พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 426 การทุจริตการสอบที่บานปลาย
บางสิ่งบางอย่างเมื่อถูกกดทับไว้นานวัน การระเบิดออกมานั้น
เกิดขึ้นได้ภายในชั่วพริบตา
บัณฑิตมากมายต่างมีคำถามอยู่ในใจ คนที่ขี้ขลาดไม่กล้าเอ่ย
ปาก ส่วนคนที่ใจกล้าพูดก็ถูก “การบริจาคเงิน” ปิดปากไป อารมณ์
ที่สะสมในอกมีมากขึ้นเรื่อย ๆ หมักหมมจนกลายเป็นความขุ่นเคืองที่
ยากจะระงับ
กระทั่งมีคนออกมาเป็นผู้นำและจุดประกายมัน
สิ่งที่ปกปิดอยู่ก็ระเบิดออกมาเป็นดอกไม้ไฟอันตระการตา
เมื่อวานยังเป็นบรรยากาศของหอเหวินชางที่สงบสุขกลมเกลียว
และอบอุ่น วันนี้กลับร้อนแรงและเต็มไปด้วยความโกรธแค้นจนหน้า
แดงหูแดง
“ชัดเจนว่าปีก่อนเพิ่งมีการเปิดโปงเรื่องการทุจริตการสอบขุน
นาง แต่ปีนี้กลับมีคนได้ตำแหน่งขั้นหนึ่งทั้งคู่ นี่จะหลอกพวกเรา
เกินไปแล้ว” มีคนเดือดดาล “หากแม้แต่การสอบขุนนางก็ไม่ยุติธรรม
อีกต่อไป มันมีความหมายอะไรกับข้า!”
“ถ้าไม่ใช่จอหงวนก็ต้องเป็นทั่นฮวา ต้องมีคนใดคนหนึ่งทุจริต
แน่”
“จอหงวนได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับแคว้น ไม่น่าจะเป็นคน
ทุจริต ยิ่งด้วยชาติกำเนิดของเขา คงทุจริตไม่ได้”
“ชู่! เงียบหน่อย! เจ้าจะบอกว่าคุณชายฟางทุจริตหรือ?”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา บรรดาบัณฑิตต่างมองหน้ากัน ราว
กับคำตอบในใจของพวกเขาได้รับการยืนยันแล้ว
พวกเขาไม่กล้าทำให้ตระกูลฟางไม่พอใจ แต่พวกเขาก็มีความ
คิดเห็นของตัวเอง
ตอนนี้เสียงคัดค้านยังไม่มากพอและยังไม่ได้ลุกลามจน
กลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่รอให้บัณฑิตทั่วแผ่นดินเดือดดาลโกรธแค้น
รอให้ความหยิ่งทะนงที่เป็นเอกลักษณ์ของบัณฑิตปะทุขึ้น พวกเขา
ถึงจะกล้าพูดถ้อยคำที่รุนแรงที่สุดออกมา
มีคนหนึ่งถามเสียงค่อยว่า “ทำไมจอหงวนจะทุจริตการสอบไม่ได้
เล่า? การมีชาติกำเนิดที่ต ่าต้อยจะรับประกันความบริสุทธิ์ใจได้
หรือ?”
ทันใดนั้นก็มีบัณฑิตคนหนึ่งเดินชี้ไปที่กำแพงแล้วพูดว่า “รู้จัก
คุณชายไผ่เขียวหรือไม่? ดูบทกวีนี้สิ ดูสำนวนการประพันธ์นี้สิ เขา
จำเป็นต้องทุจริตการสอบด้วยหรือ?”
ตั้งแต่ก่อนการสอบระดับแคว้นจนถึงตอนนี้ มีบทกวีสี่วรรคแขวน
อยู่ถึงเจ็ดบท ด้วยจิตใจอันเปี่ยมด้วยความรักอันยิ่งใหญ่และ
ความสามารถทางวรรณกรรมอันโดดเด่น เพียงพอจะทำให้บัณฑิต
นับไม่ถ้วนหลงใหลปลาบปลื้มแล้ว
แม้แต่อาจารย์เฒ่าหนวดขาวยังกล่าวว่า “คุณชายผู้นี้จะมี
ชื่อเสียงในประวัติศาสตร์และกลายเป็นปรมาจารย์วรรณกรรม”
คนเช่นนี้ กล้าสงสัยว่าเขาจะทุจริตการสอบหรือ?
ช่างน่าขัน น่าขันจริง ๆ
ณ จุดนี้ ความคิดเห็นทั้งหมดในหอเหวินชางต่างเข้าข้างสวี่โม่
คนที่กล้าหาญก็ชี้นิ้วไปทางฟางหยวน ส่วนคนที่ขี้ขลาดก็ใช้สายตา
สื่อความหมายแทน
การทุจริตการสอบขุนนางที่เหมือนจะสะสมมานานนี้ ในที่สุดก็
ไปพัวพันกับตระกูลฟางเข้าจนได้
ท่ามกลางฝูงชน ฉีหวายกับอันจวิ่นสบตากัน แล้วพร้อมใจหัน
หลัง มุ่งหน้าไปยังเรือนเล็ก
วันนี้เป็นวันหยุดของสำนักราชบัณฑิต สวี่โม่กำลังเขียน
จดหมายอยู่ตรงหน้าต่าง หลังจากเป่าหมึกให้แห้งอย่างระมัดระวังแล้ว
จึงปิดผนึก
เด็กหนุ่มรูปร่างสง่างามยืนอยู่หน้าโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ สายลมอ่อน
พัดผ่านหน้าต่างผ่านเส้นผมของเขา เสื้อคลุมผ้าฝ้ายแขนแคบถูก
เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมแขนกว้างยาว เมื่อเทียบกับความเป็นเด็กหนุ่ม
แล้ว เขาดูมีกลิ่นอายของบัณฑิตมากขึ้นหลายส่วน
แม้ว่าพวกเขาสองคนจะเร่งรีบเดินทางมา แต่เมื่อเห็นภาพนี้ก็อด
ชะงักไม่ได้ เปลี่ยนเป็นพูดเสียงเบาว่า
“พี่สวี่” ฉีหวายกดเสียงต ่า “เจ้ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่หอเหวินชาง
หรือไม่”
“เรื่องทุจริตการสอบขุนนางระเบิดออกมาจนได้ บรรดาบัณฑิต
มากมายต่างประท้วงความไม่เป็นธรรมกันอยู่” ดวงตาของอันจวิ่นเจือ
แววชื้น “ความยุติธรรมอยู่ในใจผู้คน บัณฑิตทั่วหล้าจะช่วยล้าง
มลทินให้เจ้าแล้วนะ”
ทั้ง ๆ ที่สอบได้เป็นฮุ้ยหยวนตั้งแต่ปีแรก แต่กลับต้องมาตีกลอง
ร้องทุกข์คุกเข่าต่อหน้าท้องพระโรงเพื่อขอโอกาสสอบใหม่
หากไม่ใช่เพราะความสามารถที่เหนือกว่าใคร หากไม่ใช่เพราะ
จิตใจที่สงบเยือกเย็น หากเป็นคนอื่นคงจะต้องพังทลายเสียสติไปแล้ว
จอหงวนอายุสิบหกปียังทำให้ผู้คนชื่นชมขนาดนี้ แล้วจอหงวน
อายุสิบห้าปีเล่า?
การกระทำของตระกูลฟาง สุดท้ายแล้วก็ทำให้ผลประโยชน์
ของสวี่โม่เสียหาย
“โชคดีที่ในที่สุดก็ได้รับความยุติธรรม” ฉีหวายยังรู้สึกทึ่ง
สวี่โม่วางจดหมายลง ใบหน้างดงามที่เงยขึ้นกลับไม่มีความยินดี
ใด ๆ
“พี่ฉี พี่อัน” เขาถอนหายใจออกมา “ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย”
สองสหายที่รีบมาบอกข่าวดีต่างตะลึง
“ข้าไม่ได้พยายามแก้ต่างหรือล้างมลทินให้ตัวเองเลย” สวี่โม่
กล่าวทีละคำ “ยิ่งไปกว่านั้น ข้าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการทำให้การทุจริต
การสอบบานปลาย”
ทำไมมันถึงถูกพูดถึงในช่วงเวลานี้ เขาไม่รู้
ทำไมบัณฑิตแต่ละคนถึงมีความคิดเอนเอียง เขาเองก็ไม่รู้
เช่นกัน
“แต่ว่าทุกคนล้วนสนับสนุนเจ้านะ” อันจวิ่นสงสัย “การที่พวกเขา
เข้าข้างเจ้ามันไม่ดีหรอกหรือ? ตระกูลฟางก่อกรรมทำเข็ญแบบนี้
พวกเขาสมควรได้รับการเหยียดหยามจากบัณฑิตทั่วหล้าแล้ว”
ฉีหวายเก็บสีหน้าเย็นชา ไม่พูดอะไร กำลังครุ่นคิดถึงประเด็น
สำคัญ
“พี่อัน” สวี่โม่ยิ้มขื่น “ดูเหมือนเจ้าจะลืมไปว่าตระกูลฟาง
แข็งแกร่งกว่าพวกเรามาก”
ภายนอกเหมือนว่าการเปิดโปงการทุจริตการสอบขุนนางครั้งนี้
เป็นสิ่งที่ปกปิดมานานที่สุด เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาและเป็นไปตาม
ธรรมชาติ
แต่ตระกูลฟางสามารถทุจริตได้ กระทั่งใช้เงินบริจาคกดดันทำให้
เรื่องการทุจริตเงียบลงได้ชั่วขณะ แล้วอีกฝ่ายจะยอมนิ่งดูดาย ปล่อย
ให้ฟางหยวนถูกบัณฑิตทั่วหล้าประณามและทำลายชื่อเสียงได้
อย่างไร
“อย่าประเมินความสามารถของคนตระกูลใหญ่ต ่าเกินไป” ฉี
หวายเอ่ยลอดไรฟัน “แต่ข้าก็ยังมองไม่ออกว่าตระกูลฟางต้องการทำ
อะไรกันแน่”
สวี่โม่ส่ายหน้า แววตาเต็มไปด้วยความหม่นหมอง
ครั้งนี้เขาก็ไม่เข้าใจ
แต่ไม่เป็นไร ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์แบบไหน เขาก็จะรับมือทั้งหมด
“สวรรค์ ตระกูลฟางคงไม่ได้กำลังยกยอปอปั้นพี่สวี่เพื่อทำลาย
หรอกนะ?” อันจวิ่นอุทานออกมา “นี่มันจะโหดร้ายเกินไปแล้ว”
แต่จะเป็นการยกยอปอปั้นเพื่อทำลายหรือไม่ก็ต้องรอดูกันต่อไป
ห้าหกวันต่อมา เสียงของเหล่าบัณฑิตยิ่งดังขึ้นและรุนแรงขึ้น
เรื่อย ๆ
ฟางหยวนจากที่ถูกตำหนิก็กลายเป็นถูกด่าทอ กระทั่งตระกูล
ฟางยังพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เป็นครั้งคราวที่มีไข่เน่าผักเน่า
ขว้างปาใส่ ซ ้ายังปนกับมูลสุนัข
จวนตระกูลฟางที่แต่เดิมคึกคักเหมือนตลาด จู่ ๆ ก็เงียบสงัดจน
ผิดปกติ
ฟางหยวนไม่มีความเคลื่อนไหว ตระกูลฟางก็ไม่มีความ
เคลื่อนไหวเช่นกัน
เหล่าบัณฑิตยิ่งโกรธแค้น เกือบจะรวมตัวกันไปด่าทอถึงหน้า
ประตูจวนตระกูลฟาง บังคับให้พวกเขาคืนความบริสุทธิ์ให้จอหงวน
เรื่องนี้เป็นที่โจษจันกันมาก แม้แต่เหล่าคนในวังหลวงก็ยังถูกทำ
ให้ตื่นตระหนก พวกเขาลังเลว่าควรเรียกผู้นำตระกูลฟางมาสอบถาม
ความจริงหรือไม่
แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปาก ตระกูลฟางก็ลงมือแล้ว
อย่างแรกคือการแก้ข่าวลือ มีผู้นำตระกูลฟางเป็นผู้นำของคนรุ่น
เก่า ระบายความทุกข์ต่อหน้ามิตรสหาย แสดงออกถึงความอยุติธรรม
ที่ฟางหยวนและตระกูลฟางได้รับ
ต่อมาคือการที่บัณฑิตบางส่วนพูดต่อ ๆ กันว่าสวี่โม่ไม่เพียงสอบ
ได้ตำแหน่งฮุ้ยหยวนอย่างไม่ชอบธรรม แม้แต่ตำแหน่งอั้นโฉ่วในอดีต
ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งเขาขโมยมา
“ได้ยินมาว่าทั้งซิ่วไฉและถงเซิงของเขาล้วนแต่ขโมยมา ส่วนเจี้ย
หยวนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทั้งหมดอาศัยนักเขียนเงาเขียนให้ แย่งชิงการ
สอบมาอย่างโหดร้าย”
“คนผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก แสร้งทำเป็นบุตรชายจากครอบครัวยากจน
มือสะอาด แต่แท้จริงแล้วเป็นถึงบุตรชายของนายอำเภอ บิดาของเขา
ถูกถอดยศเพราะฉ้อราษฎร์บังหลวง พ่อแม่ไม่ดีลูกก็เลวตามจริง ๆ”
“ได้ยินว่าคนที่ถูกเขาขโมยผลงานไปนั้นร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง
เปิดโอกาสให้เขาแย่งไป น่าเสียดายชื่อเสียงที่ควรเป็นของคุณชาย
คนนั้น กลับถูกคนหน้าซื่อใจคดนี้แย่งไปหมด”
“ตอนนี้ยังจะมาโทษตระกูลฟางของคุณชายฟางอีก รังแกคน
เกินไปแล้ว!”
แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก
บรรดาบัณฑิตต่างโกรธแค้น แต่พวกเขาไม่ได้โง่เง่า พวกเขายัง
สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างการทุจริตครั้งเดียวกับการ
ทุจริตทุกครั้งได้
การสอบระดับแคว้นทุจริตเพียงครั้งเดียวก็เป็นเช่นนี้แล้ว หาก
ทุจริตทุกครั้งจริง นั่นจะไม่ใช่การดูหมิ่นสำนักสอบของราชวงศ์ต้าอวี๋
ทั้งหมดหรือ
แต่เดิมเพื่อรับประกันความยุติธรรมของการสอบขุนนาง ราช
สำนักจึงหลีกเลี่ยงให้การสอบอยู่ห่างจากการควบคุมของขุนนาง
เปลี่ยนให้สำนักสอบเป็นผู้ดูแลโดยเฉพาะ อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้รับ
ตำแหน่งในภูมิลำเนาเดิม เพื่อป้องกันการช่วยเหลือญาติพี่น้องและ
การรั่วไหลของข้อสอบ
แม้สวี่โม่จะเป็นบุตรชายของนายอำเภอ ก็ไม่มีทางทุจริตได้มาก
แบบนั้น ยิ่งไปกว่านั้น นายอำเภอคนนั้นก็เสียชีวิตไปนานแล้ว
กระทั่งคุณชายผู้มีนามว่าจูซือหวนก้าวออกมา
“ข้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าสวี่โม่เป็นนักเขียนเงา… เขาไม่เพียง
เขียนให้ผู้อื่น แต่ยังเคยเขียนแทนข้าด้วย บทกวีที่ทำให้ข้ามี
ชื่อเสียง… ก็เป็นสิ่งที่เขาหาคนมาเขียนให้ข้าเอง”