พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 427 สวี่โม่เสียชื่อ
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าจูซือหวนต้องฝืนใจเพียงใดกว่าจะเอ่ยประโยค
นั้นออกมา
แต่หลังจากได้รับคำบอกใบ้เช่นนี้ ผู้คนจึงได้เปรียบเทียบบทกวี
อันโด่งดังของคุณชายซือหวน และพบว่ามันมีลักษณะการเขียน
คล้ายคลึงกับคุณชายไผ่เขียว ราวกับว่าเป็นผลงานที่ออกจากมือ
ของคนคนเดียวกัน
เหล่าบัณฑิตทั่วหล้าต่างไม่อยากจะเชื่อ จอหงวนที่พวกเขาเคย
ศรัทธากลับทำเรื่องเขียนผลงานแทนคนอื่นแบบนี้
ในเมื่อเขาสามารถเขียนผลงานแทนคนอื่นได้ ก็เป็นไปได้ว่าตัว
เขาเองก็อาจหาคนมาเขียนแทนเช่นกัน
หากเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยถูกหว่านลงไปแล้ว ก็สามารถงอก
เงยขึ้นมาในชั่วพริบตา และเติบโตเป็นต้นไม้สูงตระหง่าน
แต่นั่นยังไม่พอ
จดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าถูกแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง ใน
นั้นเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ชื่อฝูเฟิงเขียนสนทนากับสวี่โม่
เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ พูดคุยกับสวี่โม่ถึงชีวิตความเป็นอยู่ของ
ประชาชนและสถานการณ์ของสงคราม แบ่งปันเรื่องราวในอดีตและ
ปัจจุบันกับสวี่โม่ทั้งหมด
แนวคิดเรื่องการรบก่อนแล้วค่อยสร้างสันติภาพที่จอหงวน
กล่าวถึงในการสอบวังหลวงนั้น เหมือนว่าเด็กหนุ่มฝูเฟิงจะเป็นคนพูด
ถึงก่อน ทั้งยังได้รับการยอมรับและสนับสนุนอย่างเต็มที่
ฝูเฟิง?
คุณชายสายลมหนุน?
มีคนออกมายืนยันว่าคุณชายสายลมหนุนเป็นคนจากอันสุ่ย
เช่นเดียวกับสวี่โม่ และยังมีความสามารถยิ่งใหญ่ติดตัวด้วย
หรือว่าสวี่โม่จะขโมยผลการสอบทั้งถงเซิง ซิ่วไฉ และเจี้ยหยวน
มาจากเขาคนนี้?
คำกล่าวนี้เมื่อถูกแพร่ออกไปก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
จากคนมากมาย
มีหนึ่งก็ต้องมีสอง มีสองก็ต้องมีสาม
ความจริงที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ จดหมายที่แพร่กระจายไปในหมู่
บัณฑิต และการยืนยันของคุณชาย ซือหวนที่ยอมเสียชื่อเสียงของ
ตัวเอง ทำให้บรรดาบัณฑิตทั่วหล้าที่เคยเข้าข้างสวี่โม่กลับมาเกลียด
ชังเขามากขึ้น
ความเกลียดชังและคำด่าทอที่มีต่อฟางหยวน เหมือนจะย้อนกลับ
มาที่สวี่โม่เป็นสองเท่า
ฉีหวายกับอันจวิ่นต่างลุกขึ้นอีกครั้ง รีบมุ่งหน้าไปยังเรือนเล็ก
ผิดไปจากครั้งก่อนที่สวี่โม่อยู่เฝ้าเรือนคนเดียว คราวนี้มีทั้งเจียง
เซิงและเวินจืออวิ่นอยู่ด้วย แต่พวกเขาก็ไม่อาจร่วมสนทนาได้เพราะรู้
เรื่องน้อยเกินไป
“พี่สวี่ พี่อันเดาถูกแล้ว ตระกูลฟางกำลังยกยอเพื่อทำลายเจ้า
พวกเขากำลังวางแผนเล่นงานเจ้า” ฉีหวายพูดด้วยความร้อนรนจน
เสียงแหบแห้ง “แล้วยังมีจูซือหวนคนนั้นอีก เขากลับมากล่าวหาเจ้า
แบบนี้ เจ้าต้องรีบอธิบายนะพี่สวี่ ไม่เช่นนั้น…”
ไม่เช่นนั้นจะถูกบัณฑิตมากมายสาปแช่ง จนอาจถูกจดจำ
ในทางที่เลวร้ายไปอีกหลายพันปี
“นี่คือจดหมายที่ส่งมาถึงมือข้า” อันจวิ่นรู้สึกตื่นเต้นจนเหงื่อมือ
หลั่ง แต่ไม่กล้าเช็ดมือลงบนกระดาษ
สวี่โม่ยื่นมือไปรับมา พอเห็นก็จำได้ว่าเป็นลายมือเล็ก ๆ ที่คุ้นเคย
รวมถึงข้อความแสดงความห่วงใยที่มีการติดต่อกัน
เขานิ่งเงียบไม่พูดอะไร ค่อย ๆ พลิกอ่าน
ส่วนเจียงเซิงรู้สึกกระวนกระวายมาก นางเดินวนรอบกลุ่มคน “พี่
รองไม่อยู่ พี่สามก็ไม่อยู่ พี่ห้าก็ยิ่งไม่อยู่ ตอนนี้ตระกูลฟางรังแกพี่
ใหญ่แล้ว พวกเราจะทำอย่างไรดีเล่า”
“เจียงเซิง เจ้าอย่าเดินวนไปวนมาเลย” เวินจืออวิ่นเอ่ยช้า ๆ “ข้า
รู้สึกเวียนหัว”
เจียงเซิงจึงต้องหาเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งลงอย่างหงุดหงิด
นางนึกถึงคำพูดของฟางหยวน เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลลิ้นจี่ นั่นคือ
ช่วงเวลาที่เขาพูดถึงใช่หรือไม่
“หากรู้แต่แรก ข้าคงไม่ปล่อยให้เขากลับไป ต้องจับตัวมาทุบตี
สักยกแล้วมัดเขาไว้เสียเลย” เด็กสาวเกิดความคิดชั่วร้าย กัดฟัน
กรอด
“ชู่ อย่าพูดไป ฟังว่าพี่ใหญ่จะว่าอย่างไรเถอะ” เวินจืออวิ่นปิด
ปากนางไว้
สองพี่น้องหันหน้าไปพร้อมกัน มองสวี่โม่ที่วางจดหมายลงและ
เหม่อลอยไปนาน
หากจดหมายเหล่านี้ล้วนเป็นของที่ตระกูลหวังทำหล่น นั่นจะไม่
หมายความว่านอกจากจูซือหวนแล้ว หวังฝูเฟิงก็หักหลังมิตรภาพ
ของพวกเขาด้วยหรือ?
เด็กหนุ่มผู้อ่อนแอแต่สูงส่งคนนั้น จะทำเช่นนี้จริงหรือ?
ราวกับตอบคำถามของพวกเขา สวี่โม่เอ่ยขึ้นในที่สุด “ส่วนหนึ่ง
เป็นลายมือของฝูเฟิง แต่อีกส่วนเป็นการลอกเลียนแบบ”
จริงปนเท็จ เสแสร้งปนความจริงเช่นเดียวกับคำโกหก
เจ็ดส่วนจริงสามส่วนเท็จสามารถหลอกคนส่วนใหญ่ได้
“มันเป็นของปลอมจริงหรือ?” อันจวิ่นถามอย่างขลาดกลัว “ใน
สายตาข้า ลายมือพวกนี้ดูเหมือนมาจากคนคนเดียวกันเลย”
แม้แต่จูซือหวนที่ไม่ลืมนำเงินสองร้อยตำลึงมาเยี่ยมคนป่วยยัง
สามารถกลับคำพูดได้ การทรยศของคนอื่น ๆ ก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่
เข้าใจได้
สุดท้ายแล้วตระกูลฟางก็ยังคงเป็นตระกูลใหญ่ที่ยิ่งใหญ่
“แม้ว่าจะเป็นเขาจริง ก็สามารถเข้าใจได้” ฉีหวายยังคงพยายาม
ประนีประนอม
สวี่โม่ส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “เขาจะไม่ทำเช่นนั้น”
หวังฝูเฟิงไม่มีสิ่งใดให้อาลัยอาวรณ์ในโลกนี้มากนัก อำนาจ
สำหรับเขาเป็นเพียงเมฆหมอกผ่านตา ตระกูลหวังสำหรับเขาเป็น
เพียงขยะ หากไม่ใช่เพราะในใจยังมีความเมตตาอยู่บ้าง หากไม่ใช่
เพราะได้ให้คำสัญญาไว้กับพวกเขาพี่น้อง
เขาคนนั้นก็แทบไม่อยากจะมองโลกนี้สักเสี้ยวเดียว
“ข้อความทั่วไปล้วนเป็นลายมือของพี่ฝูเฟิง แต่เรื่องเกี่ยวกับ
สงครามกลับเป็นการเลียนแบบของคนอื่น” สวี่โม่เก็บจดหมาย “คน
เลียนแบบคนนี้มีฝีมือสูงมาก หากไม่ใช่เพราะข้าคุ้นเคยลายมือนี้เป็น
พิเศษ ก็คงยากจะแยกแยะ”
ดังนั้น การค้นหาตัวคนเลียนแบบนี้จึงสำคัญมาก
อันจวิ่นกับฉีหวายสบตาแล้วพูดขึ้นพร้อมกันว่า “พวกข้ายินดีจะ
ช่วยเหลือ”
สวี่โม่ส่ายหน้า “ในเมื่อตระกูลฟางไม่เสียดายจะทำลายชื่อเสียง
ของตนเองเพื่อแผนการนี้ การทุจริตการสอบขุนนางครั้งนี้ พวกเขา
จะยอมให้พวกเราหาตัวคนเลียนแบบเจอง่าย ๆ ได้อย่างไร”
ที่สำคัญยิ่งกว่า เขากลับสนใจว่าจดหมายถูกเผยแพร่ออกไปได้
อย่างไร
และเขาอยากรู้มากกว่าสิ่งใดว่าหวังฝูเฟิงจะเป็นอย่างไรบ้าง
ในตอนนั้นเองสวี่โม่พลันตระหนักได้ว่า เขาไม่ได้รับจดหมาย
ตอบกลับจากเขตอันสุ่ยมานานแล้ว
นับรวมจดหมายฉบับของเมื่อครึ่งเดือนก่อน รวมทั้งหมดก็มีสาม
ฉบับที่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ
เขาไม่รู้ว่าหวังฝูเฟิงจะประสบเหตุการณ์อะไร และไม่รู้ว่าตระกูล
หวังจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขารู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่มีวิธีจะยื่นมือเข้า
ไปช่วยเหลือได้
ข้อจำกัดเรื่องระยะทางเป็นเหตุผลหนึ่ง และสถานการณ์ที่ย ่าแย่
ของเขาในตอนนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง
“เจ้าพวกคดโกงการสอบไปตายเสีย!” มีใครบางคนตะโกนอยู่
นอกบ้าน พร้อมกับปาแตงเน่าเข้ามา
เจียงเซิงตกใจ สัญชาตญาณทำให้นางก้าวไปยืนบังหน้าเวินจืออ
วิ่น ส่วนเจียงซานกับเจียงซื่อรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แต่คนคนนั้น
หายตัวไปแล้ว
“ก่อนหน้านี้เป็นตระกูลฟางที่เจอกระทั่งมูลสุนัข” ฉีหวายกล่าว
ด้วยความเจ็บปวด “พี่สวี่ ต่อไปก็คงถึงคราวเจ้าแล้ว”
ฟางหยวนนิ่งเฉยเพราะมีไม้ตายอยู่ในมือ แต่พวกเขากลับไม่
สามารถนิ่งเฉยได้
เจียงเซิงมีร้านจิ่วเจินสองร้าน เวินจืออวิ่นมีสำนักแพทย์ที่เพิ่งเริ่ม
ก่อตั้ง ทั้งหมดนี้ไม่อาจทนต่อความเสียหายใด ๆ ได้เลย
เจิ้งรู่เฉียนยังต้องการทำการค้ากับห้องเครื่อง เจ้าห้าก็กำลังซ่อน
ตัว
พวกเขาคงทนรับการถูกด่าทอจากบัณฑิตทั่วหล้าไม่ได้ อีกทั้ง
ยังทนไม่ได้กับจุดจบที่ต้องพ่ายแพ้และเสียชื่อแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้น
พวกเขาคงไม่ยอมให้การสอบขุนนางทั้งหมดถึงจุดสิ้นสุด และ
กลายเป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นโดยเปล่าประโยชน์
“คิดจะเหยียบย ่าซากศพของพวกเราพี่น้องเพื่อก้าวขึ้นไป” สวี่โม่
กล่าวเสียงเย็น “ตระกูลฟาง ฟางหยวน พวกเจ้าอย่าได้คิดฝันเลย”
เมื่อไม่อาจสืบหาที่มาของจดหมายและกลับไปเขตอันสุ่ยไม่ได้
เขาจึงเริ่มจากการถามจูซือหวนให้ชัดเจนว่าการพูดโกหกกลับคำนั้น
เจ็บคอหรือไม่
หลายวันต่อมา สวี่โม่ส่งจดหมายไปยังตระกูลจูซ ้าแล้วซ ้าเล่า
เชิญจูซือหวนมาพบกันที่หอเหวินชางอย่างเปิดเผย ตอนแรกจูซือห
วนยังปฏิเสธได้ แต่เมื่อถูกเชิญหลายครั้งก็ย่อมทำให้คนอื่นสงสัย
“หากเจ้าไม่มีความผิดติดตัว เหตุใดจึงไม่สามารถไปชี้ตัวต่อ
หน้าได้เล่า”
“ข้าคนแซ่สวี่ยินดีจะเผชิญหน้ากับพี่จูเพื่อพูดคุยถึงที่มาของบท
กวี”
“พี่จูมีอะไรที่ไม่กล้าหรือ เป็นเพราะกลัวว่าเรื่องในอดีตจะถูก
เปิดเผยหรือ หรือว่ากลัวคุณหนูเถาจะรังเกียจการกระทำอันเลวทราม
ที่เจ้าผิดคำพูดกัน”
จูซือหวนรู้สึกขนลุกซู่ เขาปฏิเสธอีกครั้ง แต่กลับได้รับข่าวจาก
ตระกูลฟางว่าให้เขาไปปรากฏตัวที่หอเหวินชาง
ในเมื่อจอหงวนต้องการให้บัณฑิตทั่วแผ่นดินตัดสิน เช่นนั้นก็ส่ง
เขาไปขึ้นแท่นประหาร
ความถูกผิดย่อมต้องมีข้อสรุป
คนเลวที่ได้ตำแหน่งจอหงวน คนเลวเช่นนี้สมควรถูกบัณฑิตทั่ว
แผ่นดินรังเกียจ
“ไปเถอะซือหวน ไปตรึงเขาไว้บนเสาแห่งความอัปยศ ทำให้เขา
อับอายไปชั่วนิรันดร์ อย่าให้เขาฟื้นคืนมาได้อีก”