พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 425 ฟางหยวนมาเยือน
ให้
ในเมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว นางจะไม่ให้ได้อย่างไร
เจียงเซิงหยิบตั๋วเงินห้าหมื่นตำลึงออกมาอย่างยากลำบาก มือสั่น
ระริกขณะส่งมันไป เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายเก็บมันเข้าไปในถุงด้านในที่
อยู่ใกล้สะดือแล้ว จึงถอนหายใจโล่งอก
“อย่าชักช้า ฤดูกาลลิ้นจี่จบลงแล้ว รถม้าสองคันสุดท้ายที่เหลือ
เจ้าแช่แข็งเป็นลิ้นจี่แช่เย็นขาย ทำกำไรครั้งสุดท้ายเสีย” เจิ้งหรูเชียน
หันหลังกลับมา “ส่วนพี่รอง…”
คำว่า ‘เดิน’ ยังไม่ทันหลุดออกจากปาก เขาก็เห็นเด็กหนุ่มในชุด
ขาวโบกสะบัดพัดเดินเข้ามา สีหน้าของเขาเหมือนคนเห็นผีทันที
เจียงเซิงหันไปมองอย่างสงสัย จึงพบว่าเป็นฟางหยวน
ฟางหยวนแห่งตระกูลฟาง เมื่อครู่ยังถูกสาปแช่งเพราะมาแย่ง
ผลประโยชน์คนอื่น แต่ตอนนี้กลับปรากฏตัวที่ถนนสี่แยกและกำลัง
เดินมาทางร้านจิ่วเจิน
ฤดูกาลลิ้นจี่จบลงไปแล้ว ตระกูลฟางก็หยุดทำการค้า แล้วเขา
ต้องการทำอะไร?
หากบอกว่ามาซื้อขนมคงไม่มีใครเชื่อ แต่ผู้มาเยือนล้วนเป็นแขก
ร้านจิ่วเจิน ในเมื่อเปิดประตูทำการค้าแล้วก็ไม่อาจปฏิเสธเขาได้
เจียงเซิงส่งสายตาให้ต้ายา
เด็กหญิงที่สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองก้าวออกมา
ต้อนรับ “ท่านลูกค้าต้องการเลือกซื้อขนมชนิดใดหรือเจ้าคะ?”
ฟางหยวนส่ายหน้า รักษาท่าทางสุภาพและปฏิเสธอย่างอ้อมค้อม
ว่า
“ข้ามาหาเจ้าบ้านของพวกเจ้า” เขาหัวเราะเบา ๆ พลางยืนอยู่
ตรงโต๊ะด้านหน้า
ต้ายาจึงได้แต่ถอยหลังไปสองก้าว แล้วจัดการขนมที่วาง
ระเกะระกะต่อไป
เจียงเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่วนเจิ้งหรูเชียนมีสีหน้าระแวดระวัง
“ทำไมคุณชายฟางไม่ทำงานอยู่ที่สำนักราชบัณฑิต แต่กลับมา
ที่ร้านจิ่วเจินเล่า” เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พยายามเริ่มบท
สนทนา
แต่ไม่คิดว่าฟางหยวนจะทำเป็นไม่ได้ยิน ดวงตาคู่งามจับจ้องอยู่
ที่เจียงเซิง พลางยิ้มบางกล่าวว่า “ข้ามาที่นี่เพราะอยากพบกับคุณหนู
เจียงโดยเฉพาะ ไม่ทราบว่าคุณหนูพอจะมีเวลาไปดื่มชาที่โรงน ้าชา
กับข้าได้หรือไม่”
เจิ้งหรูเชียนที่เดิมยังดูสงบพลันระเบิดอารมณ์ขึ้นมาทันที
ความตั้งใจของคนเมาไม่ได้อยู่ที่สุรา! แต่เดิมเขายังคิดว่าต้อง
ขอบคุณตระกูลฟางสำหรับการค้าลิ้นจี่ แต่ตอนนี้เขาอยากจะถ่ม
น ้าลายใส่ตระกูลฟาง เหยียบย ้าตระกูลฟางให้ตาย บดขยี้ตระกูลฟาง
ให้แหลกละเอียด!
น้องสาวของเขาเพิ่งอายุสิบสองปีเท่านั้นนะ! ตระกูลฟางไม่ใช่
มนุษย์แล้ว ถึงกับหมายตาเด็กผู้หญิงตัวน้อย ๆ ขนาดนี้!!!
พวกเขากล้าดีอย่างไร!!!
พวกเขาคู่ควรหรืออย่างไร!!!
“ไม่มีเวลา” เจิ้งหรูเชียนปฏิเสธทันควัน “หากคุณชายฟางมีธุระ
อะไรก็บอกข้าได้เลย น้องสาวข้ายังเด็กอยู่”
ในที่สุดฟางหยวนก็หันหน้ามา แล้วยิ้มอย่างดูแคลน “เจ้า
สามารถเป็นตัวแทนของตระกูลเจียงได้หรือ?”
เขาแย่งผลกำไรจากลิ้นจี่ของเจิ้งหรูเชียนไป และรู้ว่าเจิ้งหรูเชียน
มีเงินอยู่บ้าง แต่ความภาคภูมิใจของคนตระกูลใหญ่ทำให้เขาดูถูกเจิ้ง
หรูเชียนถึงแก่น
โดยเฉพาะเจิ้งหรูเชียนที่ไม่สามารถเป็นตัวแทนของตระกูลเจียง
ได้จริง ๆ
แต่เขาสามารถเป็นตัวแทนของน้องสาวได้
เขา…เขาโกรธจริง ๆ แล้วนะ!
“ข้าสามารถเป็นตัวแทนของตระกูลเจียงได้ แต่ข้าไม่มีเวลาเจ้า
ค่ะ” เจียงเซิงเผยสีหน้าเย็นชาอย่างเห็นได้ยาก และวางท่าทีเหมือน
สตรีจากตระกูลสูงศักดิ์
ฟางหยวนไม่เพียงไม่พอใจ แต่กลับยิ่งชื่นชมมากขึ้น “คุณหนู
เจียงประสบกับแผนการแปลกประหลาดและยากลำบากเช่นนั้น แต่ยัง
สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ แสดงว่าในกระดูกของคุณหนูสมควร
เป็นคนตระกูลใหญ่จริง ๆ”
ชาวบ้านในเมืองหลวงรู้เพียงว่าตระกูลเจียงมีบุตรสาวตัวจริงตัว
ปลอม แต่ไม่รู้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น
แม้แต่การตายของเจียงเฉิงฮวน ก็เป็นเพียงการคาดเดาของคน
บางคนในที่ลับ ไม่กล้าพูดออกมาอย่างเปิดเผย
ฟางหยวนสามารถรู้เรื่องราวชัดเจน แสดงว่าเขามีเส้นสายแฝง
ตัวอยู่ในตระกูลเจียง
สีหน้าของเจียงเซิงยิ่งเย็นชา คิดว่าจะต้องไปฟ้องท่านย่า ให้
จัดการสาวใช้และบ่าวรับใช้ในบ้านอีกครั้ง
“ตระกูลเจียงเป็นตระกูลใหญ่ แม่ทัพเจียงทำงานเพื่อบ้านเมือง
และประชาชนจึงมีตำแหน่งอย่างทุกวันนี้” ฟางหยวนยังคงพูดช้า ๆ
“เจ้าเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องไปยุ่ง
เกี่ยวกับคนพวกนั้นหรอก”
คนพวกนั้นคงหมายถึงสวี่โม่ เจิ้งหรูเชียน และคนอื่น ๆ สินะ
สมแล้วที่เป็นคำพูดของคนตระกูลใหญ่ นึกดูถูกคนธรรมดาถึง
กระดูกจริง ๆ
แต่เขาลืมไปว่าตอนแรกคนตระกูลใหญ่ก็มาจากสามัญชน
เหมือนกัน
การต่อสู้ดิ้นรนผ่านหลายยุคหลายสมัย ชีวิตที่สุขสบายทำให้
พวกเขาหลงลืมบรรพบุรุษ หลงลืมความตั้งใจเดิม พฤติกรรมและ
วิธีการต่าง ๆ ของพวกเขา นอกจากเพื่อรักษาความหรูหรารุ่มรวยใน
ปัจจุบันแล้ว ยังเป็นเพราะต้องการครอบครองตำแหน่งที่สูงขึ้นและ
เหยียบย ่าสามัญชนไว้ใต้เท้าตลอดไป
พวกเขาไม่ต้องการให้สามัญชนลุกขึ้นมา พวกเขาเพียงต้องการ
ให้โลกคงอยู่เช่นนี้
แต่มันเป็นไปไม่ได้
แม้แต่บ้านเมืองก็ยังเปลี่ยนแปลงได้ ตระกูลใหญ่ยังจะนับเป็น
อะไร คนรุ่นหลังผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน คนที่มีความสามารถย่อม
สร้างอนาคตได้เสมอ
เจียงเซิงหลุบสายตาลงแล้วเงยขึ้นมาอีกครั้งด้วยสายตาเหยียด
หยาม “ตระกูลเจียงไม่เหมือนกับพวกท่าน ไม่สามารถเอามา
เปรียบเทียบกันได้หรอกเจ้าค่ะ”
เจิ้งหรูเชียนที่อยู่ข้าง ๆ เกือบจะปรบมือร้องชื่นชม
“ดูเหมือนว่าคุณหนูเจียงจะไม่เต็มใจพูดคุยกับข้า” ฟางหยวน
ยังคงยิ้ม “ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ข้าหวังว่าในอนาคต คุณหนูเจียงจะ
ไม่เสียใจกับการตัดสินใจในวันนี้”
ก่อนที่เจียงเซิงจะโกรธ เขาก็หมุนตัวเดินจากไป การเคลื่อนไหว
ของเขาสง่างามราวกับหมู่เมฆและสายน ้าที่ไหลผ่าน
เมื่อรวมกับชุดที่ขาวสะอาดไร้ลวดลายใด ๆ ก็ทำให้เขาสง่างาม
ไปอีกแบบ
น่าเสียดายที่พี่น้องเจียงเซิงกำลังโมโห จึงไม่ได้มองเห็นภาพนั้น
เลย
“เจ้าลูกเต่านี่ ยังกล้าดีมาเกี้ยวเจ้าอีก” เจิ้งหรูเชียนพูดด้วย
น ้าเสียงเยาะเย้ย “ใครจะรู้ว่าเขาจะมาอีกครั้งหรือไม่ หากมันทำร้าย
เจ้าเพราะตระกูลเจียงขึ้นมาจะทำอย่างไร ไม่ได้ ๆ ข้าไปไม่ได้แล้ว”
เขาพูดพลางทำท่าจะเอาเงินห้าหมื่นตำลึงออกมา
เงินทองแม้จะหายาก แต่น้องสาวของเขาสำคัญกว่า
หากเขาออกจากเมืองหลวงไปแล้วปล่อยให้น้องสาวถูกฟาง
หยวนวางแผนเล่นงาน เขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง
“พี่รองคิดมากเกินไปแล้ว” เจียงเซิงพูดอย่างจนปัญญา “ในเมือง
หลวงยังมีพี่ใหญ่ พี่สี่และพี่ห้าอยู่ ถ้าเรื่องราวแย่ที่สุด ข้าก็ยังมีท่านย่า
อารอง อาสะใภ้รองอีก ทั้งยังมีพวกพี่ลูกพี่ลูกน้องกับเสี่ยวอวี๋ ตระกูล
ฟางไม่กล้าทำร้ายข้าหรอก”
“แต่ข้า…” เจิ้งหรูเชียนยังไม่วางใจ
เจียงเซิงได้แต่เอามือเท้าเอว แกล้งทำเป็นโกรธ “ในใจท่าน ข้าโง่
เขลาขนาดนั้นหรือ? โง่งมจนจะถูกตระกูลฟางหลอกใช้เชียวหรือ?
ท่านอย่าลืมสิ น้องสาวของท่านเคยมีชีวิตอยู่เพียงลำพังมาถึงเจ็ดปี
นะ”
ในช่วงเจ็ดปีนั้น นางได้เห็นความทุกข์ยากของผู้คนมากมาย
เพียงใด เคยเผชิญกับการวางแผนเจ้าเล่ห์มากมายแค่ไหน
นางรู้จักความเจนจัดในโลกทั้งหมด เพียงแต่ไม่อยากเจนจัดเท่า
นั้นเอง
ไม่มีคนโง่สำหรับเด็กที่สามารถอยู่รอดได้เพียงลำพัง
“เอาล่ะ ๆ อย่าไปกังวลกับเรื่องไร้สาระพวกนี้เลย หากตระกูลฟาง
ต้องการลงมือจริง ๆ พวกเขาคงไม่ปล่อยให้ฟางหยวนมาเตือนพวก
เราล่วงหน้าหรอก” เจียงเซิงผลักเจิ้งหรูเชียน “พี่รองไปหาเงินอย่าง
สบายใจเถอะ ขนเนื้อแกะกลับมาเสีย ข้าอยากกินเนื้อแกะ”
พูดจาโน้มน้าว รับประกันเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง
เจิ้งหรูเชียนจึงวางใจลงได้แล้วจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ก่อนหน้านั้นเขาได้กำชับพี่ใหญ่และเจ้าสี่นับครั้งไม่ถ้วน อีกทั้ง
ยังสั่งเจียงซานกับเจียงซื่ออย่างเข้มงวด ก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่
ซ่างจวิ่น
อย่างไรก็ตาม ตระกูลฟางยังคงสงบเงียบ ราวกับว่าวันนั้นเป็น
เพียงอารมณ์ชั่ววูบของฟางหยวน
วันเวลาผ่านไปช้า ๆ อุปสรรคทั้งหมดที่มนุษย์สร้างขึ้นค่อย ๆ
หายไป ชีวิตราบรื่นจนแทบไม่น่าเชื่อ
แม้แต่การสอบขุนนางที่จ่างเยี่ยนกำชับซ ้าแล้วซ ้าเล่าก็ยังไม่มี
ความเคลื่อนไหวใด ๆ
เวินจืออวิ่นประสบความสำเร็จในการศึกษา และเริ่มค้นคว้าวิธี
รักษาโรคร้ายแรง
สวี่โม่ปรับตัวได้อย่างดีเยี่ยม ชื่อเสียงของคุณชายไผ่เขียวโด่งดัง
ไปทั่ว
กระทั่งถึงช่วงสิ้นปี เจิ้งหรูเชียนก็ยังไม่ได้กลับมาจากซ่างจวิ่น
การทุจริตการสอบขุนนางที่ถูกปิดบังมาครึ่งปีเหมือนเจอทางปล่อย
ราวกับถูกควบคุมด้วยมนุษย์ ในที่สุดก็ก่อให้เกิดการถกเถียงกัน
อย่างเผ็ดร้อนในหมู่บัณฑิตจำนวนมาก
ว่าระหว่างฟางหยวนกับสวี่โม่ ใครกันแน่ที่ทุจริตการสอบ ทั้งสอง
ฝ่ายต่างโต้เถียงกันไม่หยุด
ในขณะเดียวกัน เกี้ยวเล็กคันหนึ่งที่รีบเร่งมาจากเขตอันสุ่ยก็
หยุดลงที่หน้าประตูจวนตระกูลฟาง
ร่างในชุดสีเหลืองอ่อนที่หายไปนาน ค่อย ๆ ปรากฏให้เห็น