พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 421 ตระกูลฟางแย่งการค้า
ตำแหน่งขุนนางฮั่นหลินเป็นขุนนางขั้นหก ทำงานอยู่ภายใน
สำนักราชบัณฑิต หน้าที่ประจำวันคือคัดลอกตำราประวัติศาสตร์
บันทึกบทกวีประวัติศาสตร์ รวมถึงร่างเอกสารเกี่ยวกับพิธีการต่าง ๆ
ฟังดูอาจไม่ใช่ตำแหน่งที่สูงส่งนัก แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของขุน
นางขั้นสูงมากมายในประวัติศาสตร์ และเป็นกุญแจสำคัญในการ
ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้
สวี่โม่ยกย่องตนเองว่าค่อนข้างฉลาด เขาสามารถจัดการกับสี่
ตำราห้าคัมภีร์ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่การเข้ารับตำแหน่งเช่นนี้ก็
เหมือนสาวน้อยที่ขึ้นเกี้ยว – เป็นครั้งแรกในชีวิต
แม้ว่าสีหน้าจะดูสงบนิ่ง แต่เมื่อยืนอยู่หน้าประตูสำนักราชบัณฑิต
จริง ๆ เผชิญหน้ากับสหายร่วมงานที่มาต้อนรับมากมาย เขาก็ยังรู้สึก
ประหม่าจนต้องกลืนน ้าลายลงคอ
“นี่คือท่านจอหงวนใช่หรือไม่” ขุนนางฮั่นหลินที่ยืนอยู่ด้านหน้า
สุดกล่าวด้วยน ้าเสียงจริงจังและกระตือรือร้น “การที่สำนักราชบัณฑิต
ของพวกเราได้ต้อนรับคนมีความสามารถอย่างท่านจอหงวนเข้ามา
นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”
“ใต้เท้าฉู่ ท่านควรเรียกเขาว่าจ้วนซิวสวี่” มีคนเตือน
ขุนนางฮั่นหลินรีบยิ้มและแก้คำพูดทันที “เชิญจ้วนซิวสวี่เข้า
สำนักราชบัณฑิตเถอะ”
สวี่โม่ยังคงรู้สึกประหม่า เขาหันไปเห็นน้องชายน้องสาวที่ยิ้ม
กว้างจนแก้มปริ จากนั้นจึงสงบลงอีกครั้ง
น้องชายคนที่สามของเขาออกไปสู่สนามรบ อีกฝ่ายเผชิญหน้า
กับการฆ่าฟันและความเป็นความตายยังไม่รู้สึกประหม่า แล้วเขา
เพียงเผชิญหน้ากับการชิงดีชิงเด่นในสำนักราชบัณฑิต ยังจะมีอะไร
ให้ต้องหวาดกลัวกัน
แม้ว่าที่นี่จะมีฟางหยวน มีเหล่าจิ้นซื่อสหายร่วมเรียนในอดีต และ
มีการทุจริตการสอบขุนนางที่กำลังจะบานปลายก็ตาม
“เชิญใต้เท้าก่อนขอรับ” สวี่โม่ยกยิ้มบาง “ข้าน้อยเพิ่งมาถึง หาก
มีบกพร่องประการใด หวังว่าใต้เท้าฉู่จะไม่รีรอที่จะวิจารณ์ ข้าน้อยจะ
รู้สึกซาบซึ้งยิ่งนักขอรับ”
“จ้วนซิวสวี่ช่างสุภาพเสียจริง ต่อไปนี้พวกเราก็เป็นสหาย
ร่วมงานกันแล้ว จะมีอะไรให้วิจารณ์กัน ก็แค่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เท่านั้น” ขุนนางฮั่นหลินผู้นั้นไม่ได้แสดงท่าทีหยิ่งผยอง
ทั้งสองเดินเข้าสู่สำนักราชบัณฑิตโดยมีผู้คนห้อมล้อม ก้าวย่าง
อย่างมั่นคงและสง่างาม
“ข้าน้อยมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ อยากจะสอบถามใต้เท้า” สวี่โม่
กล่าวเสียงเบา “ขอถามว่า ตำแหน่งเปียนซิวกับจ้วนซิวมีความ
แตกต่างกันอย่างไรขอรับ?”
“เรื่องนี้ นอกจากการแบ่งแยกตำแหน่งทางราชการแล้ว สิ่งที่
สำคัญที่สุดก็คือความแตกต่างระหว่างคำว่า ‘เขียนใหม่’ และ ‘เรียบ
เรียง’” ขุนนางฮั่นหลินตอบคลุมเครือ
เขียนใหม่ หมายถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หมายถึงการจัดการ
อย่างอิสระ
เรียบเรียง หมายถึงการรวบรวม หมายถึงการทำตามขั้นตอนที่
กำหนดไว้
สวี่โม่แย้มยิ้มอย่างมีนัย สายตาเหลือบไปมองฟางหยวนที่เข้ารับ
ตำแหน่งแต่เนิ่น ๆ เขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น
อย่างที่เจ้าห้าบอกไว้ เขาไม่เพียงต้องทำงานอย่างขยันขันแข็ง
เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จัก และใช้ชื่อเสียงของจอหง
วนขยายเครือข่ายความสัมพันธ์
เขาต้องการให้บัณฑิตทั่วแผ่นดินได้เห็นว่าใครกันแน่ที่สมควร
กับตำแหน่งฮุ้ยหยวน และใครคือคนที่ทุจริตการสอบตัวจริง
ความยุติธรรมอยู่ในใจของผู้คน
เมื่อประตูสำนักราชบัณฑิตเปิดออกแล้วปิดลง พี่น้องที่ยืนอยู่
ด้านนอกต่างพากันยื่นปาก
เจิ้งหรูเชียนยักไหล่พลางเอ่ยว่า “ที่นี่คือสนามรบของพี่ใหญ่
พวกเราไม่มีใครช่วยอะไรได้ แล้วต่อจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรดี”
เวินจืออวิ่นผู้เงียบขรึมกำมือแน่น “ข้าจะไปตระกูลอู๋”
“เจ้าไม่ได้ลาหยุดหรอกหรือ? วันนี้ยังจะไปอีก” เจิ้งหรูเชียนถอน
หายใจ “หาได้ยากนักที่จะมีคนขยันขันแข็งเช่นเจ้า”
“มันไม่ใช่ความขยัน อีกทั้งไม่ใช่เพื่อวิชาแพทย์” เวินจืออวิ่นพูด
จริงจัง “ข้าอยากถามอาจารย์ว่าจะรักษาไข้ให้อยู่ได้นานได้อย่างไร
โดยไม่ทำร้ายร่างกาย”
พูดไปพูดมา เขาก็ยังคงเป็นห่วงเจ้าห้าที่อยู่ในวังหลวง
กลัวว่าเขาจะมีไข้จริง ๆ กลัวว่าเขาจะทนพิษไข้ไม่ไหว
เจ้าสี่ผู้มีนิสัยอ่อนโยนและชอบร้องไห้ แต่เมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่มี
ใครสามารถหยุดเขาได้
เขาก้าวขึ้นรถม้า ให้เจียงซานพาไปส่งที่เรือนตระกูลอู๋
คราวนี้เหลือเพียงสองพี่น้องที่มองหน้ากันไปมาเท่านั้น
“พี่รอง แล้วพวกเราจะทำอะไรกัน” เจียงเซิงกังวล “คงไม่ใช่ว่าไม่
มีอะไรให้ทำ เป็นพวกกินแล้วนอนรอความตายหรอกนะ”
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความฝันของนางก็เถอะ
“คิดไปได้ กินแล้วนอนรอความตายหรือ” เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้าง
“เจ้าลืมไปแล้วหรือ เสี่ยวซงส่งคนไปขนลิ้นจี่ที่หลิงหนาน ป่านนี้คง
กลับมาแล้ว”
ส่วนลิ้นจี่รอบแรกที่ขนกลับมาจะต้องถูกส่งไปยังวังหลวง
เป็นครั้งแรกที่ได้เป็นพ่อค้าหลวง เจ้ารองเจิ้งจึงรู้สึกว่ารู้สึก
ประหม่าอยู่บ้าง “อย่างไรเจ้าก็ไม่มีธุระอะไร เช่นนั้นก็ไปเป็นเพื่อนข้า
ด้วยกันเถอะ”
เด็กสาวที่ยังคงมีสีหน้างุนงงก็ถูกลากตัวออกจากเมืองหลวงไป
ด้วยประการฉะนี้
พวกเขารับลิ้นจี่รอบแรกที่ขนมาส่งนอกเมือง พร้อมกับรับข่าว
ร้ายข่าวใหม่ที่วังเสี่ยวซงนำมา “คุณชาย ตระกูลฟางก็ขนส่งลิ้นจี่มา
ด้วย”
แน่นอน ไม่มีใครไม่อยากได้ผลประโยชน์ชั้นดี
ปีที่แล้ว เจิ้งหรูเชียนต่อสู้กับตระกูลเลี่ยวอย่างดุเดือด ปีนี้ตระกูล
เลี่ยวล่มสลาย เดิมทีคิดว่าจะสามารถครองตำแหน่งสูงสุดได้เพียงผู้
เดียว แต่กลับมีตระกูลฟางเข้ามาอีก
การบอกว่าไม่โกรธนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ความโกรธเคืองก็ไม่
สามารถแก้ปัญหาอะไรได้
ตระกูลฟางขนส่งลิ้นจี่ อาจเป็นเพราะต้องการแย่งชิงการค้าเพื่อ
หาเงิน แต่ก็อาจเป็นเพียงการโจมตีน้องชายของสวี่โม่ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน เจิ้งหรูเชียนก็ไม่อาจทนคายเนื้อที่อยู่ใน
ปากออกมาได้
“ท่านแม่ทัพเจียงช่วยข้าต่อสู้เพื่อให้ได้การค้านี้มาแล้ว ปีนี้ย่อม
ต้องเป็นของข้าแน่นอน” เขาเดินวนไปมาพลางไพล่มือไว้ด้านหลัง
“แต่ก็รับประกันได้เพียงปีนี้เท่านั้น ปีหน้าไม่อาจยืนยันอะไรได้”
เจียงเซิงและวังเสี่ยวซงพยักหน้าอยู่ข้าง ๆ พร้อมกัน
“ดังนั้นปีนี้พวกเราต้องทำให้ลิ้นจี่ของตระกูลฟางขายไม่ออก ให้
พวกเขาต้องแบกรับภาระ” เจิ้งหรูเชียนเงยหน้าขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วย
ความเฉลียวฉลาดและความมั่งคั่ง “ข้าสามารถเอาชนะตระกูลเลี่ยว
ได้ ก็เอาชนะตระกูลฟางได้เช่นกัน”
กาลเวลาผ่านไป ไม่ใช่แค่สวี่โม่หรือฟางเหิงที่เติบโตขึ้น เจ้ารอง
ก็กลายเป็นพ่อค้าที่แท้จริงด้วย
เมื่อเผชิญหน้ากับความยากลำบากก็ไม่ได้ร้องไห้โฮหรือถอยหนี
ด้วยความอับอาย แต่เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ
“แต่ว่า คุณชาย…” วังเสี่ยวซงเตือนด้วยความเป็นห่วง “ตระกูล
เลี่ยวกับตระกูลฟางไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน”
ตระกูลเลี่ยวนั้นนับเป็นอะไร พวกเขาเป็นเพียงตระกูลเล็ก ๆ ที่
พึ่งพาตระกูลเจียงเพื่อหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ กลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ
พวกเขาก็แค่วางคนที่ดูน่ารังเกียจไว้หน้าร้านจิ่วเจิน หรือไม่ก็ยอม
เสี่ยงบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ทำลายรถม้าที่พวกเขาขนส่งลิ้นจี่มา
ส่วนตระกูลฟางนั้นแตกต่างออกไป ในฐานะตระกูลใหญ่อันดับ
หนึ่งของเมืองหลวง พวกเขาไม่เพียงมีผู้นำตระกูลที่นั่งอยู่ในคณะราช
เลขาธิการ แต่ยังมีเครือข่ายความสัมพันธ์กว้างขวาง มีตระกูลที่เป็น
เครือญาติ ได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท และยังมีองค์ชายใหญ่
เป็นไพ่ตายอีก
พวกเขาเป็นเพียงพ่อค้าธรรมดา จะเอาอะไรไปสู้กับคนพวกนั้น
ได้
หากเป็นเมื่อก่อน เจิ้งหรูเชียนอาจจะถอยไปอย่างขลาดกลัว
แต่ตอนนี้เขากลับจ้องตาเขม็งและตวาดว่า “รู้แต่จะเสริมขวัญ
กำลังใจให้ศัตรู ทำลายความน่าเกรงขามของตัวเอง พวกเขาเป็นคน
ตระกูลใหญ่แล้วอย่างไร พวกเราไม่มีหรือ? พวกเขาอยู่ในคณะราช
เลขาธิการแล้วยังไง พี่ใหญ่ของพวกเราก็อยู่ในสำนักราชบัณฑิตนะ”
แม้ว่าทั้งสองอย่างจะเปรียบเทียบกันได้ยาก แต่… แต่อย่างน้อยก็
นับว่าเป็นขุนนาง
สวี่โม่ “…ฮัดเช้ย! ฮัดเช้ย!”
“แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือตระกูลฟางเป็นคนตระกูลใหญ่จริง
ๆ แต่ตระกูลเลี่ยวทำการค้ามาหลายชั่วอายุคน ประสบการณ์ด้าน
การค้าย่อมมากกว่าตระกูลฟาง” เจิ้งหรูเชียนกลับมาเป็นปกติ “แวด
วงการค้าไม่เหมือนกับแวดวงขุนนาง และไม่เหมือนกับสนามรบ
ตระกูลฟางอาจจะเก่งกาจ แต่ในการทำการค้าอาจจะไม่เก่งกาจก็ได้”
พี่ใหญ่ต่อสู้ในหมูู่ขุนนาง เจ้าสามต่อสู้ในสนามรบ เจ้าห้าก็อยู่
ในวังหลวง เช่นนั้นเรื่องในแวดวงการค้าก็มอบให้เขาคนนี้เถอะ
กลับกลายเป็นว่าพี่น้องร่วมใจกันอย่างน่าประหลาด ความ
สามัคคีนั้นแข็งแกร่งราวกับเหล็กตัดได้
“เจ้าบอกว่าตระกูลฟางไปขนลิ้นจี่ แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าขบวนรถ
ของพวกเขาอยู่ที่ไหน?” เจิ้งหรูเชียนถาม
“ช้ากว่าพวกเราครึ่งวันขอรับ” วังเสี่ยวซงตอบทันควัน
“ครึ่งวันหรือ” คุณชายรองเจิ้งสองพับแขนเสื้อขึ้น “ไป กลับเมือง
หลวง ส่งลิ้นจี่”
ในเมื่อการต่อสู้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ปล่อยให้พวกเขาสู้กัน
ให้เต็มที่เถอะ
“รอข้าด้วย พี่รองรอข้าด้วย” เจียงเซิงยกชายกระโปรงวิ่ง
ตามหลังมา “ข้าจะไปกับท่านด้วย”