พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 43 ไล่ฮูหยินนายอำเภอ
พวกเจ้าหน้าที่ถือกระบี่ยาวดูน่ากลัวดุดัน พลางหันหลังกลับไป
มองหญิงสาวผู้สง่างามซึ่งอยู่ด้านหลัง
ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นคนที่นางเรียกมา
นางเป็นหญิงอายุราวสี่สิบปี สวมชุดหรูหรา แม้ใบหน้าจะเริ่มแก่
ชรา แต่ยังพอเห็นความคล้ายคลึงกับเจ้าหน้าที่เกาที่ถูกจองจำอยู่ใน
คุกใหญ่ของอำเภออวิ๋นสุ่ย
แต่เจ้าหน้าที่เกานั้นเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ส่วนหญิงผู้นี้
กลับมีความเศร้าโศกและโกรธแค้นแฝงอยู่บ้าง นางกวาดสายตามอง
เจียงเซิงกับคนอื่น ๆ ก่อนหยุดที่สวี่โม่ผู้อายุมากที่สุด
“เป็นพวกเจ้าที่ไปร้องเรียนเรื่องน้องชายข้า” นางเอ่ยอย่างแค้น
เคือง “พวกเจ้าเป็นชาวอำเภอเซี่ยหยาง เขาก็เป็นชาวอำเภอเซี่ย
หยาง เหตุใดจึงไปถึงอำเภออวิ๋นสุ่ยที่ห่างไกลเช่นนั้น”
เจียงเซิงบ่นในใจว่าเป็นเพราะอะไร นางยังไม่รู้หรือ?
แต่นางก็ไม่กล้าพูดออกไป
ในฐานะตัวแทนของคนทั้งหมด สวี่โม่ก้มศีรษะคารวะแล้วเอ่ย
“ท่านผู้นี้คงเป็นฮูหยินของท่านนายอำเภอ ในเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
พวกเราก็รู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก การไปยังอำเภออวิ๋นสุ่ยก็เพราะเป็นเพียง
พื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครกำหนดว่าคดีจะต้องถูก
พิจารณาในภูมิลำเนาของผู้ต้องหาเท่านั้น”
คำตอบนี้ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง ไม่เหมือนสิ่งที่เด็กอายุสิบสอง
ควรพูดได้เลย
มุมปากฮูหยินนายอำเภอกระตุกเล็กน้อย “น้องชายข้ามีนิสัย
ซุกซน เป็นเพราะข้าเลี้ยงดูเขาไม่ดี เขาเพียงล้อเล่นกับพวกเจ้า
เท่านั้น ต่อให้พวกเจ้าไม่พอใจก็ควรมาหาข้า ทำไมต้องไปฟ้องร้อง
ถึงที่ว่าการอำเภออื่นด้วย ทำให้เขาไม่อาจกลับบ้าน ต้องทนทุกข์
ทรมานอยู่ที่อำเภออวิ๋นสุ่ย?”
ทั้งที่เป็นการทำร้ายผู้อื่นโดยเจตนา นางกลับบอกว่าเป็นเพียง
นิสัยซุกซน
กระทั่งเจียงเซิงยังอดหัวเราะไม่ได้
แต่สวี่โม่ยังคงรักษาท่าทีเคร่งขรึม เอ่ยเสียงเย็นชา “คดีนี้ท่าน
นายอำเภอผังเป็นผู้ตัดสินแล้ว หากฮูหยินมีข้อสงสัย ก็ควรไป
สอบถามยังที่ว่าการอำเภออวิ๋นสุ่ย ไม่ใช่มาถามจากผู้เสียหาย”
ฮูหยินนายอำเภอไม่มีอะไรจะกล่าวอีก จ้องมองสวี่โม่ด้วยสายตา
อำมหิต
“ในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมโอนอ่อนง่าย ๆ …”
ประโยคที่เหลือยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตื่นเต้น
ดีใจของเจียงเซิงร้องเรียก “คุณชายผัง”
ทุกคนมองตามสายตาของนางไปยังประตูร้านตัดเสื้อ
ผังต้าซานในชุดใหม่เอี่ยมยืนแอ่นอกเชิดหน้าโดยไม่รู้ตัว เขา
พยายามส่งเสียง “อืม” ออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำหลายครั้ง
“เหตุใดคุณชายผังถึงกลับมาจากอำเภออวิ๋นสุ่ยเล่า ท่าน
นายอำเภอผังมีอะไรจะฝากถึงพวกเราหรือ” เจียงเซิงพูดด้วยความดี
ใจ “ครั้งนี้คงขอให้คุณชายผังอยู่ต่ออีกสักหลายวัน เพื่อให้พวกข้า
ได้ขอบคุณท่านอย่างดีเสียก่อน”
จากคำพูดไม่กี่คำก็บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดา
ระหว่างผังต้าซานกับนายอำเภอผัง
สีหน้าของผู้ที่ยืนดูอยู่ใกล้ ๆ เปลี่ยนไปอีก
สุภาษิตกล่าวไว้ว่า คนหนึ่งได้ดี สุนัขกับไก่ก็ขึ้นสวรรค์ตาม
ต่อให้เป็นเพียงนายอำเภอเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้องเขยหรือ
หลานชายของเขา ขอเพียงมีความเกี่ยวดองใกล้ชิด ก็ทำให้ชาวบ้าน
ธรรมดาเกรงอกเกรงใจ
แต่หากจะพูดถึงคนที่ไม่แยแส คงเป็นฮูหยินนายอำเภอ
ในสายตาของนาง เรื่องของน้องชายย่อมสำคัญที่สุด การระบาย
ความโกรธแทนเขาจึงสำคัญเป็นอันดับสอง
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคุณชายผังหรืออะไรก็ช่าง เจ้าหน้าที่!” ฮูหยิน
นายอำเภอสั่งการเสียงดัง “จับพวกมันกลับยังที่ว่าการอำเภอให้หมด”
ไม่เพียงไม่สนชื่อเสียง แต่ยังอาจทำให้นายอำเภออวิ๋นสุ่ยไม่
พอใจ ทั้งหมดก็เพื่อจะออกหน้าแทนเจ้าหน้าที่เกาผู้นั้น
สวี่โม่หน้าเปลี่ยนสีกำลังจะหาคำพูดใหม่
แต่แล้วก็มีเสียงเอ่ยขึ้น “หยุด!”
ชายวัยสี่สิบผู้มีหนวดเครา ร่างกายสูงใหญ่ สีหน้าเรียบเฉย
ปรากฏตัวออกมาจากเกี้ยวที่ไม่รู้ว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ เขามองผังต้า
ซานก่อนครู่หนึ่ง จากนั้นจึงมองยังฮูหยิน “อย่าไปเล่นกับเด็ก ๆ พวก
นั้น”
เขายังพูดอีกการ ‘จับคนกลางถนน’ ว่าเป็นการ ‘เล่นสนุก’
พวกขุนนางเหล่านี้ช่างเก่งกาจในการทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่อง
เล็ก และจากเรื่องเล็กน้อยก็กลายเป็นไม่มีอะไรเลย
สวี่โม่รู้สึกโกรธแค้นในใจ แต่เขาก็ถอนหายใจโล่งอก
ฮูหยินนายอำเภอเป็นคนแข็งแกร่ง นางไม่สนใจชื่อเสียงและไม่
แยแสว่าจะทำให้นายอำเภออวิ๋นสุ่ยไม่พอใจ โชคดีที่ยังมีนายอำเภอ
เซี่ยหยางที่เกรงกลัวสิ่งนี้ จึงไล่เหล่าเจ้าหน้าที่ให้ถอยไป
“ใต้เท่า” สีหน้าของฮูหยินเปลี่ยนไป “พวกเขาทำร้ายหู่เอ๋อร์”
สีหน้าของนายอำเภอเซี่ยหยางยังไม่เปลี่ยน “ในเมื่อ
นายอำเภออวิ๋นสุ่ยตัดสินไปแล้ว ย่อมต้องมีเหตุผลแน่นอน ฮูหยินอ
ย่าได้พูดเหลวไหล”
พูดจบ เขาก็หันมองสาวใช้ทั้งสอง “พาฮูหยินกลับที่ว่าการ
อำเภอ”
สาวใช้ก้มหน้ารับคำ พาฮูหยินที่ไม่เต็มใจนักกลับไป
วิกฤตครั้งนี้จึงผ่านพ้น
เจียงเซิงยังไม่ทันได้ถอนหายใจ นายอำเภอเซี่ยหยางก็มองไปยัง
ผังต้าซานด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “ยินดีต้อนรับคุณชายผังที่มา
เที่ยวเล่นในอำเภอเซี่ยหยางของพวกเรา”
กล่าวแล้วเขาก็เดินจากไปอย่างสง่างาม
เหล่าเจ้าหน้าที่ถือกระบี่ก็ล่าถอยไป ชาวบ้านซึ่งกำลังมุงดูก็
สลายตัวทันที
เจียงเซิงหันหลังกลับมายกนิ้วโป้งให้ผังต้าซาน พลางเอ่ยชมไม่
หยุด “พี่ต้าซาน ท่านทำได้ดีกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”
สำหรับขอทานเช่นนาง การได้พบนายอำเภอกับฮูหยินของเขา
และยังสามารถยืนหลังตรงอย่างองอาจได้นั้น ถือว่าไม่ง่ายเลย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสียง “อืม” นั่น มันช่างเย็นชาและหยิ่งผยองมาก
ในใจเจียงเซิง เขาเกือบจะเทียบเท่าบุตรชายของขุนนางสักคนแล้ว
ผังต้าซานยิ้มเก้อเขิน ไม่ได้พูดอะไร
ทันใดนั้นก็มีลมลมพัดมา ทำให้ขาสองข้างของเขาสั่นระริก ยิ่ง
ไม่กล้าพูดถึงความหนาวเหน็บที่ส่วนล่างร่างกาย
เมื่อนายอำเภอและฮูหยินจากไป ท้องถนนก็กลับมาคึกคักอีก
ครั้ง
บรรดาพ่อค้ากำลังแขวนโคมไฟหลากสีสันที่เตรียมไว้ ทั้งโคม
กระดาษ โคมผ้าปัก มีหลากหลายรูปแบบจนเจียงเซิงตาหูลายไปหมด
ตอนนี้นางกำลังจ้องโคมรูปกระต่ายตัวน้อยอย่างไม่อาจละ
สายตา
เจิ้งหรูเชียนเอ่ยชวนนาง “หากชอบเจ้าก็ซื้อเถอะ ราคาไม่แพง”
เจียงเซิงมองอยู่นานก่อนส่ายหน้า
“เหตุใดเล่า” เจิ้งหรูเชียนถาม “พวกเรามีเงิน ไม่ต้องกังวลแล้ว
ถ้าชอบก็ซื้อไปเถอะ”
เจียงเซิงถลึงตาใส่เขา “ข้ามีชีวิตอยู่มาแปดปีถึงจะมีโอกาสซื้อ
โคมไฟเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าต้องเลือกอันที่สวย โคมไฟกระต่าย
ธรรมดาเช่นนี้ จะตอบสนองความต้องการของข้าได้อย่างไรกัน”
เจิ้งหรูเชียน “…”
เอาเถอะ นางก็มีเหตุผลอยู่
ทั้งสองคนยังคงเลือกต่อไปอย่างกระตือรือร้น โดยไม่ได้
สังเกตเห็นสีหน้าหม่นหมองของเจ้าของร้านโคมไฟกระต่ายเลย
ฟางเหิงกับเวินจืออวิ่นที่ตามมา พยายามเดินผ่านไปอย่าง
หน้าตาเฉย
เหลือเพียงจ่างเยี่ยนกับสวี่โม่ที่ยังคงทำตัวเฉยเมยราวกับไม่มี
อะไรเกิดขึ้น
“เจ้าห้า เจ้าคิดว่านายอำเภอเซี่ยหยางจะเชื่อว่าผังต้าซานมีความ
เกี่ยวข้องกับนายอำเภอผังหรือไม่” สวี่โม่ครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็
ทนไม่ไหวจนต้องถามออกมา
จ่างเยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง “จะเชื่อหรือไม่ไม่สำคัญ ขอเพียงเขา
คอยระแวงได้ก็พอแล้ว”
แต่ความหวาดระแวงจะอยู่ได้นานแค่ไหน ไม่มีผู้ใดบอกได้อย่าง
ชัดเจน
“ดูเหมือนว่าพรุ่งนี้ต้องให้พี่รองไปอำเภออวิ๋นสุ่ยสักหน่อยแล้ว
ถ้าเป็นไปได้ก็ควรส่งของขวัญไปให้นายอำเภอผังด้วย” จ่างเยี่ยนตบ
มือเบา ๆ “เป็นการเผื่อเอาไว้ พี่ใหญ่ก็ควรจะเตรียมตัวสอบถงเซิง
ด้วย”
ในราชวงศ์ต้าอวี๋ ผู้ที่สอบเป็นซิ่วไฉได้จะได้รับการยกเว้นให้ไม่
ต้องคุกเข่าในศาล และได้รับการยกเว้นภาษีสองเท่า แม้แต่คนใน
อำเภอเซี่ยหยางก็ยังเคารพนับถือ
เนื่องจากถงเซิงเป็นเพียงตำแหน่งที่เตรียมความพร้อมสำหรับ
การสอบซิ่วไฉ จึงไม่ได้รับสิทธิพิเศษมากเท่าซิ่วไฉ
แต่หากสามารถเป็นอันดับหนึ่งของการสอบ หรือเป็นถงเซิงที่
ยอดเยี่ยม และมีแนวโน้มที่จะเป็นซิ่วไฉได้ในอนาคต น ้าหนักของ
สถานะก็ไม่อาจเทียบกันได้
หนังเสือของนายอำเภอผังรั้งไว้ได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าก็ต้องถูก
เปิดโปง
แต่วาสนาที่ตนเองสอบมาได้นั้น ไม่มีผู้ใดสามารถดูถูกได้
สีสันยามค ่าคืนค่อย ๆ เข้มขึ้น เหล่าพ่อค้าจุดโคมไฟ ถนน
หนทางจึงส่องประกายขึ้นราง ๆ
เจิ้งหรูเชียนจูงมือเจียงเซิงหยอกล้อกัน เวินจืออวิ่นก็ดึงฟางเหิง
ไปดูโคมไฟด้วยกัน
จ่างเยี่ยนและสวี่โม่สบตากัน ความมุ่งมั่นที่จะปกป้องพวกเขา
เหล่านี้ยิ่งเพิ่มขึ้น
ทันใดนั้น เจียงเซิงก็หยุดอยู่ข้างหน้าโคมไฟหมุนขนาดใหญ่
ด้านบนเขียนคำถามไว้สามข้อ
ข้อแรกคือลูกคิด ข้อที่สองคือบทกลอนคู่ ข้อที่สามคือบทความ
แต่เพราะยากเกินไป จึงมีผู้คนนับร้อยหยุดอยู่ด้านหน้า เท้าคาง
เกาหู คิดแล้วคิดอีกทว่าก็ยังหาคำตอบไม่ได้