พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 424 การค้าเนื้อแกะ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทนความร้อนไม่ไหวหรือว่าถึงเวลาแล้ว
หลังจากองค์ชายห้าเป็นไข้สองวันสามคืน ในที่สุดไข้ก็ลดลง
เห็นได้ชัดว่าเขาชีวิตรอดมาได้ เหลือไว้เพียงร่างกายที่อ่อนแอลง
เรื่อย ๆ
เรื่องนี้แต่ละตำหนักต่างแสดงความผิดหวัง
บางคนแสดงออกว่าเป็นห่วง แต่ที่จริงแล้วเสียดายที่เจ้าเด็กสาร
เลวคนนี้ไม่ตายไปเสียที
มีคนที่ห่วงใยเอาใจใส่ ส่งของดี ๆ มาให้มากมาย
แต่ก็มีคนที่ระแวดระวังและสงสัยว่านี่อาจเป็นกลยุทธ์ใหม่
ทว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่สำคัญ องค์ชายห้าที่ปิดประตูตำหนักอยู่
อย่างสันโดษก็เพียงพอจะทำให้ผู้คนหลงลืมการมีตัวตนของเขา
เวินจืออวิ่นเดินทางไปกลับระหว่างสำนักแพทย์และเรือนตระกูลอู๋
ทุกวัน เขาขยันขันแข็งศึกษาวิชาแพทย์อย่างหนัก
สวี่โม่ก็ค่อย ๆ คุ้นเคยกับงานในสำนักราชบัณฑิตและไปเยือน
หอเหวินชางเป็นครั้งคราว บทกวีที่เขาเขียนไว้แพร่สะพัดไปทั่ว
ชื่อเสียงของคุณชายไผ่เขียวยิ่งโด่งดัง ได้รับการยกย่องจากผู้คน
มากมาย
ทุกคนล้วนสุขสบายดี ยกเว้นสองพี่น้องที่กำลังยุ่งวุ่นวายกับ
การค้าลิ้นจี่ในร้านจิ่วเจิน
พวกเขายังประเมินอิทธิพลของคนตระกูลใหญ่ต่อการค้าสูง
เกินไป
แต่เดิมคิดว่าหากส่งลิ้นจี่เข้าวังหลวงได้ทันเวลา ก็จะสามารถ
รักษาผลกำไรสูงของการค้าลิ้นจี่ได้อย่างมั่นคง ไม่คิดว่าตระกูลฟาง
จะเอาเปรียบถึงเพียงนี้ ลิ้นจี่ที่พวกเขานำเข้ามา ครอบครองตลาด
ของคนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
จริง ๆ แล้วเพียงคิดดูก็พอเข้าใจได้
ต้นทุนในการขนส่งลิ้นจี่สูงมาก ราคาเทียบเท่ากับทองคำ คนที่
สามารถกินได้ก็มีแค่คนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง และครอบครัวที่มี
ฐานะมั่งคั่งเท่านั้น
ตระกูลฟางเป็นผู้นำของคนตระกูลใหญ่เกือบครึ่งหนึ่ง ตระกูลจู
ตระกูลเถา และตระกูลอื่น ๆ ไม่มีทางจะไม่ซื้อลิ้นจี่จากตระกูลผู้นำ
แล้วไปซื้อลิ้นจี่จากร้านจิ่วเจินได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ การค้าขายลิ้นจี่จากหลิงหนานจึงลดลงอย่างมาก
เหลือเพียงตระกูลเจียง ตระกูลเหยา และมิตรสหายใกล้ชิดเท่านั้นที่ยัง
ซื้อ
มันยังคงทำเงินได้ แต่ไม่อาจเทียบกับผลกำไรแบบผูกขาดของ
ตระกูลเลี่ยว
ด้วยเหตุนี้เจิ้งหรูเชียนจึงตีอกชกหัวตัวเอง “ทำไมถึงได้จับตาข้า
ขนาดนี้ พี่ใหญ่ก็อยู่ในสำนักราชบัณฑิตแล้ว ไปหาเรื่องพี่ใหญ่สิ”
สวี่โม่ “…”
หลังจากที่เขาร้องไห้จนหมดน ้าตาและทุบอกจนพอใจแล้ว ก็ต้อง
คิดหาวิธีที่ควรคิด
พ่อค้าที่เก่งกาจย่อมไม่ยอมให้ผลกำไรหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา
เขากรอกสายตาไปมาแล้วนึกถึงลิ้นจี่แช่แข็งที่พ่อครัวคงสอน
เมื่อปีก่อน จึงรีบสั่งคนให้แช่แข็งพวกมันไว้ทันที รอจนถึงเดือนเจ็ดที่
แดดร้อนจัด ก็จะนำออกมาขายที่ร้านจิ่วเจิน
แต่ไม่คิดว่าตระกูลฟางก็เคยเห็นความนิยมของลิ้นจี่แช่เย็น พวก
เขาจึงแช่แข็งไว้และนำออกมาขายเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงได้รับคำด่ากราดอีกมากมายจากเจ้ารอง
เจิ้ง
เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงต้องส่งคนไปขนลิ้นจี่จากฉวนอวี๋มาอีก
ครั้ง เพื่อหาเงินจากคนระดับกลางและตระกูลเล็ก ๆ
ครั้งนี้ตระกูลฟางไม่ได้ร่วมด้วย อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่สนใจ
กำไรเพียงเล็กน้อยนี้ หรืออาจไม่ต้องการลดสถานะของคนตระกูล
ใหญ่ ทำให้เจิ้งหรูเชียนพอหายใจหายคอได้บ้าง
เดือนเก้า เขาคำนวณบัญชีกับเจียงเซิง
“ตระกูลเลี่ยวผูกขาดการค้าลิ้นจี่ ตั้งแต่เดือนห้าจนถึงเดือนเก้า
แต่ละเดือนสามารถทำกำไรได้หนึ่งหมื่นห้าพันตำลึง สี่เดือนก็เป็นเงิน
หกหมื่นตำลึง” เจิ้งหรูเชียนเลื่อนลูกคิดอย่างชำนาญ “นี่เป็นเพียง
การประมาณคร่าว ๆ หากคนขนสินค้าเป็นคนของเราเอง น ้าแข็งก็
เป็นของพวกเราเอง กำไรจะเพิ่มขึ้นอีก”
บัดนี้ถูกตระกูลฟางแย่งชิงการค้าไปครึ่งหนึ่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่
เขาจะเจ็บปวดจนสั่นสะท้าน
แม้ว่าเงินเหล่านี้จะเทียบเท่ากับผลกำไรทั้งหมดในหลายปีที่ผ่าน
มา แต่คนที่มีความทะเยอทะยานย่อมไม่มีทางรู้สึกพอใจได้เลย
บางครั้งก็ไม่รู้ว่าเป็นความทะเยอทะยานที่นำไปสู่ความสำเร็จ
หรือเป็นความสำเร็จที่ทำให้ความทะเยอทะยานเฟื่องฟู หรืออาจ
เป็นไปได้ว่าหากไม่เดินผิดทาง ทั้งสองสิ่งนี้ควรเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
สิ่งเดียวที่น่ายินดีคือตระกูลฟางเพียงแบ่งการค้าไป ไม่ได้แข่งขัน
รุนแรงเหมือนตระกูลเลี่ยว
พวกเขาไม่ได้โลภจนจะผูกขาดทั้งหมด แต่เหมือนว่ากำลังขาด
เงินจึงมาหาเงินใช้จ่ายเท่านั้น
“หนึ่งแสนตำลึง” เจียงเซิงนึกถึงบางอย่างขึ้นมาจึงเงยหน้าขึ้น
อย่างรวดเร็ว “ตระกูลฟางเคยบริจาคเงินหนึ่งแสนตำลึง”
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีเงินจริง ๆ
สำหรับคนตระกูลใหญ่แล้ว เงินหนึ่งแสนตำลึงไม่ถึงกับต้องขาย
หม้อขายไห แต่ก็ไม่สามารถหยิบออกมาได้ตามใจชอบอีก คงจะต้อง
นำเงินทองมาหมุนเวียนใช้จ่ายบางส่วน ตอนนี้จึงต้องการการค้าลิ้นจี่
มาอุดรอยรั่ว
พวกเขาทำกำไรได้อย่างสบายใจ แต่เจิ้งหรูเชียนที่ถูกแบ่งผล
กำไรไปอย่างไม่เป็นธรรมกลับรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่ถึงเขาจะไม่
พอใจก็ต้องข่มกลืนความรู้สึกนั้นลงไป เพราะพวกข้ายังไม่มีกำลัง
พอจะต่อกรกับคนตระกูลใหญ่ได้ ยิ่งไม่มีทางเผชิญหน้ากับองค์ชาย
ใหญ่ผู้ยิ่งใหญ่
ปลายเดือนแปด ฤดูลิ้นจี่สิ้นสุดลง ตระกูลฟางถอนตัวออกไป
อย่างรวดเร็วตามคาด
เจิ้งหรูเชียนไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดที่ชินชาไปแล้ว หรือ
เพราะตระหนักว่าคนเรามักได้อย่างเสียอย่าง เขาสนิทสนมกับขันที
โก่วที่มารับลิ้นจี่และได้รู้โดยบังเอิญว่าปลายปีนี้จะเป็นวันคล้ายวัน
ประสูติของฮ่องเต้ ห้องเครื่องจึงกำลังมองหาวัตถุดิบอาหารที่สดและ
แปลกใหม่
ความคิดของเขาสว่างวาบขึ้นมาทันที นึกถึงฝูงแกะที่เลี้ยงไว้ใน
ซ่างจวิ่น
ลูกแกะที่เคยเลี้ยงไว้เพื่อความอร่อยของน้องสาว ตอนนี้ต่างอ้วน
พีและแข็งแรง แกะตัวเมียบางตัวยังตั้งท้องด้วย ฝูงแกะสิบกว่าตัว
ขยายเป็นหลายสิบตัวในเวลาเพียงครึ่งปี
พันธุ์แกะที่เป็นของคนในทุ่งหญ้าโดยเฉพาะ รวมถึงรสชาติหอม
อร่อยที่เกิดจากการเลี้ยงด้วยการออกกำลังอย่างเพียงพอ จนถึง
ตอนนี้เจียงเซิงยังนึกถึงรสชาติอันแสนอร่อยนั้นไม่รู้ลืม
ตอนแรกพวกเขาเคยพูดเล่น ๆ ว่าจะนำพวกมันมาขายที่เมือง
หลวง แต่เพราะแกะยังเล็กอยู่จึงถูกลืมไป
บัดนี้ถึงเวลาที่จะนำพวกมันกลับมาแล้ว
“เจียงเซิง” เจิ้งหรูเชียนจงใจยั่วยุน้องสาว “เจ้าอยากกินเนื้อแกะ
จากชายแดนหรือไม่”
รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เนื้อที่แน่น เส้นเอ็นที่เหนียวนุ่ม และไข
กระดูกที่หอมมัน
เจียงเซิงรีบเอามือปิดปากกันน ้าลายไหล พลางกล่าวด้วยความ
คาดหวังและร้อนรน “พี่รองจะพาลูกแกะทั้งหมดกลับมาหรือ”
“ใช่แล้ว” เจิ้งหรูเชียนพยักหน้า “ข้าจะออกเดินทางไปซ่างจวิ่น
เดี๋ยวนี้ แล้วจะพาแกะทั้งหมดกลับมา เจ้าให้เงินข้าใช้หน่อย”
“ท่านต้องการเท่าไหร่?” เจียงเซิงตอบรับเสียงหวานซึ้ง พลางรีบ
หยิบตั๋วเงินออกมา
“ต้องการห้าหมื่นตำลึง”
……
สายลมพัดผ่านร้านขนมหวาน เด็กสาวหน้าตาน่ารักแข็งค้างอยู่
กับที่ ไม่อาจตั้งสติได้อยู่นาน
ตอนแรกที่ซื้อทุ่งหญ้าผืนเล็ก ๆ และจ้างคนเลี้ยงแกะยังไม่ถึงห้า
พันตำลึงด้วยซ ้า แล้วทำไมเขาไปขนแกะคราวนี้ถึงต้องใช้เงินถึงห้า
หมื่นตำลึงเลยเล่า
ตลอดทั้งฤดูกาลลิ้นจี่ พวกเขาหาเงินได้แค่ห้าหมื่นตำลึงเท่านั้น
นะ!
แม้จะมากพอสมควรแล้ว แต่พอต้องใช้จ่ายออกไปทั้งหมดก็ทำ
ให้คนรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน
เจียงเซิงจ้องตาเขม็ง ไม่พูดอะไรสักคำ แต่บนใบหน้าเต็มไปด้วย
คำว่า “คนฟุ่มเฟือย”
“ข้าไม่ใช่คนฟุ่มเฟือยนะ และไม่ใช่ว่าหาเงินได้แล้วจะใช้จ่าย
ออกไปทั้งหมดสักหน่อย” เจิ้งหรูเชียนอธิบายจริงจัง “แต่ก่อนข้าขาย
ผัก ขนสินค้าไปทั่วเพราะคิดว่าจะทำเงินได้ แต่พอได้สัมผัสกับการค้า
ลิ้นจี่จริง ๆ ถึงได้พบว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงการวางรากฐานเท่านั้น
สิ่งที่ทำเงินจริง ๆ ยังคงเป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสิ่งที่คนอื่น
ยากจะเลียนแบบได้ตามอำเภอใจ”
ตัวอย่างเช่น ลิ้นจี่ที่ต้องแช่แข็งหรือเนื้อแกะจากชายแดน
การขนส่งผักสามปีอย่างยากลำบากไม่คุ้มค่าเท่ากับกำไรจาก
ลิ้นจี่เพียงฤดูกาลเดียว
หากไม่ใช่เพราะตระกูลฟางมาก่อกวน พวกเขาพี่น้องคงจะ
สามารถทำเงินได้ถึงหนึ่งแสนตำลึงแล้ว
หนึ่งแสนตำลึงเชียวนะ มันช่างเป็นจำนวนที่มากมายเหลือเกิน
แต่การทุ่มการค้าทั้งหมดไปที่ลิ้นจี่นั้นคงไม่ได้ ตระกูลฟางปีนี้
ขาดเงินจึงมาแย่งการค้าของเขา หากปีหน้าพวกเขายังขาดเงินอีก
และมาแย่งการค้าต่อเล่า หรืออาจเป็นไปได้ว่าตระกูลอื่นเกิดความ
สนใจขึ้นมาและต้องการเลียนแบบ?
“พวกเราไม่ใช่ตระกูลเลี่ยว พวกเราไม่ต้องการใช้วิธีการสกปรก
เพื่อแย่งการค้า พ่อค้าธรรมดาที่หาเงินได้มากมักจะถูกจับตามองด้วย
ความโลภ” เจิ้งหรูเชียนกล่าวเสียงเข้ม “อาจเป็นไปได้ว่าปีนี้มีตระกูล
ฟางเข้ามายุ่งเกี่ยว ตระกูลอื่น ๆ ถึงไม่กล้าแย่งชิงการค้าลิ้นจี่”
โชคดีแฝงร้าย โชคร้ายแฝงดี
การมองสิ่งต่าง ๆ จากหลายมุมมอง บางทีอาจจะทำให้เจิ้งหรู
เชียนต้องขอบคุณตระกูลฟางก็เป็นได้
“การค้าลิ้นจี่อาจถูกแย่งไป ทุกคนต่างรู้ว่ามันทำกำไรได้มาก จึง
เป็นไปได้ว่าจะมีคนเข้ามาแทรกแซง” น ้าเสียงของเขาแฝงด้วย
ความรู้สึก “แต่เนื้อแกะนั้นแตกต่าง เนื้อแกะจากชายแดนมีรสชาติ
อร่อยที่หาได้ยาก บางทีอาจกลายเป็นลิ้นจี่ชนิดต่อไปก็ได้”
แต่คราวนี้มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถรับกำไรนี้ได้
เงินห้าหมื่นตำลึงไม่ใช่เพียงเพื่อนำแกะที่ยังมีชีวิตมาเท่านั้น แต่
เพื่อขยายทุ่งหญ้า จ้างคนงาน และทำให้ขนาดของพื้นที่เลี้ยงเติบโต
ขึ้นอย่างสมบูรณ์
“เจียงเซิง ข้าเพิ่งค้นพบว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการทำการค้าคือการ
เริ่มจากศูนย์ จากการไม่มีเงินเลยไปสู่การมีเงินสิบเหวิน” เจิ้งหรูเชีย
นกล่าวด้วยน ้าเสียงเอื่อย ๆ “เมื่อมีสิบเหวิน ก็สามารถทำเงินได้หนึ่ง
ร้อยเหวิน เมื่อมีหนึ่งร้อยเหวิน ก็สามารถทำกำไรได้หนึ่งตำลึง”
และจากหนึ่งตำลึงไปถึงหนึ่งร้อยตำลึง จากร้อยตำลึงไปถึงพัน
ตำลึง มันจะยิ่งง่ายขึ้นเรื่อย ๆ
เงินเท่านั้นที่สามารถสร้างเงินได้
“พี่รองพยายามมาหลายปีแล้ว ขอเวลาให้พี่รองอีกสักหน่อย พี่
รองจะให้เจ้าได้สวมอาภรณ์ที่งดงามที่สุดในเมืองหลวง สวมไข่มุกที่
กลมมนที่สุดในเมืองหลวง” เจิ้งหรูเชียนยื่นมือทั้งสองออกมาจับมือ
น้องสาวที่กำลังน ้าตาคลอเบ้า “ดังนั้น เงินห้าหมื่นตำลึงนี้ เจ้าจะให้ข้า
หรือไม่?”