พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 430 พบคุณชายสายลมหนุนอีกครั้ง
เขาสูญเสียบิดามารดาไปตั้งแต่อายุสิบสอง ล้มป่วยนอนติดเตียง
หลายครั้ง เป็นถงเซิงที่ถูกกลั่นแกล้งซ ้าแล้วซ ้าเล่า เป็นจวี่เหรินถูกบีบ
บังคับให้ออกจากบ้านเกิด ผลการการสอบระดับแคว้นยังถูก
สับเปลี่ยน จนถึงตอนนี้ต้องมาถูกวางแผนใส่ร้ายอีก อาจกล่าวได้ว่า
ได้ลิ้มรสความสุขและความทุกข์ในโลกมนุษย์แล้ว
หากมองจากแง่มุมนี้ สวี่โม่นับว่ามีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญอย่าง
ไม่ต้องสงสัย
แต่เมื่อนึกถึงน้องชายที่คอยระแวดระวังอยู่เบื้องหลัง น้องสาวที่
อึดทนเหมือนลูกวัวน้อย รวมถึงสหายทั้งสามคนที่เต็มไปด้วยความ
กังวล ชื่อเสียงของจอหงวนและตำแหน่งขุนนางฮั่นหลินก็เหมือนว่า
เขาจะโชคดีอยู่บ้าง
หลายคนเคยเผชิญกับความยากลำบากเช่นเดียวกับสวี่โม่ แต่ไม่
มีใครได้ผลลัพธ์อย่างที่สวี่โม่มีในตอนนี้
ต้นตอของเรื่องทั้งหมดคือนิสัยที่แน่วแน่ไม่หวั่นไหวของเขา
สติปัญญาอันกล้าแกร่งที่พัฒนาไปข้างหน้าของเขา ความมุ่งมั่นไม่
ย่อท้อของเขา และคุณธรรมอันดีงามของเขา
กระทั่งในเวลานี้ท่ามกลางความวุ่นวายรอบด้าน บรรดาบัณฑิตที่
ต่างโอนเอนไปมาดั่งต้นหญ้าริมรั้ว ญาติมิตรที่ต่างเป็นห่วงกังวล สิ่ง
แรกที่เขาคิดถึงกลับไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นเด็กหนุ่มผู้ร่างกายอ่อนแอ
ราวกับต้นหลิวคนนั้น
คำสัญญาที่เคยให้ไว้อย่างหนักแน่นในอดีตยังคงดังก้องอยู่ข้างหู
แต่สหายที่รู้ใจกลับต้องนอนป่วยอยู่บนเตียง
แม้จะรู้ว่าสหายคนนั้นมีร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิด แม้จะรู้ว่า
สหายคนนั้นยากจะมีชีวิตยืนยาวถึงอายุยี่สิบปี แต่ตอนนี้เขาก็ยังอด
รู้สึกเศร้าโศกจากก้นบึ้งของหัวใจไม่ได้
“วันนี้ข้ามาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้พี่ชาย ข้าจะทำให้โจร
ขโมยผู้นี้พินาศย่อยยับ ถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวง!” เสียงของ
หวังอวี้เหยาดังขึ้นอย่างเหมาะเจาะ
เหล่าบัณฑิตถูกปลุกเร้า พวกเขาเปล่งเสียงอย่างไม่ยั้งคิด
“ออกไปจากเมืองหลวงเสีย”
“เจ้าโจรขโมยจงออกไปจากเมืองหลวงเดี๋ยวนี้เสีย!”
“การสอบขุนนางต้องไม่มีการทุจริต ความจริงจะต้องปรากฏแก่
ใต้หล้าในไม่ช้า”
“สวี่โม่ออกไปจากเมืองหลวงเสีย คืนความรุ่งโรจน์ให้ฝูเฟิง”
คนที่ไร้ซึ่งปัญญาและเหตุผลของตนเอง เพียงคำพูดเล็กน้อยก็
สามารถปั่นหัวได้ พวกเขาเชื่อมั่นอย่างดื้อรั้นในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ยิ่งพวกเขาเคยสนับสนุนสวี่โม่มากเพียงใด ตอนนี้ก็ยิ่งกล่าว
หาสวี่โม่มากขึ้นเท่านั้น
พวกเขาตะโกนเสียงดังราวกับกำลังประกาศความอยุติธรรมของ
การสอบขุนนาง หรือเพื่อพร ่าบ่นถึงความทุกข์ยากในชีวิต พวกเขาก็
ล้วนพบช่องทางระบายความรู้สึกและปล่อยมันออกมาอย่างรุนแรง
เจียงเซิงยืนอยู่ข้าง ๆ น ้าตาร่วงหล่นด้วยความกังวล เวินจืออวิ่น
ตัวสั่นเทาขณะผลักบัณฑิตที่พยายามจะกรูเข้ามา ฉีหวาย อันจวิ่น
และจูซือหวนใช้ร่างกายของพวกเขาสร้างกำแพงมนุษย์ ปกป้องเด็ก
หนุ่มที่ยืนตัวตรงสง่า
ใบหน้ามากมายที่กำลังคำรามใส่กลายเป็นปากขนาดใหญ่ที่
กลืนกินคน ปฏิญาณว่าจะกลืนกินความจริงให้สิ้น
หวังอวี้เหยาพอใจกับผลลัพธ์นี้ หัวใจที่เคยเต้นระรัวกลับมาเต้น
ตามปกติ คราวนี้ฟางหยวนคงจะยอมรับคำขอแต่งงานแล้วกระมัง
นางรู้สึกยินดีนัก จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าบรรดาบัณฑิตที่ยืนอยู่
หน้าประตูถูกสลายออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่
หวังฝูเฟิงเดินเข้ามาในหอเหวินชางโดยมีบ่าวผู้ซื่อสัตย์และญาติ
พี่น้องคอยประคองอยู่
ท่ามกลางเสียงเรียกอันแสบแก้วหูและฝูงชนที่ตื่นเต้น เขาสูดลม
หายใจลึก ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเปล่งเสียงออกมา “ทุกท่าน โปรด
สงบลงด้วย”
เสียงของคุณชายผู้นี้ใสกังวาน ราวกับแสงจันทร์และดวงดาว
กระจ่างแสง ราวกับสายน ้าที่ไหลริน
น่าเสียดายที่รอบข้างกำลังวุ่นวายเกินไป ลำธารสายเล็ก ๆ ที่
ไหลลงสู่ทะเลใหญ่ยากจะสร้างคลื่นแม้เพียงน้อยนิด
เขาไม่ได้ย่อท้อ ยังคงเรียกซ ้าแล้วซ ้าเล่า “ทุกท่าน โปรดสงบลง
ด้วย”
“ทุกท่านโปรดสงบลงหน่อยเถอะ”
กลุ่มคนค่อย ๆ เริ่มเงียบลงจากบริเวณใกล้เคียง บัณฑิตมากมาย
ราวกับความร้อนอบอ้าวที่ได้พบกับความเย็นสบาย ราวกับอากาศที่
ร้อนจัดได้พบกับหิมะ พวกเขาหยุดพูดด้วยความตกตะลึง
หวังอวี้เหยาหันหน้ามามอง พอเห็นคนที่ควรจะนอนป่วยอยู่บน
เตียง นางตกใจจนแทบยืนไม่อยู่ “พี่ชาย ท่าน…ท่านมาได้อย่างไร?
ท่านมาปรากฏตัวที่เมืองหลวงได้อย่างไรกัน?”
คุณชายหลุบตาลง กล่าวด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ทุกสิ่งล้วน
เป็นไปได้”
ผู้คนรอบข้างต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ยังไม่เข้าใจ
ว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาใช้โอกาสนี้ยกยิ้มบางพร้อมประสานมือคำนับ “ขอคารวะ
สหายบัณฑิตทั้งหลาย ข้าหวังฝูเฟิง ขอบคุณที่พวกท่านไม่รังเกียจ
และมอบฉายาคุณชายสายลมหนุนให้แก่ข้า”
ดังนั้นคุณชายสายลมหนุนตัวจริงก็ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว
ผู้คนต่างส่งเสียงอื้ออึงทันที
หอเหวินชางเคยมีคุณชายหลายคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ล้วนมีคน
รู้จัก อีกทั้งยังมีคนเข้ามาสนทนาด้วยอย่างคุณชายไผ่เขียวหรือ
คุณชายซือหวน พวกเขาล้วนเป็นที่ชื่นชมของเหล่าบัณฑิตทั่วหล้า
และมักจะสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ
มีเพียงคุณชายสายลมหนุนเท่านั้นที่ลึกลับ ไม่เคยมีใครเห็นโฉม
หน้าที่แท้จริงของเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถกเถียงเรื่องราวมากมาย
หรือการระบายความรู้สึกในใจ
บางคนกล่าวว่า คุณชายสายลมหนุนอาจเป็นสตรีผู้งามสง่า จึง
ไม่ออกมาปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน
บางคนกล่าวว่า คุณชายสายลมหนุนมีร่างกายอ่อนแอ ดูท่าจะ
จากโลกนี้ไปเร็ว
และยังมีคนกล่าวอีกว่า คุณชายสายลมหนุนเป็นเพียงชื่อปลอม
ที่ถูกสร้างขึ้นจากคนตระกูลใหญ่ เพื่อให้ได้รับการยกย่องจากเหล่า
บัณฑิต
ด้วยความลึกลับเกินไปเช่นนี้เอง ทำให้หลายปีมานี้เขาค่อย ๆ
ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำของเหล่าคุณชาย แม้แต่ข่าวลือ
เหลวไหลที่ว่า “เขาเป็นคนเขียนแทนให้กับคุณชายไผ่เขียว” ก็ยังมี
บัณฑิตที่เชื่อ
สรุปแล้ว คนเรามักจะมีจินตนาการมากมายต่อสิ่งของและบุคคล
ที่พวกเขาไม่เข้าใจ ยิ่งจินตนาการว่าลึกลับก็ยิ่งคาดเดาไม่ได้ จน
สุดท้ายแม้แต่ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ก็ไม่รู้ว่าควรจะเขียนอย่างไร
โชคดีที่เขามาปรากฏตัว
คุณชายสายลมหนุนตัวจริง
เขามาแล้ว!
คุณชายที่อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปร่างผอมบางอ่อนแอ
ท่าทางเจ็บป่วย ใบหน้างดงามหมดจดและหล่อเหลา สะอาดและ
อ่อนโยน สวมเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนา ขนจิ้งจอกที่คอเสื้อขับเน้น
ความสูงส่งอย่างที่ไม่มีใครเทียบได้
บริสุทธิ์และสูงส่ง อ่อนแอและบอบบาง
เขาเปรียบเสมือนเกล็ดหิมะกลางฤดูหนาว ร่วงหล่นลงมาอย่าง
อ้อยอิ่งจากอากาศ งดงามและใสบริสุทธิ์ ทำให้อดไม่ได้ที่จะยื่นฝ่ามือ
ออกไปปกป้อง แต่พอสัมผัสกลับสูญสลายไป
“นี่ นี่คือคุณชายสายลมหนุนจริงหรือ” เสียงพึมพำดังขึ้นในหมู่
คน
ไม่นานก็ได้รับคำตอบ “ข้าได้ยินคุณหนูหวังคนนั้นเรียกเขาว่า
พี่ชาย คงจะใช่นะ”
ในที่สุดทั้งหอเหวินชางก็จมดิ่งลงสู่ความเงียบงัน บรรดาบัณฑิต
ทั้งหมดต่างเหม่อมองมา บ้างก็สำรวจ บ้างก็สงสัย บ้างก็เคารพยำ
เกรง
และยังมีสายตาอีกคู่หนึ่งที่ไม่อยากจะเชื่อ มันเกือบจะสั่นเทาด้วย
ความตื่นตะลึง
หากกล่าวว่าแรกเริ่มที่ได้ยินเสียงก็คิดว่าเป็นภาพลวงตา แต่
ในขณะที่ห้องโถงนี้เงียบลงราวกับนกกาไม่ส่งเสียงร้องและเด็กหนุ่มผู้
สูงศักดิ์มายืนยิ้มอยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นหลักฐานยืนยันว่าสหายที่เขา
กำลังเป็นห่วง หลังจากผ่านไปเกือบสามปีก็ได้ปรากฏตัวต่อหน้าข้า
อีกครั้ง
“ฝู…ฝูเฟิง?” สวี่โม่เอ่ยเสียงสั่นด้วยความเหลือเชื่อ
คุณชายยกยิ้มอ่อนโยน ค้อมกายคำนับเบา ๆ “นานแล้วที่ไม่ได้
พบกัน พี่สวี่”
เวลาราวกับนานมากแต่ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน สวี่โม่เดินออกมา
จากหลังกำแพงมนุษย์ ผ่านบัณฑิตมากมายมายืนเผชิญหน้ากับเขา
ในระยะใกล้
“ที่นี่คือเมืองหลวงนะ”
“ใช่แล้ว เมืองหลวงในฤดูหนาวช่างงดงามนัก” หวังฝูเฟิงยิ้มบาง
“เจริญรุ่งเรืองกว่าเขตอันสุ่ยมากทีเดียว”
“ข้าหมายถึง” สวี่โม่พยายามรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้
“ร่างกายของเจ้าไม่แข็งแรง เจ้ามาถึงเมืองหลวงได้อย่างไรกัน?”
และเพราะเหตุใด เขาถึงมาในฤดูกาลที่หนาวเย็นเช่นนี้
เพราะเขาหรือ?
ผู้คนข้างกายอีกฝ่ายอยากจะพูดแต่ก็ถูกห้ามด้วยการโบกมือ
เบา ๆ
“การพักฟื้นตลอดสองปีนี้ทำให้ร่างกายข้าดีขึ้นมาก อีกทั้งข้ายัง
อยากมาชมความงามของแผ่นดินอันยิ่งใหญ่จึงได้มาที่นี่” หวังฝูเฟิง
เหลือบมองหวังอวี้เหยาที่พยายามถอยหลัง จึงยิ้มและเบี่ยงเบนหัวข้อ
สนทนาไป “ยิ่งไปกว่านั้น น้องสาวยังต้องมาแต่งงานกับคุณชาย
ตระกูลฟาง พวกข้าสองคนในฐานะพี่ชาย ย่อมต้องมาส่งเจ้าสาวเป็น
ธรรมดา”
ช่างสมกับเป็นคุณชายสายลมหนุนจริง ๆ เพียงประโยคเดียวก็
พูดถึงสามประเด็นสำคัญ
ประเด็นแรก หวังอวี้เหยาที่เรียกพี่ชายติดปากอยู่ตลอด ทำให้คิด
ว่าทั้งสองคนเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา แต่ที่แท้ก็เป็นแค่ลูกหลานร่วม
ปู่ย่าเท่านั้น
ประเด็นที่สอง หวังอวี้เหยามาแต่งงานเข้าตระกูลฟาง เช่นนั้นการ
กระทำก่อนหน้านี้ของนาง…
ประเด็นที่สาม บุตรชายจากภรรยาเอกของตระกูลหวัง นอกจาก
หวังฝูเฟิงแล้วก็เหลือเพียงหวังหมิงอวี่ซึ่งไม่คิดว่าเขาจะมาด้วย
คุณชายที่เคยเป็นคนเหลวไหลในอดีต บัดนี้กลับมีรูปร่างผอม
คล ้าทว่าสง่างาม ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยความยากลำบากที่ถูก
กาลเวลากัดกร่อน
ดูเหมือนเขากำลังมองหาเจิ้งหรูเชียน หลังจากมองอย่างละเอียด
และไม่พบ จึงก้มหน้าลงด้วยความหดหู่ใจ