พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 428 คุณชายซือหวน
คำพูดยุยงยังก้องอยู่ข้างหู จูซือหวนเดินเข้าไปในหอเหวินชาง
อย่างงุนงงสับสน
หอประชุมของบัณฑิตที่เคยคึกคักวุ่นวายบัดนี้กลับเงียบสงัด
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่กลางห้อง ตรงนั้นมีเด็กหนุ่มในชุด
เขียวนั่งอยู่ ดูน่าเกรงขามทั้งที่ไม่ต้องแสดงอาการโกรธเคือง นั่งนิ่งตัว
ตรงด้วยท่าทางขึงขังสง่างาม
ความพยายามอย่างหนักในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาเริ่มเกิดผล แม้
ชื่อเสียงของคุณชายไผ่เขียวจะยังเป็นที่น่าสงสัย แต่ผลงานที่แสดง
ออกมาล้วนเป็นของจริง บทกวีและวลีโบราณเหล่านั้น ลายมือที่เขียน
ออกมาราวกับมังกรทะยาน ใครได้เห็นก็ต้องอุทานชื่นชมสักคำ
ผู้คนในยุคนี้ชอบตัดสินอะไรล่วงหน้า แม้จะมีคนที่ไม่หวังดีคอย
ปลุกปั่น แต่ก็ยังมีบัณฑิตบางส่วนที่เชื่อมั่นและปกป้องคุณชายไผ่
เขียว
ฉีหวายกับอันจวิ่นยืนอยู่ทางซ้ายขวาของเขา ส่วนเจียงเซิง
กับเวินจืออวิ่นยืนชิดติดด้านหลัง
เด็กหนุ่มที่จมอยู่ในวังวนของราชสำนักมาครึ่งปี นอกจากจะมี
ความมุ่งมั่นแล้ว ความหนักแน่นยังเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน เมื่อวางตัว
ด้วยท่าทางเช่นนี้แล้วก็ดูคล้ายกับผู้ใหญ่ที่เคยพบเห็นมาอยู่หลาย
ส่วน
ไม่ถูกสิ เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว
เป็นขุนนางฮั่นหลินขั้นหกแล้ว
จูซือหวนเดินมาอย่างเลื่อนลอย ไม่รู้ว่าใครเรียก สายตาของทุก
คนจึงจับจ้องมาที่เขาอีกครั้ง
สวี่โม่ซึ่งนั่งอย่างสง่างามเงยหน้าขึ้นมา เอ่ยทักเบา ๆ ว่า “พี่จู
มาแล้ว”
ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยมีความบาดหมางกันมาก่อน ราวกับว่า
พวกเขายังคงเป็นเหมือนเดิม แม้จะยืนอยู่คนละฝั่ง แต่ก็ยังคงสนทนา
และชื่นชมกันอย่างจริงใจ
“พี่… พี่สวี่” จูซือหวนเค้นคำพูดออกมาจากลำคอ “เจ้าสบายดี
หรือ?”
ฉีหวายที่อยู่ข้าง ๆ แค่นเสียงเย็นชาแต่ไม่พูดอะไร
หากเปลี่ยนเป็นจ้าวหยวน เขาคงจะด่าทออีกฝ่ายตั้งแต่เข้า
มาแล้ว
พวกเขาทั้งสี่คนเป็นสหายที่รู้จักกันมาแต่แรก แม้ว่าต่างคนต่างมี
ความคิดที่ลึกซึ้งและแฝงไปด้วยความคิดอื่น แต่ก็ยังคงเป็นเหล่าเด็ก
หนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น ยังคงมีความจริงใจต่อกันอยู่
บ้าง
โดยเฉพาะจูซือหวน เพราะจูจื้อ เพราะคุณหนูเถา พวกเขาสอง
คนถึงได้ผูกมิตรอันลึกซึ้ง แม้ว่าจะติดขัดด้วยสถานะของตระกูลจูที่
ไม่อาจสนิทสนมกันได้มากนัก แต่ก็ยังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อ
ช่วยเหลืออีกฝ่าย
การตายของจูจื้อมีจูซือหวนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสามส่วน
เงินสองร้อยตำลึงนั้นยิ่งเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนมากกว่า
แล้วทำไมพวกเขาจึงมาถึงจุดนี้ได้
ทำไมจึงต้องหันคมดาบเข้าหากันเอง
จูซือหวนรู้สึกมึนงงมากขึ้นเรื่อย ๆ เขานึกถึงคำถามเย็นชาของ
คนบ้านใหญ่ นึกถึงน ้าเสียงตักเตือนของท่านพ่อตาท่านแม่ยาย
แม้แต่เถาซื่อภรรยาของเขาก็ยังน ้าตาคลอเอ่ยถามว่า “ท่านคิดจะทำ
อะไรกันแน่ ท่านเป็นคนตระกูลจูนะ”
เกิดมาในตระกูลจูก็ต้องทำงานรับใช้ตระกูลจูเท่านั้น และเป็น
สุนัขรับใช้ของตระกูลฟาง
ช่องว่างระหว่างตระกูลใหญ่นั้นลึกล ้ายิ่งกว่าที่คิด
เมื่อก่อนเขาไร้เดียงสาเกินไป มักคิดว่าสามารถผูกมิตรกันได้
คิดว่าแม้เป็นเชื้อสายรองก็สามารถนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างได้อย่าง
มั่นคง แต่เขาแต่งงานกับคุณหนูตระกูลเถาแล้ว เขากลายเป็นสะพาน
เชื่อมระหว่างตระกูลเถาและตระกูลจูแล้ว
เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ข้าสบายดี” สวี่โม่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะยาว ใบหน้างดงามไม่แสดง
อารมณ์ใด ๆ “แต่พี่จูกลับดูไม่ค่อยสบายเท่าไหร่”
การทักทายของทั้งสองไม่ต่างอะไรกับสหายทั่วไป
“ข้าสบายดี ไม่มีอะไรไม่ดีเลยสักนิด” จูซือหวนตอบฝืน ๆ
ฉีหวายกลอกตาอยู่ข้าง ๆ “เจ้าต้องสบายดีแน่อยู่แล้ว ชื่อเสียง
ของคุณชายซือหวนเป็นที่เลื่องลือเพราะต้องการภรรยา บัดนี้เจ้ามี
ภรรยาอยู่ในอ้อมอก ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น ก็เลยทิ้งเรือที่พาเจ้า
ข้ามฟากมาตั้งแต่แรก”
บัณฑิตที่อยู่ข้างกันมีสีหน้าจริงจัง กลั้นหายใจฟังเรื่องซุบซิบ
“ใช่ แต่ว่าข้า…” จูซือหวนรวบรวมความกล้า “ข้าก็แค่พูดความ
จริงเท่านั้น”
การรับจ้างเขียนนั้นมีอยู่จริง เขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำลาย
ชื่อเสียงของตัวเอง เขาเองก็ได้รับบาดแผลเช่นกัน เท่ากับเป็นการทำ
ร้ายตัวเองแปดร้อยเพื่อทำลายศัตรูหนึ่งพัน
แม้ว่าชื่อเสียงของคุณชายซือหวนจะค่อย ๆ อ่อนลงในช่วงสองปี
ที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงเป็นชื่อเสียงที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น เขายังใช้ชื่อเสียงนี้
ในการเคลื่อนไหวอยู่ในหอเหวินชาง หากทำลายมันลงโดยไม่
ระมัดระวังในตอนนี้ ก็คงจะได้รับเพียงคำพูดเยาะเย้ยมากมาย
บรรดาบัณฑิตต่างรังเกียจคนที่คดโกงและใช้คนอื่นมาเขียน
ผลงานแทนเหมือนกัน และสาปแช่งคนที่มีชื่อเสียงจอมปลอมด้วย
“ดังนั้น ที่พี่จูออกมาพูดความจริงเช่นนี้ ก็เพื่อทำลายข้าใช่
หรือไม่?” สวี่โม่ลุกขึ้นยืน สีหน้าแววตาสงบนิ่ง “คงเป็นภารกิจที่
ตระกูลจูมอบหมายให้เจ้าสินะ ในเมื่อเจ้าพูดออกมาแล้ว ทำไมไม่บอก
รายละเอียดทั้งหมดให้ผู้คนรู้ไปเสียเลยเล่า”
เขาหันหลังแล้วเล่าเรื่องราวความรักอันน่าเศร้าให้เหล่าบัณฑิตที่
อยู่ในที่นั่นฟัง
ตัวเอกชายเป็นสายรองของคนตระกูลใหญ่ ไม่มีความสามารถ
เพียงพอจะสอบจวี่เหรินได้ หญิงสาวที่เขารักจะต้องแต่งงานกับสาย
ตรงผู้ชั่วร้าย
ทุกอย่างล้วนเพราะคนผู้นั้นเป็นถึงจวี่เหริน
ตัวเอกชายย่อมรู้สึกไม่พอใจอยู่แล้ว แต่เมื่อพบว่าสายตรงผู้ชั่ว
ร้ายนั้นไปมีภรรยาลับและบุตรนอกสมรส เขายิ่งรู้สึกเจ็บแค้นแทน
หญิงสาวที่ตนรัก ไม่อยากให้นางต้องตกลงไปในหล่มโคลน
ขั้นแรกคือการยุยงเรื่องการมีภรรยาลับของอีกฝ่าย ขั้นที่สองคือ
การวิงวอนให้สหายช่วยเขียนบทกวีแทน เมื่อมีชื่อเสียงเพียงพอก็
สร้างตัวตนของตัวเองขึ้น ตระกูลของหญิงสาวก็จะเริ่มใจอ่อนและ
ยอมให้พวกเขาแต่งงานกัน
สวี่โม่พูดด้วยน ้าเสียงสงบเยือกเย็น เล่าเรื่องราวอย่างไม่รีบร้อน
ทำให้เรื่องราวอันขมขื่นกลายเป็นเรื่องน่าประทับใจ ทำให้บัณฑิต
มากมายต่างหลงใหลและจมดิ่งไปกับเรื่องราว
คนที่อารมณ์อ่อนไหวถึงกับกลั้นน ้าตาไว้ไม่อยู่ ทั้งเพื่อคู่รักที่ได้
ครองคู่กันในที่สุดและเพื่อตัวเอกชายที่พยายามอย่างหนักเพื่อความ
รัก
การพยายามไขว่คว้าสิ่งที่ตนเองต้องการมันผิดตรงไหนกัน?
หากมันจะผิด ก็คงเป็นเพราะเขาใช้วิธีที่ไม่เหมาะสม เลือกให้ยืม
มือคนอื่นมาเขียนแทนเพื่อแสวงหาชื่อเสียงที่ไม่ใช่ของตัวเอง
แต่ถ้าหากว่าความรักนั้นถูกห่อหุ้มด้วยความเศร้าสลด ในใจของ
บัณฑิตที่ปรารถนาความรักอันสวยงาม ก็จะยิ่งมีความรู้สึกที่ลึกซึ้ง
และสูงส่งขึ้นไปอีก
“ถึงเขาจะให้คนอื่นเขียนแทนก็เพียงเพื่อหญิงสาวที่เขารัก ได้
สามีเช่นนี้ไป คนเป็นภรรยาจะเรียกร้องอะไรอีกเล่า!” บางคนกล่าว
อย่างกระตือรือร้น “หญิงสาวในเรื่องนี้ช่างโชคดีเสียจริง นางเป็นอยู่
อย่างไรบ้าง?”
สวี่โม่ไม่ได้ตอบ แต่หันไปมองจูซือหวนที่น ้าตาเอ่อคลอแล้ว
“นางสบายดี” เด็กหนุ่มในเนื้อเรื่องเงยหน้าขึ้น น ้าตาไหลรินในที่สุด
“นางบอกว่าตำแหน่งจวี่เหรินนั้นสำคัญ แต่สามีที่รู้ร้อนรู้หนาวสำคัญ
ยิ่งกว่า ตระกูลสายรองอาจไม่มีค่าเท่าตระกูลสายหลัก แต่ก็ยัง
สามารถมอบความสุขให้นางได้”
หากไม่ใช่เพราะความรักลึกซึ้ง เขาจะกัดฟันทำร้ายสหายเพียง
เพราะคำพูดของภรรยาได้อย่างไร
หากไม่ใช่เพราะกลัวการสูญเสีย เขาจะก้าวพลาดครั้งแล้วครั้ง
เล่าได้อย่างไร
“พี่สวี่ ข้ายินดีสารภาพทุกอย่าง ข้าเป็นคนขอให้เจ้าเขียนบทกวี
แทน ข้าเป็นคนทำร้ายเจ้าตอนที่เจ้าตกต ่า” จูซือหวนเม้มริมฝีปาก
“ข้าไม่อยากพูดว่าไม่มีทางเลือก ข้าแค่อยากบอกให้ทุกคนรู้ว่าบทกวี
ที่ทำให้ข้ามีชื่อเสียงนั้นแท้จริงแล้วเป็นฝีมือของคุณชายไผ่เขียว”
เมื่อเทียบกับการซ ้าเติมคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก คำพูด
ของเขากลับเหมือนการอธิบายให้กระจ่างชัดมากกว่า
เขารับความผิดทั้งหมดมาไว้กับตัวเอง เพื่อช่วยให้สวี่โม่หลุดพ้น
จากโคลนตม
อย่างน้อยมันก็เป็นผลงานที่เขาเขียนขึ้นเองจริง ๆ ไม่ใช่หรือ?
กลุ่มคนเริ่มวุ่นวายอีกครั้ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างดังขึ้นทั่วทุก
หนแห่ง
“แม้ว่าคุณชายซือหวนผู้นี้จะจ้างวานคนอื่นให้เขียนแทน แต่
ความรู้สึกอันลึกซึ้งของเขาก็สามารถทำให้ฟ้าดินสะเทือนได้ เรา
พอจะเข้าใจได้”
“หากบทกวีเพียงบทเดียวสามารถแลกกับหญิงสาวอันเป็นที่รัก
ข้าก็ต้องคุกเข่าจุดธูปบูชาคุณชายไผ่เขียวแน่นอน”
“ในเมื่อเป็นที่แน่ชัดว่าคุณชายไผ่เขียวเป็นคนเขียน นั่นจะไม่
หมายความว่าบทกวีเหล่านั้นก็เป็นฝีมือการเขียนของเขาเอง ไม่มี
ผู้อื่นเขียนให้หรอกหรือ”
“ใช่แล้ว ๆ พอมองแบบนี้ คุณชายไผ่เขียวก็ช่างเก่งกาจเหลือเกิน
ใช้บทกวีเพียงบทเดียวแลกกับการได้อยู่เคียงข้างคนรัก”
นี่ไม่ใช่คำสาปแช่ง ไม่ใช่การดูถูก ไม่ใช่การเหยียดหยาม และไม่
มีเจตนาที่ชั่วร้าย
ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ท่วมท้นมาราวกับฟ้าถล่มดินทลายทำให้
จูซือหวนยืนตะลึงอยู่กับที่
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
เขาเงยหน้าขึ้นและสบกับแววตาเปี่ยมรอยยิ้มของสวี่โม่พอดี