พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 423 ความทะเยอทะยานของเจ้ารองเจิ้น
คำพูดนี้ดูเหมือนจะจู้จี้จุกจิกเกินไปหน่อย
ไม่ต้องพูดถึงว่าน ้าแข็งยังอยู่ แม้แต่ถ้ามันละลายกลายเป็นน ้าจริง
ๆ นั่นก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของห้องเครื่องหรอกหรือ
พวกเขาต่างหากที่มาช้า พวกเขาปล่อยให้น ้าแข็งรอจนละลาย
พวกเขาทำให้ลิ้นจี่เสียหาย
แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาถกเถียงกัน อย่างที่เจิ้งหรูเชียนกล่าวไว้ ห้อง
เครื่องไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าใครจะส่งลิ้นจี่มา แต่พวกเขาสามารถก่อกวน
และกลั่นแกล้งให้เขาสูญเสียการค้าลิ้นจี่ได้
ขันทีตรงหน้าผู้นี้ชัดเจนว่าไม่ใช่คนดี แม้จะถ่อมตัวไปก็ไร้
ประโยชน์
เจิ้งหรูเชียนจึงค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น แสดงท่าทางโอหังมากขึ้น
มันทำให้ขันทีผู้อยู่ตรงข้ามชะงักไปครู่หนึ่ง
“ท่านไม่พอใจที่ข้ามาส่งลิ้นจี่ให้หรือ?” เขาเอ่ยด้วยน ้าเสียงหยิ่ง
ทะนง “ท่านจะเข้าข้างตระกูลเลี่ยวหรือต้องการให้ตระกูลฟางมารับ
ช่วงการค้านี้ต่อ?”
ไม่รอให้ขันทีวัยกลางคนพูด เจิ้งหรูเชียนก็หันไปมองเจียงเซิง
แล้วถามอย่างสงสัยว่า “ตอนที่ท่านแม่ทัพมอบการค้านี้ให้ข้า เขาพูด
ว่าอย่างไรนะ บอกว่าหวังให้ข้าทำได้ดี แต่พอทำครั้งแรกกลับล้มเหลว
ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพจะโทษข้าหรือไม่”
ท่านแม่ทัพในที่นี้ มีแค่ท่านแม่ทัพเจียงเท่านั้น
สีหน้าของขันทีจากห้องเครื่องบิดเบี้ยวเล็กน้อย
แต่สิ่งที่ทำให้สีหน้าเขาบิดเบี้ยวยิ่งกว่าคือเจียงเซิงที่ราวกับรู้สึก
ได้จึงพูดต่อ “ท่านพ่อข้าสามารถมอบการค้านี้ให้ท่านได้ แน่นอนว่า
เขาหวังว่าท่านจะทำได้ดี เขาจะไม่ตำหนิท่านหรอก”
นางเรียกท่านแม่ทัพเจียงว่า… ท่านพ่อ
นางคือบุตรสาวสายตรงของตระกูลเจียง
แต่ละชั้นของสถานะเป็นเหมือนภูเขาหนึ่งชั้น แต่ละชั้นของ
อำนาจก็สามารถกดทับคนให้ตายได้
ขันทีห้องเครื่องกล้ารังแกพ่อค้าตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีชื่อเสียง แต่ย่อม
ไม่กล้าล่วงเกินบุตรสาวแท้ ๆ ของตระกูลเจียง
ไม่ว่าตระกูลฟางจะกำชับอะไรไว้ ตอนนี้ขันทีห้องเครื่องก็ต้องลืม
มันไปทั้งหมด เขายกยิ้มเต็มใบหน้าพลางกล่าวว่า “ที่แท้การค้านี้ก็
เป็นของที่ท่านแม่ทัพเจียงมอบให้คุณชาย ข้านี่ช่างตาไม่ดีเอาเสีย
จริง พอมองดูดี ๆ ก็เห็นว่าลิ้นจี่พวกนี้ทั้งสดใหม่และชุ่มฉ ่า คุณชาย
ช่างสายตาเฉียบแหลมจริง ๆ ต่อไปการค้าของท่านจะต้องไม่ด้อยไป
กว่าตระกูลเลี่ยวแน่นอน”
ในฐานะคนของวังหลวง เขาไม่มีทางไม่รู้ว่าการค้าลิ้นจี่ของเจิ้ง
หรูเชียนนั้นได้รับมาจากท่านแม่ทัพเจียง
เขาเพียงไม่คิดว่าตระกูลเจียงจะปกป้องเจิ้งหรูเชียนถึงเพียงนั้น
ไม่ใช่แค่โยนทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจหรือฉวยโอกาสเก็บเกี่ยว
ผลประโยชน์ แต่เป็นการค้าที่บุตรสาวคนโตของพวกเขามาคุ้มครอง
และดูแลด้วยตนเอง
ตราบใดที่ตระกูลเจียงยังอยู่ การค้าลิ้นจี่นี้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
ไปได้โดยง่าย
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่ภายนอกยังคงแสดงท่าทีดื้อรั้น รอ
ให้ขันทีจากห้องเครื่องสั่งให้คนมารับลิ้นจี่ไปถึงค่อยแสดงเปิดเผยยิ้ม
ออกมาบ้าง
ขั้นตอนการตรวจสอบสินค้าต่อจากนี้ก็เป็นเพียงขั้นตอนปกติ
เท่านั้น
ก่อนอื่นชั่งต้องน ้าหนักให้แน่ใจว่าได้สิบชั่ง จากนั้นก็จ่ายเงินห้า
ร้อยตำลึง สุดท้ายก็สุ่มหยิบลิ้นจี่ออกมาสามลูก
“ให้พวกข้าเป็นคนตรวจสอบพิษเถอะนะ” ขันทีวัยกลางคน
เหมือนจะพยายามชดเชย พูดด้วยรอยยิ้มเก้อเขิน
เจิ้งหรูเชียนเก็บความหยิ่งยโสเอาไว้ แล้วเริ่มแสดงท่าทีอ่อนน้อม
ถ่อมตัวอีกครั้ง “จะปล่อยให้พวกท่านลงมือเองได้อย่างไรขอรับ
ปฏิบัติตามธรรมเนียมปกติ ให้ข้าน้อยเป็นคนทำเถอะ”
พูดจบเขาก็รับลิ้นจี่สามลูกมา ปอกเปลือกแล้วยัดเข้าปาก กลืน
ลงไปอย่างรวดเร็ว
นี่เป็นการข่มขู่อย่างสมบูรณ์ และเป็นการบอกคนที่นำลิ้นจี่มาส่ง
ว่า – หากมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น คนแรกที่จะตายก็คือเจ้าเอง
โดยพื้นฐานแล้ว ทุกกระบวนจะเสร็จสิ้นลงที่ขั้นตอนนี้
ขันทีวัยกลางคนยิ้มอำลา กำลังจะเตรียมพาคนของเขาจากไป
เจิ้งหรูเชียนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ท่านกงกงโปรดรอสักครู่”
ขันทีวัยกลางคนตกใจ คิดว่าเขาจะอาศัยอำนาจของตระกูลเจียง
มาเอาเรื่องกับตน หาเรื่องยุ่งยากให้เขา
แต่กลับไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะเดินกลับไปที่รถม้า หยิบกล่อง
บรรจุลิ้นจี่ราวยี่สิบผลออกมา ส่งให้เขาพลางกล่าวว่า “ลิ้นจี่ก่อนหน้า
นั้นเป็นของราชวงศ์ ส่วนลิ้นจี่เหล่านี้เป็นของขวัญสำหรับท่านกงกง
ขอรับ ขอท่านช่วยชิมดูว่ารสชาติเป็นอย่างไร ใช้ได้หรือไม่”
แม้จะเป็นการมอบของขวัญ แต่กลับบอกว่าต้องการความ
ช่วยเหลือ
หากไม่ใช่เพราะคำสั่งจากตระกูลฟางที่มาก่อน ขันทีวัยกลางคน
คิดว่าตนคงไม่อยากทำให้เด็กหนุ่มผู้นี้ลำบากใจ
ลิ้นจี่กว่ายี่สิบลูกเหมือนไม่มาก ไม่อาจเทียบได้กับลิ้นจี่สิบชั่งที่มี
จำนวนมากกว่า แต่ลิ้นจี่สิบชั่งนั้นเป็นของเจ้านายทั้งหลาย เมื่อแบ่ง
ไปยังห้องเครื่อง บรรดาพระสนม รวมถึงเหล่าองค์ชายองค์หญิงแล้ว
ยังต้องเป็นของพระราชทานให้แก่ขุนนางที่โปรดปรานอีก สุดท้ายก็
แทบไม่เหลืออะไร
พวกขันทีในห้องเครื่องหากอยากลิ้มลอง อย่างมากก็ได้แค่แอบ
ชิมครึ่งลูกเท่านั้น แถมยังต้องเสี่ยงกับการถูกจับได้อีก
แต่ลิ้นจี่กว่ายี่สิบลูกนี้เป็นของส่วนตัว จะกินอย่างไรก็ได้ตามใจ
ชอบ
จำนวนลิ้นจี่ก็พอเหมาะมาก น้อยเกินไปก็คงไม่พอกิน มาก
เกินไปก็คงใส่ไม่หมด เห็นได้ชัดถึงระดับความคิดอันฉับไวของ
เจ้าของ
สำคัญคือทั้งสองคนนี้แม้จะเคยมีความขัดแย้งกันมาก่อน เจิ้งหรู
เชียนก็มีคนที่พึ่งพิงได้ แต่ก็ยังคงเต็มใจจะถ่อมตัวส่งของขวัญให้
ความสามารถในการโอนอ่อนผ่อนตามนี้ ทำให้ขันทีวัยกลางคน
อดรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้ รับของมาซ่อนไว้ในอ้อมอก “คุณชายช่างมี
น ้าใจจริง ๆ”
“ทุกอย่างรบกวนท่านกงกงด้วยขอรับ” เจิ้งหรูเชียนยิ้มพลางส่ง
คนกลุ่มนี้จากไป
กระทั่งประตูใหญ่ของวังหลวงปิดลงอีกครั้ง สองพี่น้องจึงหัน
กลับมาด้วยความโล่งอก
…
“พี่รอง ท่านคิดจะพึ่งพาอำนาจของตระกูลเจียงอยู่แล้ว ทำไมยัง
แสดงท่าทีถ่อมตน แล้วยังมอบลิ้นจี่ให้พวกเขาอีกด้วยเล่า” เจียงเซิง
เท้าคางถาม
เจิ้งหรูเชียนปล่อยม่านลง “หากไม่ใช่เพราะตระกูลฟางมีเล่ห์กล
ข้าคงไม่ยอมอาศัยอำนาจของตระกูลเจียงแน่”
ความคิดของเขาและฟางเหิงแม้จะต่างกันแต่ก็ไปถึงจุดหมาย
เดียวกัน พวกเขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ฉันพี่น้องนั้นเพียงพอจะแอบอ้าง
อำนาจมาสนับสนุน แต่ก็ยังต้องการพึ่งพาความพยายามของตนเอง
ตระกูลเจียงเปรียบเสมือนร่มเหล็กคันใหญ่ที่ปกป้องพวกเด็ก ๆ
ในยามลูกเห็บตกลงมา
ไม่ว่าจะเป็นฝนปรอยหรือฝนห่าใหญ่ในชีวิต ท้ายที่สุดแล้วพวก
เขาก็ต้องฝ่าฟันไปด้วยตัวเอง
ส่วนเรื่องการส่งลิ้นจี่และความอ่อนน้อมถ่อมตัวนั้นเป็นสิ่งที่เจิ้ง
หรูเชียนตระหนักได้ด้วยตนเอง – การทำการค้าต้องมีทั้งความ
แข็งแกร่งและความถ่อมตัวควบคู่กันไป ต้องแสดงความแข็งแกร่งเมื่อ
คู่ต่อสู้หยิ่งยโส และถ่อมตัวเมื่อคู่ต่อสู้สงบเสงี่ยมลง
เขาต้องบอกอีกฝ่ายว่า แม้ตนเองจะมีความสามารถมากแค่ไหน
แต่เขาเต็มใจจะวางตัวเรียบง่ายและให้เกียรติอีกฝ่ายเสมอ
การข่มขู่อย่างพอเหมาะและความอ่อนน้อมที่เหมาะสม แลกมา
ซึ่งความเคารพนับถือที่แท้จริงได้
ส่วนเหตุผลนั้น…
“ห้องเครื่องรับผิดชอบอาหารทั้งหมดในวังหลวง รวมถึงงานเลี้ยง
ในพิธีบวงสรวงต่าง ๆ มีความต้องการมากกว่าเรือนโยวหรานเสียอีก”
เจิ้งหรูเชียนอธิบายอย่างตรงไปตรงมา “การขายแค่ลิ้นจี่อย่างเดียว
ไม่ใช่แผนการค้าระยะยาว มีเพียงการร่วมมือกับห้องเครื่องให้มากขึ้น
ยิ่งทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำเงินได้มากขึ้นเท่านั้น”
เมื่อถึงวันนั้น ไม่ต้องพูดถึงตระกูลฟางแล้ว แม้แต่ใครก็ไม่
สามารถแย่งชิงการค้าไปจากมือเขาได้
อาจถึงขั้นที่ห้องเครื่องต้องขอร้องให้เขาจัดหาสินค้า ส่งเนื้อและ
ผักที่เหล่าพระสนมโปรดปรานเข้าวัง
“โอ้โห พี่รอง ความทะเยอทะยานของท่านยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
แล้ว” เสียงชื่นชมอย่างตื่นตะลึงของเจียงเซิงดังมาจากในรถม้า “ถ้า
เป็นเช่นนั้น ข้าก็จะสามารถเปิดร้านจิ่วเจินให้แพร่หลายไปทั่วทุกแห่ง
หนได้ใช่หรือไม่? พาเหล่าท่านป้าท่านน้าที่ต้องการหย่าร้างทั้งหมด
ไป ให้พวกนางมีชีวิตอยู่ต่อไปได้แม้จะออกจากบ้านสามี…”
ม้าวิ่งเร็วรี่ ค่อย ๆ ห่างออกไปไกล
องครักษ์ที่แอบดูเหตุการณ์ทั้งหมดจากมุมหนึ่งพยักหน้า ในที่สุด
ก็วางใจและกลับไปยังสามตำหนักทางทิศตะวันออกของตำหนักเฉิง
เฉียน
ที่นั่น มีเด็กหนุ่มรูปงามกำลังนอนอยู่ด้วยใบหน้าแดงเรื่อ
เขามีดวงหน้างดงามราวกับภาพวาด ริมฝีปากแดงฟันขาว
รูปร่างบอบบางและผอม ลมหายใจร้อนระอุ เหมือนว่าจะมีไข้ขึ้นจริง ๆ
หมอหลวงอาวุโสจากสำนักหมอหลวงลูบหน้าผากของเขาหลาย
ครั้ง แล้วถอนหายใจพลางส่ายหน้า “หากไข้ลดลงไม่ได้จะทำอย่างไร
หากปล่อยให้นานไปองค์ชายห้าอาจจะมีอันเป็นไปได้”
นางกำนัลและแม่นมข้าง ๆ ร้องไห้เสียงเบาไม่กล้าตอบ
“ให้ดื่มยาก่อน แล้วค่อยใช้น ้าแข็งประคบ” หมอหลวงอาวุโสไม่มี
ทางเลือก จึงจรดพู่กันเขียนใบสั่งยา
ไม่นานก็มีคนมาส่งเขาออกไป มีคนหยิบยาไปต้มและมีคนนำ
อ่างน ้าแข็งเข้ามา
องครักษ์ใช้โอกาสนี้แทรกตัวเข้ามา กระซิบข้างหูเด็กหนุ่มเบา ๆ
“เป็นอย่างที่องค์ชายคาดเอาไว้ ตระกูลฟางสร้างความยุ่งยากให้
คุณชายรองจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ แต่พวกเขาอาศัยชื่อของตระกูลเจียงมา
แก้ไขสถานการณ์ และยังส่งลิ้นจี่ไปให้ขันทีโก่วด้วย”
เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น ยกมือเลิกผ้าห่ม เผยให้เห็นถุงน ้าร้อนสิบใบที่
วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ สีหน้าที่แดงเรื่อของเขาดีขึ้น “ไปเตือน
ขันทีโก่วว่าตระกูลฟางต้องการให้เขาช่วยแย่งชิงการค้าลิ้นจี่ เท่ากับ
ทำให้เขาต้องขัดใจกับตระกูลเจียง”
พี่รองของเขาอาจจะเก่งเรื่องการค้า แต่ในเรื่องการยุแยงคนนั้น
ยังขาดกลเม็ดอยู่บ้าง
“แล้วองค์ชายเล่าพ่ะย่ะค่ะ?” องครักษ์ประจำตัวถาม
เด็กหนุ่มยกมุมปากขึ้น “ข้ายังต้องเผาตัวเองต่อไปอีกสักหน่อย
ถึงจะทำให้ใครบางคนสบายใจได้”
เขาหลับตาลงแล้วคลุมตัวอยู่กับถุงน ้าร้อนทั้งสิบใบอีกครั้ง
อืม ช่างเป็นอุณหภูมิที่สูงจริง ๆ …