พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 44 ช่วงเวลาสำคัญของจ่างเยี่ยน
เจียงเซิงเองก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
แต่โคมไฟหมุนนั้นสวยงามเหลือเกิน ทำนางหัวใจเต้นรัวมาก ๆ
“เจ้าชอบอันนี้หรือ” เจิ้งหรูเชียนตกใจจนตะลึง ไม่คิดว่าน้องสาว
ตนเองจะมีรสนิยมดีขนาดนี้ ถึงขั้นเลือกอันที่ได้มาอย่างยากที่สุด
เจียงเซิงมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง “พี่รองเอามันมาได้หรือไม่”
หากตอนนี้มีเลือดไก่อยู่ในปากเจิ้งหรูเชียน เขาคงพ่นมันจนเต็ม
พื้นไปหมดแล้ว
น้องสาว…เจ้าประเมินข้าสูงเกินไปแล้วนะ
“ลูกคิดยังพอทำได้อยู่” เจิ้งหรูเชียนพึมพำ “ส่วนบทกลอนคู่กับ
บทความ เจ้าคงต้องไปหาพี่ใหญ่แล้ว”
เจียงเซิงจึงมองสวี่โม่ด้วยสายตาคาดหวังเช่นกัน
สวี่โม่รู้สึกหนักอึ้งบนบ่าทันที เขามีพรสวรรค์ด้านวรรณกรรมอยู่
บ้าง ทั้งยังได้รับคำชมจากอาจารย์ในสำนักศึกษาด้วย แต่เพราะอายุ
ยังน้อย การอ่านของเขาจึงยังจำกัดขอบเขต ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ทั้งหมด
แต่แววตาของเจียงเซิงสว่างจ้าเหลือทน จนสวี่โม่กับเจิ้งหรูเชียน
รู้สึกว่าหากไม่พยายามให้มาก ก็ไม่นับเป็นลูกผู้ชายแล้ว
“ลองดูก่อนเถอะ” ทั้งสองสบตากัน เริ่มครุ่นคิดในใจ
จ่างเยี่ยนหรี่ตาลง สังเกตปัญหาทั้งข้อสองอย่างละเอียด เหมือน
มันจะไม่ยากเท่าไหร่
ขณะเจิ้งหรูเชียนกำลังคิดออกและเตรียมลุกขึ้นตอบคำถามเรื่อง
ลูกคิด เจ้าของร้านโคมไฟหมุนก็เดินมาพร้อมรอยยิ้ม
“ลูกค้าทั้งหลาย คำตอบของพวกเรา ต้องให้หนึ่งคนตอบปัญหา
ตั้งแต่ต้นจนจบ ห้ามร่วมกันตอบเด็ดขาด”
เจิ้งหรูเชียนชะงักค้างไปครู่หนึ่ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปัญหาข้อนี้แก้ได้ไม่ยากนัก แต่กลับไม่มีใคร
สามารถคว้าโคมไฟหมุนนั้นได้เลย
ในสมัยนี้ ผู้ที่เรียนรู้เรื่องลูกคิดมักไม่ค่อยเรียนบทกลอนคู่และ
บทความ
ส่วนคนที่เรียนบทกลอนคู่กับบทความก็มักจะไม่แตะต้องเรื่อง
ลูกคิดเช่นกัน
ดังนั้น บนถนนสายนี้จึงใช่ว่าไม่มีคนที่ฉลาด แต่ไม่มีผู้ที่ฉลาด
รอบด้านเท่านั้นเอง
“ดูท่าโคมไฟหมุนคงต้องตัดใจแล้ว” เจิ้งหรูเชียนหันหลังกลับ
สีหน้าเจียงเซิงหม่นหมองลงทันที
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกปวดใจยิ่งนัก แต่เขาถนัดเรื่องลูกคิด ไม่ถนัดบท
กลอนคู่และบทความ จึงไร้ทางช่วยนางจริง ๆ
ส่วนสวี่โม่ยิ่งไม่รู้เรื่องลูกคิดเลยแม้แต่น้อย
ขณะพวกเขากำลังคิดหาวิธีปลอบใจน้องสาวอยู่นั้น จ่างเยี่ยนซึ่ง
เงียบมาตลอดผุดลุกขึ้นยืนทันใด “พี่รอง ช่วยสอนเรื่องลูกคิดให้ข้า
ด้วย”
“เจ้าเรียนตอนนี้เลยหรือ” เจิ้งหรูเชียนตกใจ “ไม่เพียงไม่มีลูกคิด
ให้ฝึก แค่เวลาสั้น ๆ คงเรียนไม่เข้าใจหรอก”
ขนาดเขาเองก็ต้องสังเกตเถ้าแก่ไป๋ถึงห้าหกวัน และแอบฝึกฝน
อีกครึ่งเดือนกว่าจะเรียนรู้มันได้
จ่างเยี่ยนไม่พูดอะไร เพียงมองเขานิ่ง ๆ
เจิ้งหรูเชียนปิดปากฉับ เชื่อโดยไม่ทราบสาเหตุว่าเจ้าห้าอาจทำ
ได้ เขาก้าวไปหา อธิบายวิชาลูกคิดด้วยวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด
จ่างเยี่ยนหลับตาลง สักพักก็ลืมตาขึ้น ยกมือไพล่หลัง ก้าวยาว ๆ
ขึ้นไปบนเวที
อาจเป็นเพราะร่างกายของเขาที่อายุเพียงสิบขวบนั้นตัวเล็ก
เกินไป หรือไม่ก็เป็นเพราะในที่สุดก็มีคนกล้าขึ้นเวทีไปแล้ว ทั่วทั้ง
ถนนจึงเงียบสงัดลง
“ลูกค้าตัวน้อยผู้นี้ พร้อมจะตอบคำถามแล้วหรือ” เจ้าของร้าน
ถามด้วยรอยยิ้ม
จ่างเยี่ยนพยักหน้า
เจ้าของร้านหยิบปัญหาข้อแรกขึ้นมา “จากหนึ่งถึงหนึ่งร้อย บวก
ครั้งละหนึ่ง ข้าต้องการให้เจ้าคำนวณออกมาก่อนธูปดอกนี้จะมอด”
ผู้คนมองตามการผายมือของเขาไป เห็นเพียงธูปขนาดเท่า
นิ้วโป้งดอกหนึ่ง ซึ่งตอนนี้จุดไฟติดแล้ว
หากเปลี่ยนมันเป็นเวลาหายใจ คาดว่าเพียงหายใจเข้าออกห้า
สิบครั้งก็มอดดับแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคำนวณจากหนึ่งบวกไปถึงหนึ่งร้อยอีก
เจียงเซิงอดเป็นห่วงพี่ห้าของนางไม่ได้ พี่ชายคนอื่น ๆ ก็ขมวด
คิ้วมุ่นเช่นกัน
เจิ้งหรูเชียนยิ่งตะโกนอย่างบ้าคลั่งในใจว่า “จบกัน จบกันแล้ว
จบสิ้นกันแล้ว!” คำถามข้อนี้ยากเกินไป หากเขาถือลูกคิดอยู่ก็ต้อง
ใช้เวลาคำนวณไปอีกนาน แต่จ่างเยี่ยนที่เพิ่งเรียนรู้เรื่องลูกคิดยิ่งไป
กันใหญ่
ทุกคนที่อยู่หน้าโคมไฟหมุนรวมถึงเจ้าของร้านต่างคิดไปในทาง
เดียวกัน
จ่างเยี่ยนเองก็ขมวดคิ้ว ยืนนิ่งอยู่นาน
กระทั่งธูปเกือบจะดับ
เจ้าของร้านยิ้มกว้าง พร้อมรอต้อนรับผู้เข้าแข่งขันคนต่อไป
จ่างเยี่ยนกลับเปล่งเสียงบอกตัวเลขทันที “ห้าร้อยห้าสิบ”
เจ้าของร้านตกใจ รีบหยิบม้วนกระดาษออกมา “…คุณชายตอบ
ถูกต้อง”
คนทั้งงานต่างฮือฮา
นายน้อยจากตระกูลที่ร ่ารวยส่งคนไปรวบรวมเงินหนึ่งร้อยเหวิน
และแบ่งออกในปริมาณที่แตกต่างกัน แล้วนำมารวมกันอีกครั้ง
ผลปรากฏว่ามีห้าร้อยห้าสิบเหวิน
“เจ้าคำนวณอย่างไร” มีคนสงสัย
“ใช่ ๆ ข้าก็คำนวณได้ แต่เจ้าเร็วเกินไป” ยังมีคนไม่ยอมแพ้
“หรือว่ารู้คำตอบล่วงหน้าแล้ว”
เจ้าของร้านรีบโบกมือ “คุณชายอย่าเอ่ยเช่นนั้น พวกข้าไม่เคย
เห็นคุณชายผู้นี้มาก่อนเลย”
“แต่ข้าก็อยากรู้ว่าเขาคำนวณได้อย่างไร ขอถามคุณชายว่าจะ
บอกวิธีได้หรือไม่”
จ่างเยี่ยนมองเขา เอ่ยเพียงสองคำ “กฎเกณฑ์”
ทุกสิ่งในโลกล้วนมีกฎเกณฑ์ เมื่อค้นพบแล้ว ปัญหายาก ๆ ก็
แก้ไขได้ง่าย
ผู้ที่ฉลาดหลักแหลมในงานอย่างสวี่โม่เข้าใจทันที
ส่วนกลุ่มที่ยังมึนงงก็เหมือนเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ
จ่างเยี่ยนยิ้มเล็กน้อย “ข้อสอง”
หลังผ่านข้อแรกซึ่งยากที่สุดไปแล้ว บทกลอนคู่และบทความก็แก้
ได้ง่าย ๆ
จ่างเยี่ยนไม่แสดงความสามารถอะไรอีก เพียงตอบปัญหาอย่าง
เรียบร้อย ไม่โดดเด่นหรือผิดพลาด และสามารถรับโคมไฟหมุนได้
สำเร็จ
โคมไฟที่สวยที่สุดในอำเภอเซี่ยหยางมาอยู่ตรงหน้าแล้ว เจียงเซิง
ไม่สามารถระงับความดีใจไว้ได้อีก นางวิ่งไปกอดพี่ห้าแน่น
“ขอบคุณพี่ห้า ท่านเก่งที่สุดเลย”
จากนั้นเด็กหญิงก็กอดโคมไฟหมุน กระโดดโลดเต้นด้วยความดี
ใจ
จ่างเยี่ยนรู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของนาง เขาก็อด
ยิ้มตามไม่ได้
ส่วนเจิ้งหรูเชียนรู้สึกหมั่นไส้เขา พึมพำอยู่ข้าง ๆ “ทุกครั้งที่ข้าให้
เงินเจียงเซิง ข้าไม่เคยเห็นนางดีใจจนกอดข้านานเช่นนี้เลย”
สวี่โม่ชำเลืองมองเขา “อย่างน้อยนางก็ยังเคยกอดเจ้า แต่
น้องสาวไม่เคยกอดข้าเลยสักครั้ง”
“นางก็ไม่เคยกอดข้า” ฟางเหิงเริ่มรู้สึกไม่พอใจ
เวินจืออวิ่นยกมือขึ้นช้า ๆ “นางก็ไม่เคยกอดข้า”
กางเกงผังต้าซานแห้งดีแล้ว เขาอยากจะพูดบ้าง แต่หลังจากคิด
เรื่องนี้แล้ว เขาก็เงียบเสียงไว้
หลังเดินเล่นบนถนนอีกพักหนึ่ง เจียงเซิงก็รู้สึกหิว
เจิ้งหรูเชียนเสนอให้ไปทานอาหารที่ร้านเรือนโยวหราน แต่ถูก
คัดค้าน
เพราะเรือนโยวหรานเป็นร้านอาหารระดับสูง กินเพียงมื้อเดียวก็
ต้องใช้เงินหลายตำลึง ถ้าเป็นอาหารมื้อใกญ่คงต้องขายทรัพย์สิน
ทั้งหมดในบ้านเพื่อจ่าย
ผู้ใดจะใช้เงินหลายสิบตำลึงเพื่อกินอาหารมื้อเดียว
ตอนนั้นเจียงเซิงไม่รู้ว่า ในโลกนี้ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ใช้
จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพียงเพื่ออาหารมื้อเดียว
นางจำได้เพียงช่วงเวลาที่ลำบาก ในวันที่ไม่มีแม้แต่เงินสักแดง
นางยังต้องแย่งอาหารกับสุนัข
เพราะเคยลำบากมาก่อน จึงซาบซึ้งและเห็นคุณค่า
ในยามค ่าคืน พี่ชายทั้งหลายต่างหลับสนิทไปแล้ว
เจียงเซิงลุกขึ้นจากเตียง คุกเข่าลงต่อหน้าพระพุทธองค์ ขอให้
ท่านช่วยคุ้มครอง และขอให้ชีวิตเช่นนี้ของนางคงอยู่ตลอดไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
เจิ้งหรูเชียนตื่นแต่เช้าตรู่ ไปซื้อของฝากจากอำเภอเซี่ยหยาง
อำเภอแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องขนมหวานและขนมอบกรอบ และราคาก็
แตกต่างกันไป
เขาเลือกของฝากราคาปานกลาง บรรจุห่ออย่างง่าย ๆ
ส่วนผังต้าซานสวมชุดคลุมเนื้อดีนั่งอยู่ด้านหลัง พยายามแสดง
ท่าทางเป็นบุตรชายของขุนนาง แต่ปากเขากลับถามไม่หยุดว่า
“เมื่อไหร่เจ้าจะสอนข้าขี่ลา”
“รอไปก่อน” เจิ้งหรูเชียนเก็บของฝากให้เรียบร้อย “ตอนนี้เจ้า
เป็นหลานชายนายอำเภอผัง นั่งเกวียนลาก็น่าสงสารพอแล้ว ยังจะขี่
ลาอีกหรือ”
ผังต้าซานคิดว่าอีกฝ่ายพูดมีเหตุผล จึงแสดงท่าทีสบาย ๆ มาก
ขึ้น
ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงอำเภออวิ๋นสุ่ย
เจิ้งหรูเชียนผูกลาไว้ เดินเข้าไปยังที่ว่าการอำเภออวิ๋นสุ่ยกับ
ผังต้าซานอย่างองอาจผ่าเผย ซ ้ายังเข้าไปได้อย่างง่ายดายอีกด้วย
ภาพนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ติดตามพวกเขามาสีหน้าเปลี่ยนไป
หรือผังต้าซานจะเป็นหลานชายของท่านนายอำเภอผังจริง ๆ