พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 420 สวี่โม่เข้ารับตำแหน่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงเซิงได้เห็นแม่ทัพออกจากเมืองหลวง
แม้จะไม่เทียบเท่ากับการออกรบที่มีขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ แต่ก็
ยังมีญาติพี่น้องจากคนตระกูลใหญ่ ขุนนาง และมิตรสหายมาส่ง
แม้แต่หัวหน้าขันทีอู๋ผู้รับใช้ใกล้ชิดฝ่าบาทก็มาด้วย ท่าทางของ
เขานอบน้อมแต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน
ท่านพ่อของนางสวมผ้าคลุมดูสง่าและน่าเกรงขาม ร่างสูงใหญ่
น่าเกรงกลัว แตกต่างจากยามปกติอย่างสิ้นเชิง
เขาแบกรับภาระอันหนักอึ้ง เขาเป็นแม่ทัพ เขาต้องไปวังหลวง
เพื่อกล่าวลา และต้องอำลากับเหล่าสหายเก่า
ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถทำเหมือนแต่ก่อนที่เคยผ่านเรือนเล็ก
แล้วหยิกแขนของสาวน้อยร่างอวบอ้วนเล่นอย่างสนุกสนาน แล้วค่อย
ปล่อยมือเพราะคำนึงถึงมารยาทระหว่างชายหญิง
เจียงเซิงบอกกับตัวเองว่าต้องรู้จักกาลเทศะ ต้องเข้าใจบิดาที่ยุ่ง
วุ่นวาย ต้องเข้าใจว่าตระกูลใหญ่มีแวดวงสังคมมากมาย แม้จะ
ปรารถนาอย่างยิ่งก็ทำได้เพียงแอบมองอยู่ในมุมเงียบ ๆ เท่านั้น
ในทางกลับกัน เจียงจี้จู่เห็นฟางเหิงขวบม้ามาถึง เขาเหลือบมอง
ท่ามกลางกลุ่มคนแล้วเห็นเด็ก ๆ ไม่กี่คนอยู่ท้ายแถว จึงยิ้มทักทาย
กับหัวหน้าอู๋แล้วลงจากหลังม้าเดินเข้าไปหา
ร่างกายของเขาสูงใหญ่จริง ๆ เพียงดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นสูง เงาร่าง
ที่ทอดยาวก็สามารถปกคลุมร่างเล็ก ๆ ของเด็กหญิงตัวน้อยได้แล้ว
“ท่านพ่อ” เจียงเซิงพึมพำเรียก
เจียงจี้จู่ทำสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้ายังรู้ว่าข้าเป็นพ่อของเจ้าอยู่หรือ
ทำไมไม่มาส่งพ่อเลย”
“ข้า…” เจียงเซิงก้มหน้าลง “ท่านพ่อกำลังยุ่ง”
ช่างเป็นบุตรสาวที่น่าสงสารจริง ๆ เจียงจี้จู่ทนไม่ไหวอีกต่อไป รีบ
ก้มตัวลงทันที “พ่อไม่ได้ยุ่งหรอก พ่อแค่คิดว่าเจ้าต้องการบอกลา
พี่ชาย พ่อเลยไม่ไปรบกวนเจ้า”
ดังนั้นพ่อลูกต่างเกรงใจซึ่งกันและกัน ผลก็คือไม่มีใครได้อยู่เป็น
เพื่อนใคร
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ “ข้าคิดว่าท่านพ่อมีเรื่อง
มากมายต้องทำ คิดว่าท่านพ่อต้องยุ่งมาก”
ความจริงแล้วการที่แม่ทัพใหญ่ออกจากเมืองหลวงนั้นไม่อาจทำ
ได้อย่างเงียบเชียบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับ
ครอบครัว ฟ้าดินเท่านั้นที่รู้ว่าท่านแม่ทัพเจียงนั่งอยู่ในลานบ้าน มอง
ดวงจันทร์บนท้องฟ้าด้วยความหม่นหมองแค่ไหน
คิดว่าตั้งใจจะไม่ไปรบกวน แต่กลับกลายเป็นความเข้าใจผิดไป
เสียทั้งหมด
น่าเสียดายที่เวลาใกล้จะหมด เขาได้แต่ยิ้มแล้วลูบผมของเจียง
เซิงเหมือนตอนที่เขามาถึงด้วยความระมัดระวัง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความ
ยินดี
“ท่านพ่อ รอเจียงเซิงด้วย” เจียงเซิงรู้สึกตัวขึ้นมา นางรีบปีนขึ้น
รถม้าอย่างเร่งรีบ พยายามหยิบห่อของทีละชิ้น “นี่คือสิ่งที่ข้าเตรียมไว้
ให้ท่านพ่อ พี่ชายมีอะไร ท่านพ่อก็มีทั้งหมด”
นางเป็นคนปากหนัก แสดงความรู้สึกไม่เก่ง
นางเป็นเด็กที่ถูกพบเจอระหว่างทาง ไม่ได้อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี
แต่ในใจของนาง เมื่อยอมรับแล้วเขาก็คือท่านพ่อ เมื่อเรียกแล้ว
เขาก็คือญาติสนิท
สิ่งที่พี่ชายมี บิดาก็มีทั้งหมด
คำพูดง่าย ๆ แปดคำทำให้เจียงจี้จู่น ้าตาเอ่อคลอ เขาหัวเราะเยาะ
ตัวเองที่ไม่จริงใจเหมือนเด็กคนหนึ่ง
“เสื้อผ้ากับรองเท้าของพี่สามล้วนเป็นท่านป้าเย็บให้ แต่ป้า
แต่งงานไปแล้ว ไม่สามารถตัดเย็บให้ท่านพ่อได้ ดังนั้นเสื้อผ้าของ
ท่านพ่อข้าจึงไปซื้อจากร้านตัดเสื้อมา เลือกตัวที่นุ่มที่สุดและสบาย
ที่สุด แต่ก็ค่อนข้างแพง” เจียงเซิงเหมือนผึ้งน้อยที่ขยันขันแข็ง วิ่งวุ่น
ไปมา
เพียงชั่วพริบตา บนพื้นก็วางสัมภาระสิบกว่าห่อ
ท่านแม่ทัพยังคงจมอยู่ในความซาบซึ้งใจ ยังไม่ทันได้ตอบสนอง
กลับเป็นฟางเหิงที่อดไม่ได้ กระแอมไอครั้งแล้วครั้งเล่า เตือนพ่อ
ลูกคู่นี้ว่าพวกเขาทั้งหมดต้องขี่ม้าเดินทาง!
พวกเขาไม่มีรถม้า!!!
“ท่านพ่อ ทั้งหมดนี้ข้าให้ท่านแล้วนะ” เจียงเซิงกล่าวพลางเอามือ
เท้าเอว หอบหายใจหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ
ในที่สุดเจียงจี้จู่ก็ได้สติกลับมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็ง
ค้าง
มันมากมายเหลือเกิน… สิบถึงยี่สิบห่อ แทบทุกห่อมีขนาดใหญ่
เท่าหัวคนสามถึงสี่คน คะเนคร่าว ๆ คงจะหนักราวยี่สิบถึงสามสิบชั่ง
พวกเขาต้องเร่งรีบไปด้วยม้าเร็ว รถม้าไม่สามารถวิ่งตามจังหวะนี้
ได้ทัน แต่เมื่อเห็นความยินดีบนใบหน้าของบุตรสาว เจียงจี้จู่ก็ไม่อาจ
เอ่ยคำปฏิเสธออกมาได้
กระทั่งองครักษ์ประจำตัวก้าวเข้ามากระซิบเบา ๆ “ท่านแม่ทัพ
พวกข้าสามารถแบ่งกันแบกได้ขอรับ”
แม้จะหนักไปหน่อย เหนื่อยไปหน่อย ลำบากไปหน่อย
แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นน ้าใจของคุณหนู
อีกอย่างหากหิวระหว่างทางก็สามารถกินได้
เจียงจี้จู่กวาดตามององครักษ์ที่ติดตามเขามาหลายปี แล้วมองไป
ทางฟางเหิงที่ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาไม่อยากบังคับ
ใคร “ใครอยากแบกก็แบกเถอะ แต่ถ้าไม่อยาก…”
ก่อนคำพูดจะจบ องครักษ์ประจำตัวก็พุ่งเข้ามาข้างหน้าคว้าห่อ
ข้าวของมาไว้กับตัว “ข้าน้อยยินดีขอรับ”
“ข้าน้อยก็ยินดี” พวกเด็กหนุ่มที่เหลือพากันกรูเข้ามา
คนนี้หนึ่งห่อ คนนั้นหนึ่งห่อ ไม่นานสิ่งของบนพื้นก็ถูกเก็บไปจน
หมด
คนที่แย่งไม่ได้ยังอยากได้อีก จ้องมองห่อของอื่น ๆ ที่อยู่หลังม่าน
รถม้า ฟางเหิงตื่นตัวขึ้นมาทันที รีบโบกมือพลางกล่าวว่า “นั่นเป็น
ของพวกเรา เร็วเข้า”
จากเจียงอีจนถึงเจียงปาทั้งหกคนพุ่งเข้าไป แต่ละคนคว้าได้คน
ละหนึ่งส่วน ส่วนที่เหลือถูกแบ่งกันในหมู่องครักษ์
รถม้าที่แต่เดิมเต็มไปด้วยสิ่งของ พริบตาเดียวก็ว่างเปล่าแล้ว
บรรดาองครักษ์ที่แบกของต่างยินดีปรีดาราวกับเก็บสมบัติล ้าค่า
ได้
แท้จริงแล้วน ้าหนักเหล่านี้เป็นเพียงภาระ เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขา
เหนื่อยล้าและเป็นต้นเหตุของอาการปวดเมื่อยบริเวณไหล่และคอ
แต่เจียงจี้จู่ปกครองดูแลกองทัพได้อย่างยอดเยี่ยม ได้รับความ
ชื่นชอบและความเคารพนับถือลึกซึ้ง เหล่าทหารองครักษ์ยินดีจะ
ทำงานหนักและเหนื่อยยาก เพื่อช่วยท่านแม่ทัพขนของกลับไป
นี่คือความผูกพัน เป็นความเคารพที่เงินทองมากมายก็หาซื้อ
ไม่ได้
เจียงเซิงมองอย่างเหม่อลอย จู่ ๆ ก็เกิดความภาคภูมิใจนัก
ดูสิ เขาคือท่านพ่อของนางเชียวนะ
“ท่านแม่ทัพ ได้เวลาแล้วขอรับ” มีเสียงเรียกมาจากด้านหน้า
เจียงจี้จู่ก้มตัวลงอีกครั้ง พินิจพิเคราะห์ดวงตากลมโตคู่นั้นอย่าง
ละเอียด สุดท้ายก็ลูบศีรษะนาง “พ่อไปแล้วนะ”
เจียงเซิงพยายามอดกลั้นเสียง ทำเพียงพยักหน้าเบา ๆ
“พี่สามก็ไปแล้วนะ” ฟางเหิงยิ้มกว้าง
ดวงตาของเจียงเซิงแดงก ่า ยังคงพยายามควบคุมตัวเองสุด
ความสามารถ
นางจะร้องไห้ไม่ได้ หากนางร้องไห้ บิดากับพี่ชายจะต้องเสียใจ
แน่
นางต้องมีความสุข ต้องยิ้มแย้มในการแยกจาก
กองทัพนับร้อยนายเริ่มเคลื่อนตัว เจียงจี้จู่นำหน้าอย่างองอาจ
ควบม้าจากไปอย่างรวดเร็ว
ชายผ้าคลุมพลิ้วไหวอยู่ด้านหลัง ราวกับสายลมกำลังขับขานบท
เพลงอาลัย อีกทั้งยังเป็นเครื่องชี้นำทางให้กองทัพเดินหน้า
เหล่าชายหนุ่มผู้องอาจเหล่านั้นในที่สุดก็มุ่งหน้าสู่สนามรบ
เผชิญหน้ากับอันตรายจากการต่อสู้ พร้อมกับความหวังที่จะได้กลับ
บ้าน
เจียงเซิงเบะปากแล้ว สุดท้ายนางก็กลั้นเสียงร้องไห้โฮเอาไว้ไม่
ไหว นางเดินโซเซไปข้างหน้า ตะโกนออกมาสุดหัวใจว่า “ท่านพ่อ!
ท่านต้องกลับมาเร็ว ๆ นะเจ้าคะ!”
กลับมาเร็ว ๆ … ทุกคนเลย
ฟางเหิงเดินอยู่ท้ายแถว โบกมือให้เหล่าพี่น้อง มองพี่ชายคนโต
ที่สวมชุดขุนนาง ก่อนจะประสานมือคำนับให้เขาอย่างจริงจัง
ใช่แล้ว ชุดขุนนาง
วันนี้นอกจากจะมาส่งฟางเหิง ยังต้องส่งสวี่โม่ไปรับตำแหน่งด้วย
หากกล่าวว่าเมื่อสองปีก่อนพวกเขาต้องจากลากันอย่างไม่เต็ม
ใจ ถูกบีบบังคับให้ไปจาก แต่ตอนนี้พวกเขากลับมีความหวังใน
อนาคต มุ่งมั่นทะเยอทะยานในทุกทิศทาง
บรรดาเด็กหนุ่มที่เดินทางมาถึงกลางเขาแล้ว ในที่สุดจะได้พบ
กันอีกครั้งบนยอดเขา
ประตูเมืองเงียบสงัด ส่งคนเดินทางไปไกลพันลี้
กระทั่งเงาของคนขี่ม้าหายลับไป ผู้คนจึงค่อย ๆ หันหลังกลับ
บอกลาซึ่งกันและกัน
เจียงเซิงถูกเจียงจี้จงรั้งตัวไว้ เอ่ยปลอบประโลมเบา ๆ สองสามคำ
หลังจากกล่าวลาแล้วนางจึงกลับไปอยู่ข้าง ๆ พี่ชายทั้งหลาย
บรรยากาศของการจากลานั้นมักเต็มไปด้วยความเศร้า ญาติ
มิตรที่จากไปยังคงผูกพันอยู่ในใจ
กระทั่งเจิ้งหรูเชียนเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ เขาหัวเราะ
อย่างไม่ใส่ใจ “ส่งเจ้าสามเสร็จแล้ว ก็ถึงคราวส่งพี่ใหญ่แล้วสินะ”
สวี่โม่ผู้สวมชุดขุนนางสีเขียว ดูสง่างามน่าเกรงขาม เขาหันกาย
มาพยักหน้าเบา ๆ “ไปกันเถอะ”
ไปกันเถอะ พวกเราต่างมุ่งหน้าสู่เส้นทางของตนเอง
ไปกันเถอะ พวกเราต่างต้องพิชิตยอดเขาของตัวเอง
ไปกันเถอะ แล้วพวกเราจะพบกันใหม่ในวันหน้า!