พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 42 ฮูหยินนายอำเภอลงมือแล้ว
เป็นเพราะเจิ้งหรูเชียนคนพูดเก่งไม่อยู่
ผังต้าซานจึงต้องใช้ความพยายามอยู่นานพอสมควร กว่าเขาจะ
เข้าใจเหตุการณ์และเหตุผล
พูดง่าย ๆ ก็คือ ใช้ชื่อแซ่อันพิเศษอย่าง ‘ผัง’ นี้ หลอกลวงและ
อ้างอิงถึงอำนาจ
ส่วนเขาจะเป็นหลานชายจริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ขอเพียงทำให้
นายอำเภอเซี่ยหยางเกรงกลัวได้ก็เพียงพอแล้ว
“แต่ว่า…หลานชายของนายอำเภอที่ไหนกันจะมาเป็นขอทาน
เร่ร่อน” ผังต้าซาน หัวเราะแห้ง
หากให้เขาเลือกเอง เขาคงไม่เต็มใจทำเรื่องแอบอ้างชื่อเสียง
เช่นนี้ เพราะไม่ช้าก็เร็วต้องถูกเปิดโปงได้แน่ ๆ
แต่พอเหลือบมองเจียงเซิง เขาก็เงียบไป
เขายังจำวันที่นางมอบอาหารให้ได้
แม้ผังต้าซานจะออกจากวัดร้างไปในตอนเช้ามืด แต่ก็ไม่ได้จาก
ไปไหน กลับยังซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่แอบมองพวกนางจนถึงตอนรุ่ง
สาง
เขามองเจียงเซิงหยอกล้อกับพี่ชายทั้งหลายอย่างร่าเริง มองสวี่
โม่หุงข้าวหม้อใหญ่ก่อนเรียกน้อง ๆ ให้มาทาน มองพวกเขานั่งล้อม
วงอยู่ในวัดร้าง พูดคุยหัวเราะกันอย่างมีความสุข ดูพวกเขาจุดไฟ
กระทั่งตอนจุดประทัด
ถึงเจียงเซิงจะกลัวแต่ชอบเล่น จึงยืนกรานจะจุดประทัดที่ต้องจุด
ก่อนมื้ออาหารด้วยตัวเอง ผลคือนางจุดไม่ติดอยู่หลายครั้ง พอจุดติด
ก็มีเสียงประทัดดังลั่นทำนางกรีดร้องด้วยความตกใจ
เจิ้งหรูเชียนเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปกอดปกป้องน้องสาวไว้
ฟางเหิงรีบดึงทั้งสองเข้าไปในบ้าน
ทั้งจ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นต่างเดินเข้ามาดู สลับกันถามไถ่ด้วย
ความเป็นห่วง
ส่วนสวี่โม่ก็มองเหล่าน้องชายน้องสาวด้วยสายตาอ่อนโยน
ช่างเป็นภาพที่งดงามจนผังต้าซานอิจฉาและปวดใจไปพร้อมกัน
เวลานั้นเขาเสียใจที่ไปหาเรื่องเจียงเซิง หากเขายอมรับนางตั้งแต่
แรก ในกลุ่มคนที่อยู่ในวัดร้างนั้นอาจมีเขาอยู่ด้วย
ความปรารถนานี้ผลักดันให้เขาพุ่งเข้าไปใช้ร่างกายปกป้องเจิ้ง
หรูเชียน ขณะที่เจ้าหน้าที่เกากำลังยกไม้ฟาดลงมา
ผังต้าซานรู้ว่าตนเองทำผิดไปแล้ว เขาหวังว่าจะชดเชยด้วยวิธีนี้
และหวังให้เจียงเซิงไม่โกรธเกลียดเขามากไปกว่านี้
หลังจากนั้น ถังหูลู่เจ็ดไม้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาตัดสินใจถูกต้อง
ผังต้าซานมีความสุขมาก
ตอนนี้เขามีโอกาสอีกครั้งที่จะปกป้องเจียงเซิง เพื่อให้ตนเข้ากับ
พวกนางได้ดีขึ้น
ผังต้าซานจึงไม่ปฏิเสธอีก
“ได้ เช่นนั้นต่อไปข้าจะเป็นหลานชายของนายอำเภอผัง” เขา
กัดฟันตกลง
สวี่โม่ตบไหล่เขา “ไม่ต้องกลัว พวกเราไม่ปล่อยให้เจ้าแบกรับตัว
คนเดียวแน่”
ยามบ่าย
เจิ้งหรูเชียนกับฟางเหิงกลับมาจากส่งผักแล้ว
คนหนึ่งนั่งเกวียนลาโคลงเคลง
ส่วนอีกคนขี่ม้าโดนท่าทางหล่อเหลาสง่างาม
เมื่อฟางเหิงก้าวลงจากหลังม้า เจียงเซิงก็ตาเป็นประกายด้วย
ความตื่นตะลึง พลางเอ่ยชมเขาไม่ขาดปาก
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกไม่พอใจนัก “อานม้านั่นข้าเป็นคนซื้อให้เจ้านะ”
แล้วเหตุใดถ้อยคำสรรเสริญกลับเป็นของฟางเหิงทั้งหมดเล่า
“โธ่เอ๊ย พี่รองที่รักของข้า” เจียงเซิงสังเกตเห็นความไม่พอใจ
ของเขา จึงรีบวิ่งเข้าไปหาทันที เริ่มกล่าวประจบประแจง “พี่รองของ
ข้าฉลาดหลักแหลมนัก คราวนี้ต้องหาเงินได้มากแน่ ๆ”
“แน่นอน” เจิ้งหรูเชียนยืดอกภาคภูมิใจ “เจ้ายังจำหนิวป้างห้าสิบ
ชั่งได้หรือไม่ ข้าซื้อมันมาในราคาสองร้อยเหวิน พอขายไปก็ได้เงิน
ถึงสองตำลึงเชียวนะ”
“ผักอื่น ๆ ก็ขายได้ทั้งหมดสิบตำลึง ยิ่งมีเกวียนลามากเท่าไหร่ก็
ยิ่งบรรทุกผักได้มากขึ้นเท่านั้น เงินก็หาได้มากขึ้นด้วย”
แววตาเจียงเซิงเป็นประกายกว่าเก่า นางยื่นมือเล็ก ๆ ออกมา
เจิ้งหรูเชียนเข้าใจทันที เขาหยิบเงินเก้าตำลึงวางบนฝ่ามือนาง
“เหตุใดถึงขาดไปอีกตำลึง?” เจียงเซิงเบิกตาโต
เจิ้งหรูเชียนชำเลืองมองอานม้าบนหลังเจ้าม้าแดง แล้วส่งเสียง
ฮึดฮัด
ของชิ้นนี้ช่างแพงเหลือเกิน เขาถึงกับต้องจ่ายเงินหนึ่งตำลึง
แต่เมื่อเห็นฟางเหิงชอบมันมากจนสายตาเขาไม่ยอมละไปที่อื่น
เจิ้งหรูเชียนจึงตัดสินใจซื้อมันมาด้วยความเจ็บปวด
ตอนนี้ในบ้านมีเงินแล้ว
ย่อมไม่มีเหตุผลที่ต้องประหยัดอีกต่อไป
จุดประสงค์ของการหาเงินไม่ใช่เพื่อกินอะไรก็ได้ ดื่มอะไรก็ได้
และซื้ออะไรก็ได้หรือ
เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้างอย่างโง่เขลา
เมื่อไม่นานมานี้ เขายังเป็นคนที่ต้องพึ่งพาเจียงเซิง ค่อยขโมย
อาหารเพื่อยังชีพ
แต่ตอนนี้ เขาสามารถเลี้ยงดูพี่ชายน้องชายและน้องสาวได้แล้ว
เจียงเซิงใส่เงินเก้าตำลึงลงในถุงใบใหญ่ของนาง สัมผัสถึง
น ้าหนักอันมาก ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“พี่รอง ท่านเก่งมาก เป็นยอดฝีมือในการหาเงิน”
นางกล่าวเยินยอเขาไม่หยุด
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกภาคภูมิใจมากจนส่ายหน้าด้วยท่าทางองอาจ
ผังต้าซานมองอยู่ข้าง ๆ และเริ่มอิจฉาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
แต่เวลาก็ผ่านมามากแล้ว เขาจำเป็นต้องกลับไป
แม้ว่าเขาจะไม่อยากจากไปก็ตาม
“ข้าจะไปส่งเจ้า” ฟางเหิงลุกขึ้นไปจูงลา
ผังต้าซานเดินตามหลังเขาไปทีละก้าว
เจียงเซิงกล่าวคำอำลาอย่างสุภาพ แต่ไม่เอ่ยปากให้เขาอยู่ต่อ
“เหมือนเขาจะอยากเข้าร่วมกับพวกเราจริง ๆ” สวี่โม่ยืนอยู่ข้าง
หลังนาง
เจียงเซิงเม้มริมฝีปากแผ่วเบา
นางตกลงกับพี่รองไว้แล้วว่าพี่ห้าจะเป็นคนสุดท้ายที่เข้ามา
ยิ่งไปกว่านั้น ผังต้าซานก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
“เขารู้สึกว่าพวกเราอยู่กันอย่างอบอุ่น จึงอยากเข้ามาเป็นส่วน
ร่วม แต่กลับลืมไปว่าจริง ๆ แล้วเขามีคนที่ยังอยู่เคียงข้างมาโดย
ตลอด” เจียงเซิงกล่าวเสียงเบา
ในเวลาเดียวกัน
ณ ปากถ ้าซึ่งเป็นที่อาศัยของผังต้าซาน เขากระโดดลงจาก
เกวียนลา ก่อนพบว่าเหล่าลูกน้องที่เขาเก็บตัวมาไม่ได้หนีหน้าไป
ไหน
พวกเขายังนอนอยู่ในถ ้า รอคอยด้วยท่าทางเบื่อหน่าย
เมื่อเห็นผังต้าซานมา พวกเขาต่างกระโดดด้วยความดีใจ แต่
เพราะไม่ได้กินอาหารมานานจึงล้มลงอีกครั้ง
ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีคนยื่นหัวหมูครึ่งชิ้นให้เขา “หัวหน้า พวกเรา
เก็บไว้ให้ท่าน หลายวันมานี้ท่านไปที่ใดมา”
“พวกเรายังคิดว่าท่านไม่ต้องการพวกเราแล้วเสียอีก”
เด็กไม่กี่คนพลัดกันพูดคนละประโยค ถ ้าที่เคยเงียบเหงาก็พลัน
อบอุ่นขึ้นมา
ดวงตาผังต้าซานแดงเรื่อ
ฟางเหิงล่ามเจ้าลาแก่ไว้ให้ดี เดินมาตบไหล่เขา หยิบเงินหนึ่ง
ร้อยเหวินที่เจียงเซิงเตรียมไว้ให้จากอกเสื้อ “เจ้านำมันไปซื้อของให้
พวกพี่น้องกินเถอะ”
เมื่อกลางวันตอนเขากับเจิ้งหรูเชียนเดินทางผ่านหมู่บ้านก็รู้
สถานการณ์ของที่นี่แล้ว
การที่พวกเขาไม่พูดก็เพื่อให้ผังต้าซานได้เห็นกับตาตัวเอง
ฟางเหิงเป็นคนนอก เขาจึงทิ้งเงินไว้แล้วจากไป
แต่ออกมาไม่นานนัก ก็แว่วเสียงร้องไห้ลอยมาจากทางถ ้า
เขาส่ายหัวแล้วหัวเราะอ่อนใจ
วันต่อมา
เจียงเซิงนึกได้ว่าในเมื่อผังต้าซานจะปลอมตัวเป็น ‘คุณชายผัง’
ก็ต้องหาเสื้อผ้าให้เขาเรียบร้อย และลบล้างภาพลักษณ์ของขอทาน
ให้หมดจด
เฮ้อ นี่ก็นับเป็นอีกหนึ่งรายจ่าย
เจียงเซิงเจ็บปวดใจยิ่งนัก แต่เพื่อปกป้องพี่น้อง เมื่อถึงคราว
จำเป็นก็ต้องจ่ายเงิน
ช่วงนี้เป็นเทศกาลโคมไฟ พวกนางทั้งหมดจึงพากันนั่งเกวียนลา
ไปที่อำเภออย่างคึกคัก
ระหว่างทางก็รับผังต้าซานไปด้วย
ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น วานก่อนผังต้าซานยังมีแววตาขุ่นมัว
อยู่บ้าง แต่วันนี้กลับมีสีหน้ามุ่งมั่นเป็นพิเศษ
เขาดึงแขนเจิ้งหรูเชียนพลางพึมพำ “น้องชาย ข้าได้ยินมาว่าเจ้า
หาเงินเก่ง ข้าจะขอตามเจ้าไปบ้างได้หรือไม่”
เจิ้งหรูเชียนขมวดคิ้ว
การขนส่งผักไปขายเป็นการค้าใหญ่ เขาเองก็มีความคิดที่จะหา
เกวียนลาไปเพิ่มอีกสองสามเล่มอยู่แล้ว จึงกังวลว่าเขากับฟางเหิงคง
มีกำลังคนไม่เพียงพอ ผังต้าซานก็โผล่มา
“เจ้าวางใจได้ ข้าไม่ต้องการเงินมาก ขอแค่ให้พี่น้องข้าอิ่มท้องก็
พอ” ผังต้าซาน ตบอก “ข้ามีกำลัง เจ้าจะให้ข้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
เจิ้งหรูเชียนมองเขาอยู่นาน แล้วพยักหน้า “ได้ เช่นนั้นเริ่มจาก
เรียนรู้ขับเกวียนลาก่อน ต่อไปเดินทางไกลไปกับข้า”
ผังต้าซานตอบตกลงด้วยความดีใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้
ตอนนั้นเองเจียงเซิงก็กำลังโบกมือเรียก เขาจึงรีบเดินไปหาทันที
“เสื้อคลุมผ้าบางตัวนี้ก็ดีเหมือนกัน เจ้าลองเปลี่ยนดูเถอะ” เจียงกู่
เหนียงผู้ดูแลร้านโบกมือยกใหญ่ “หากชอบเจ้าก็ซื้อเลย”
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนซื้อเสื้อผ้าให้เขา
ผังต้าซานรู้สึกตื่นเต้นดีใจ รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที กระทั่งรองเท้า
ก็ยังเป็นคู่ใหม่ นี่เป็นข้อดีของการทำงานให้พวกนางหรือ
เขาไม่รู้ว่าในอนาคตตัวเองจะสามารถทำให้น้องชายทั้งหลาย
ด้วยได้หรือไม่
เขาพึมพำพลางเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินออกมา
ยังไม่ทันได้ชื่นชมรูปโฉมแบบใหม่ของตนเอง ผังต้าซานก็ต้อง
ตกใจเมื่อพบว่าพวกเจียงเซิงซึ่งรออยู่หน้าร้าน กำลังถูกบรรดา
เจ้าหน้าที่ถือกระบี่ยืนล้อมไว้แล้ว