริง ๆ พลางส่ายหน้าน ้าตาไหล
ความเจ็บปวดและความโศกเศร้า ความทุกข์และความสุข เหล่า
เด็กหนุ่มเด็กสาวต่างโอบกอดกัน ปลดปล่อยอารมณ์เต็มที่
ฟางเหิงที่เงียบขรึมก็รู้สึกซาบซึ้งใจ “ช่างดีจริง ๆ”
พี่น้องของเขายืนอยู่ข้างกาย น้องสาวของเขากำลังเหม่อลอย
บ่อยครั้ง เขารู้ว่าพวกเขาต่างไม่อยากจากลา
แต่ถึงแม้จะไม่อยากจากลง ก็ต้องจากลา
ไม่ใช่แค่เพื่อเจ้าห้าที่อยู่ในวัง แต่ยังเพื่อความปรารถนาให้
บ้านเมืองสงบสุขของพี่ใหญ่ และยิ่งไปกว่านั้นเพื่อประชาชนชายแดน
นับไม่ถ้วนที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม
ต้องมีคนออกไปสู้รบกับศัตรู ต้องมีคนจากบ้านเกิดเมืองนอน
ต้องมีคนอำลาญาติมิตร
หากในหมู่บุตรหลานนับล้านมีชายหนุ่มผู้กล้าหาญเพียงคน
เดียว ประเทศก็ยังมีความหวัง ประชาชนก็ยังมีอนาคต
“ขอให้ทั่วหล้าสงบสุข แม่น ้าลำธารแจ่มใส” สวี่โม่เอ่ยเบา ๆ
บางคนน ้าตาคลอ บางคนหัวเราะจนใจ และบางคนรู้สึกอึดอัดอยู่
ในอก
สุดท้ายคำพูดนับพันหมื่นคำก็กลายเป็นประโยคเดียว “พักผ่อน
แต่หัวค ่าเถอะ พรุ่งนี้พวกท่านยังต้องมาส่งข้าอีก”
ราตรีกาลโรยตัว ดวงดาวบนฟากฟ้า ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัด
ในยามที่ทุกคนหลับใหล มีร่างกลมป้อมลุกขึ้นมา ย่องเบา ๆ ไป
เตรียมอาหาร เตรียมหมูรมควัน ไส้กรอกรมควัน เตรียมเสื้อผ้าและ
พื้นรองเท้า แล้วห่อเป็นสองส่วนอย่างเรียบร้อย
วันต่อมา
เจียงเซิงตื่นนอนเป็นคนสุดท้าย เจิ้งหรูเชียนเกือบจะทุบประตูพัง
อยู่แล้ว เด็กสาวถึงได้ขยี้ตาที่มีรอยคล ้าใต้ตาลุกขึ้นมา “อ้าว พี่สาม
จะไปเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
“เจ้ารีบหน่อย ทุกคนออกไปกันหมดแล้ว” สวี่โม่เร่งอยู่หน้าประตู
จางเซียงเหลียนพาพ่อครัวคงรีบวิ่งมา ยังไม่ทันได้พูดอะไรน ้าตา
นางก็ไหลออกมาแล้ว “ทำไมถึงรีบร้อนขนาดนี้ เมื่อวานทำไมไม่บอก
ข้า ยังเก็บของให้ไม่เสร็จเลย เจ้าเอาไปเยอะ ๆ หน่อยนะ”
“ท่านป้าอย่ากังวลไปเลย ของเบาม้าก็ไปเร็วขึ้น” ฟางเหิงถือห่อ
ผ้าขนาดเท่ากำปั้น เปิดม่านรถม้าออก แล้วก็ชะงักอยู่กับที่
เขานัดแนะกับแม่ทัพเจียงไว้ว่าจะพบกันที่ประตูเมือง รถม้าคันนี้มี
ไว้สำหรับให้พี่ชายน้องชายและน้องสาวนั่ง แต่ในนี้เหมือนจะบรรทุก
สิ่งของมากเกินไปหน่อย
นับคร่าว ๆ ก็มีห่อผ้าอย่างน้อยสามสิบห่อ
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือของน้องสาวที่เตรียมไว้
น่าเสียดายที่การเดินทางครั้งนี้ต้องใช้ม้าตัวเดียวและพวกเขา
ทั้งหมดขี่ม้ากันตามลำพัง ไม่มีรถม้าที่จะบรรทุกห่อผ้าพวกนี้ได้
เขารู้สึกสงสารน้องสาวที่ลำบากจัดเตรียมสิ่งของ ฟางเหิงไม่ได้
พูดอะไรออกมาตรง ๆ แค่ถอนหายใจแล้วให้ทุกคนขึ้นรถม้า เร่งรีบไป
ยังประตูเมืองหลวง
ที่นั่น มีขบวนแห่ส่งแม่ทัพออกจากเมือง
ที่นั่น มีขบวนอำลาจากคนตระกูลใหญ่
ที่นั่น ยังมีบิดาที่เจียงเซิงน้อยเพิ่งได้พบหน้า แต่ต้องพรากจาก
กันอย่างรวดเร็ว