พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 429 คนคุ้นเคยมาเยือน
ก่อนจะมา สวี่โม่ขบคิดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เขาก็มีความสามารถในการมองคนอยู่
บ้าง และมิตรภาพระหว่างจูซือหวนก็นับว่าลึกซึ้งพอสมควร
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการจัดการจูจื้อ การช่วยเหลือที่หน้าประตูหอ
เหวินชางรวมถึงการช่วยเหลือในยามยากด้วยเงินสองร้อยตำลึง ล้วน
เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำแต่มันกลับเกิดขึ้น เป็นการช่วยเหลือในยาม
วิกฤต
ชีวิตคนเราในยามรุ่งโรจน์ผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาล้วนเป็นคนที่
หวังผลประโยชน์ แต่ในยามตกต ่าคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนั้นคือ
มิตรแท้
บางทีระหว่างพวกเขาอาจมีคนตระกูลใหญ่ มีผลประโยชน์ และ
บรรพบุรุษคั่นกลาง
แต่จิตใจที่จริงใจนั้นยากจะเปลี่ยนแปลง
ในการเดินทางมาครั้งนี้ สวี่โม่ก็ได้เตรียมพร้อมสองทาง ทางแรก
คือการโต้เถียงกับจูซือหวน อีกทางคือการประนีประนอมซึ่งกันและ
กัน
เรื่องราวความรักนี้เขาได้ไตร่ตรองมานานแล้ว ทั้งหมดก็เพื่อ
ปลุกมโนธรรมของอีกฝ่ายและเพื่อปูทางให้กับชื่อเสียงที่แตกสลาย
ของเขา
หลังเรื่องราวอันน่าเศร้านี้เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้คน เด็กหนุ่มที่
พยายามเพื่อความรักย่อมได้รับการชื่นชม มันอาจจะมีการใส่ร้าย
ป้ายสี อาจมีการตำหนิติเตียน แต่ก็ยังดีกว่าสภาพอันน่าอับอายใน
ปัจจุบัน
จูซือหวนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ชั่วขณะที่เขากล้าพิสูจน์ตัวเอง ไม่
เพียงช่วยสวี่โม่เท่านั้นแต่ยังเป็นการช่วยเหลือตัวเองด้วย
“พี่สวี่” เด็กหนุ่มสะอื้น พูดไม่ออกอยู่หลายครั้ง “ข้าทำกับเจ้า
เช่นนี้ไปแล้วนะ…”
“สิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริง การเขียนให้แทนก็เกิดขึ้นจริง” สวี่โม่
กลับมาประเด็นหลัก “นี่คือเรื่องผิดศีลธรรมเพียงครั้งเดียวที่ข้าเคยทำ
ในชีวิตนี้ ข้าสวี่โม่ยินดีรับผิดชอบกับผลที่ตามมา”
แม้ว่าจะต้องเผชิญกับการตำหนิ ต้องเผชิญกับรอยด่างพร้อยที่
อาจเกิดขึ้นในชีวิต แต่เขาก็ไม่หวาดกลัว
ทำแล้วก็คือทำแล้ว รับผิดชอบก็คือต้องรับผิดชอบ
แต่สิ่งที่ไม่เคยทำ ไม่เคยเกิดขึ้น เรื่องเหลวไหลไร้สาระพวกนั้น
อย่าคิดว่าจะให้เขายอมรับ!
“ไม่คิดว่าคุณชายไผ่เขียวจะเขียนแทนผู้อื่นด้วย ช่างน่าละอาย
เหลือเกิน” เสียงโกรธเกรี้ยวดังขึ้นจากฝูงชนอย่างที่คิดไว้
ฉีหวายกับอันจวิ่นต่างก็โกรธจัด ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสียงอื้ออึง
ที่ดังกว่าก็ดังขึ้น
“คุณชายไผ่เขียวก็แค่ทำให้ความปรารถนาของผู้อื่นสมหวัง”
“การช่วยให้คู่รักที่รักใคร่กันได้สมหวัง ความดีความชอบนี้
ยิ่งใหญ่กว่าความผิดมากนัก”
“เขามีความสามารถมาก ลองแต่งบทกวีสักบทช่วยให้คู่รัก
สมหวังดูหน่อยเถอะ”
นักปราชญ์นั้นหลงใหลในความงามของธรรมชาติ เชื่อมั่นในรัก
แท้ที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้
บางทีการเขียนบทกวีแทนอาจกลายเป็นจุดด่างพร้อยในชีวิต
ของสวี่โม่ แต่การช่วยเหลือคนอื่นให้สมหวังก็นำมาซึ่งความสูงส่งและ
คำชื่นชม
โชคร้ายอาจกลายเป็นโชคดี ยามนี้เขาเข้าใจความหมายนั้น
อย่างลึกซึ้ง
โดยเฉพาะเสียงให้กำลังใจที่ดังกลบเสียงโกรธแค้น ทั่วทั้งหอเหวิ
นชางเต็มไปด้วยความสุขสนุกสนาน ราวกับหลงลืมเรื่องการทุจริต
การสอบขุนนาง หลงลืมเรื่องการเขียนแทนอันน่ารังเกียจ
เจียงเซิงก็ดีใจจนเสียสติ กำลังจะวิ่งออกไปซื้อถังหูลู่มาเฉลิม
ฉลอง
ด้านนอกหอเหวินชาง มีเด็กสาวในชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนเดิน
เข้ามา เสียงใสกังวานของนางดังแทรกทุกสิ่งราวกับดาบคม พุ่งเป้า
ไปที่สวี่โม่
“ช่างเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกเสียจริง พูดถึงการเขียนให้คน
อื่นราวกับเป็นเรื่องบริสุทธิ์ไร้มลทิน!”
บรรยากาศที่เคยคึกคักพลันเงียบลงทันที
เด็กสาวชุดเหลืองอ่อนยังคงไล่ต้อน “มีแต่พวกเจ้าที่ชินชากับ
การเขียนแทนเท่านั้น ถึงจะพูดเรื่องแบบนี้แล้วปล่อยวางได้ คำชม
มากมายจากผู้คน ความไว้วางใจจากมิตรสหายมากมาย เจ้าไม่รู้สึก
ละอายใจบ้างเลยหรือ?”
พูดจบ นางก็มองไปทางจูซือหวนด้วยความเห็นอกเห็นใจ
“คุณชาย ท่านตื่นเถอะ แค่คำพูดไม่กี่คำก็สามารถดึงดูดความจริงใจ
ของท่านได้ คนผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก เขาไม่ใช่อย่างที่ท่านเห็นจริง ๆ หรอก”
คำพูดทั้งหมดล้วนเป็นการกล่าวโทษ
มีคนอ้าปากจะโต้แย้ง แต่กลับพบว่าสิ่งที่นางพูดมานั้นดูมีเหตุผล
อยู่พอสมควร
แต่เดิมคิดว่าวันนี้จะมีการต่อสู้ครั้งใหญ่ แต่ผลลัพธ์คือคุณชาย
ไผ่เขียวพูดเพียงไม่กี่คำก็สามารถโน้มน้าวคุณชายซือหวนได้ อีก
ฝ่ายยินดีจะเป็นพยานให้เขาเสียแล้ว
เรื่องนี้… ไม่ว่าจะอย่างไรก็หนีไม่พ้นการถูกมองว่าเขาเป็นคนเจ้า
เล่ห์
จูซือหวนยืนนิ่ง ดวงตาขยับไปมา เห็นได้ชัดว่ากำลังขบคิดอย่าง
รวดเร็ว
ฉีหวายกับอันจวิ่นโกรธจนแทบหัวระเบิด พร้อมใจกันประณาม
ว่า “เจ้าเป็นใคร! ถึงมาพูดจาเหลวไหลอยู่ที่นี่”
เด็กสาวในชุดเหลืองอ่อนหลีกเลี่ยงจะตอบ แต่พูดอย่างมีนัยว่า
“ดูเหมือนคุณชายไผ่เขียวจะเก่งกาจจริง ๆ ไม่เพียงหลอกล่อคุณชาย
ตระกูลจูได้ แม้แต่บุตรชายคนโตของเจ้ากรมพิธีการเขาก็ยังสั่งการ
ได้อีก นี่คือบัณฑิตจากครอบครัวยากจนไหนกัน ถึงได้เก่งกาจขนาด
นี้”
คำพูดนางมีความหมายลึกซึ้ง แฝงนัย และชักนำความรู้สึกของ
ทุกคน
เจียงเซิงซึ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนทนฟังไม่ไหว นางกำหมัดแน่น
อยากจะด่าออกมา
สวี่โม่พลันได้สติ รีบปิดปากน้องสาวไว้ แล้วเอ่ยปากอย่างไม่ใส่
ใจว่า “ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็คนคุ้นเคยจากเขตอันสุ่ย คุณหนูหวัง พี่ฝู
เฟิงสบายดีหรือไม่”
นึกถึงตอนนั้น พวกเขาต้องจากเขตอันสุ่ยก่อนกำหนดก็เพราะ
แผนการอันแยบยลไม่จบสิ้นของหวังอวี้เหยา
ไม่คิดว่าผ่านไปเกือบสามปีจะได้พบกันอีกที่เมืองหลวง
มันยังคงเป็นแผนการอันร้ายกาจเหมือนเดิม เพียงแต่เพิ่มเติมกล
อุบายของฟางหยวนเข้าไป จึงทำให้ดูรอบคอบและแน่นหนามากขึ้น
อย่างเช่นการให้จูซือหวนเปิดเผยเรื่องการเขียนบทกวีแทนใน
อดีตเพื่อสั่นคลอนชื่อเสียงของคุณชายไผ่เขียว และนำไปสู่การตั้ง
คำถามภายหลัง
หรืออย่างการให้จูซือหวนมาเผชิญหน้ากับเขาที่หอเหวินชาง
เพราะโดยรู้ดีว่าอีกฝ่ายจะถูกเขาโน้มน้าวได้ แล้วใช้การโน้มน้าวนี้
กลับมาเน้นย ้าว่าคุณชายไผ่เขียวมีเล่ห์เหลี่ยมลึกล ้าเพื่อก่อให้เกิด
การตั้งคำถามรอบใหม่
ตระกูลฟางไม่เคยคิดจะหวังให้คุณชายซือหวนโค่นล้มสวี่โม่ได้
สิ่งที่พวกเขาต้องการเป็นเพียงการทำลายภาพลักษณ์ของสวี่โม่ และ
สร้างความสงสัยคลุมเครือให้มากขึ้น
ผู้ที่เกี่ยวข้องก็เหมือนจะนึกถึงเรื่องนี้ สีหน้าจึงเต็มไปด้วยความ
สงสัยไม่แน่ใจ
สวี่โม่ส่งสายตาให้เขาและส่ายหัวเบา ๆ จูซือหวนจึงอดทนเอาไว้
“เจ้ายังมีหน้ามาถามถึงพี่ชายข้าอีกหรือ?” หวังอวี้เหยาหัวเราะ
เยาะ “เจ้าโจรขโมยตัวน้อย คนชั่วช้าที่หลอกลวงพี่ชายข้า เจ้าใช้
ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องหลอกให้เขาเขียนแทนเจ้า หลายปีมานี้เจ้า
ได้รับทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์มากมาย กระทั่งได้เป็นจอหงวนแล้ว
เจ้ายังมีหน้ามาพูดถึงพี่ชายข้าอีกหรือ?”
“เจ้าหมายความว่าอะไร?” สวี่โม่ขมวดคิ้ว
หวังอวี้เหยากล่าวทีละคำอย่างชัดเจน “ข้าหมายความว่า พี่ชาย
ของข้านอนป่วยอยู่บนเตียงจนใกล้จะสิ้นใจแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ
เจ้า เขาควรจะเป็นคุณชายสายลมหนุนที่ยอดเยี่ยมกว่านี้ เขาควรจะ
มีชื่อเสียงจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ แต่กลับถูกเจ้าแย่งชิงชื่อเสียงไป
ครึ่งหนึ่ง! เจ้าคนหน้าซื่อใจคด! เจ้าโจรตัวน้อยขโมยชื่อเสียง!”
นางพูดมามากมาย แต่สิ่งที่ติดอยู่ในสมองของสวี่โม่มีเพียงคำที่
สำคัญ
“นอนป่วยอยู่บนเตียง”
“ใกล้จะสิ้นใจแล้ว”
เขานึกขึ้นได้อย่างเลือนรางถึงคำสัญญาของหวังฝูเฟิงที่จะไม่
ยอมให้หวังอวี้เหยาเข้าเมืองหลวงก่อนพิธีปักปิ่น แต่นางกลับปรากฏ
ตัวก่อนปีใหม่และยังผลักดันให้เรื่องการทุจริตการสอบขุนนางลุกลาม
บานปลาย
เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้มาเพียงชั่วครู่ชั่วยาม
ก็ถูก หากพี่ฝูเฟิงไม่ได้ป่วยจริง เขาย่อมต้องควบคุมเด็กสาว
ตระกูลหวังผู้นี้แน่
มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะต้องเกิดเรื่อง ถึงทำให้นางมาถึงเมืองหลวง
ได้ก่อนกำหนด
วันเวลาที่เลยผ่านไป เขายังสบายดีหรือไม่ เขายังแข็งแรงดีอยู่
หรือไม่
แม้แต่คนที่สงบนิ่งอย่างสวี่โม่เวลานี้ก็ยังข่มกลั้นความกระวน
กระวายไว้ไม่อยู่ เขารีบเอ่ยอย่างใจร้อน ต้องการถามให้กระจ่างชัด
หวังอวี้เหยาฉวยโอกาสนั้นตะโกนเสียงดัง “คุณชายไผ่เขียวของ
พวกท่านหวั่นไหวแล้ว เขากลัวแล้ว เขาเป็นเพียงโจรขโมย เขาขโมย
ผลงานของคนอื่น ทั้งยังขโมยตำแหน่งจอหงวนของผู้อื่นด้วย”
พูดจบ นางก็ตัดสินใจหยิบจดหมายหลายฉบับออกมาจากแขน
เสื้อ “ข้าคือน้องสาวของหวังฝูเฟิง ข้ามีหนังสือเดินทางและหนังสือ
ยืนยันตัวตน พี่ชายข้าไม่ยอมรับการถูกหลอกลวงมาหลายปี จึงส่ง
ข้ามาเมืองหลวงเพื่อเรียกร้องความบริสุทธิ์ให้เขา พวกท่านสามารถ
ดูได้ ดูให้ชัดเจนถึงเลือดและน ้าตาของพี่ชายข้า พวกท่านไม่ควรถูก
หลอกอีกต่อไป”
นางช่างคำนวณทุกอย่างได้แยบยลนัก แม้แต่ความปลอดภัย
ของหวังฝูเฟิงก็อยู่ในแผนการของนาง
ทว่าบรรดาบัณฑิตเห็นถึงความร้อนใจของสวี่โม่กับตา เมื่อ
พิจารณาบทกวีที่เขียนด้วยเลือดและหยดน ้าตาในมืออีกครั้ง หัวใจที่
เดิมไม่มั่นคงอยู่แล้วก็สั่นคลอนอีกครั้ง
“คุณชายสายลมหนุนมีพรสวรรค์ด้านวรรณกรรมอย่างแท้จริง
คำพูดของน้องสาวเขาคงไม่ใช่เรื่องโกหกหรอก”
“คุณชายไผ่เขียวเหมือนจะร้อนใจจริง ๆ ไม่เหมือนแกล้งทำ เขา
กลัวแล้วหรือ?”
“น้องสาวแท้ ๆ ของคนอื่นมาเปิดโปงเขา ใครจะเชื่อคำพูดของ
เขาอีก จะมีใครสนิทสนมไปกว่าพี่น้องได้อย่างไร?”
“แม้แต่บทกวีของคนป่วยก็ยังขโมยมา น่ารังเกียจเหลือเกิน คน
แบบนี้ไม่สมควรเป็นจอหงวนของพวกเราเลย”
“สรุปแล้วควรจะเชื่อใครกันแน่?”
ฝูงชนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้ง มีทั้งคนที่งุนงง คนที่เชื่อฝ่าย
ใดฝ่ายหนึ่ง คนที่โกรธแค้น และคนที่สงสัย
ท่ามกลางอารมณ์ที่มีอยู่มากมายหลากหลาย กลับเป็นสวี่โม่ที่
เงียบลงอีกครั้ง
“พี่สวี่ เจ้าอย่าเหม่อลอยสิ จะทำอย่างไรดีเล่า” ฉีหวายกับอันจวิ่น
เหมือนมดบนกระทะร้อน “จะปล่อยให้พวกเขาใส่ร้ายต่อไปเรื่อย ๆ
หรือ”
“สถานการณ์นี้ยากจะแก้ไขแล้ว เรื่องราวก่อนหน้านี้ทั้งหมดเป็น
เพียงการปูทาง ตัวตนของน้องสาวหวังฝูเฟิงต่างหากที่เป็นไม้ตาย
ของจริง” จูซือหวนพึมพำ “หากปล่อยไว้เช่นนี้ ชื่อเสียงของพี่สวี่
จะต้องย่อยยับ ถูกคนนับพันชี้หน้าด่าทอแน่”
หลังจากการพลิกผันหลายครั้ง ภาพลักษณ์ในสายตาเลวร้าย
ของผู้คน สวี่โม่จะตกลงสู่ขุมนรกที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิม
เว้นแต่จะมีหลักฐานที่แน่นหนากว่านี้ เพื่อลบล้างมลทินทั้งหมด
ของเขา
แต่ใครเล่าจะทำได้?
คงมีแต่คนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้นกระมัง
ณ หน้าประตูหอเหวินชางอันแออัด เด็กหนุ่มร่างกายอ่อนแอคน
หนึ่งกำลังถอนหายใจ
“พี่สวี่ โชคชะตาของเจ้าช่างโหดร้ายนัก”