พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 431 พลิกกลับมาชนะ
หวังฝูเฟิงกล่าวจนทำให้บรรดาบัณฑิตต่างตะลึงงัน ส่วนคนที่
ไม่ได้โง่เขลานักก็เริ่มครุ่นคิด
เขาหันกายตามจังหวะ แล้วถามด้วยน ้าเสียงอ่อนโยนราวกับสาย
ลมเอื่อย “อวี้เหยา แม้ว่าเรื่องการแต่งงานของเจ้ากับคุณชายฟางจะ
ตกลงกันไว้เมื่อสามปีก่อน แต่ก็ยังไม่ได้กำหนดวันแต่ง อีกทั้งท่านลุง
ใหญ่ก็จากไปเสียก่อน ดังนั้นจึงเหลือเพียงพี่ชายทั้งสองคนที่จะ
วางแผนให้เจ้า”
“ถูกต้องแล้ว อวี้เหยา” หวังหมิงอวี่ก็เอ่ยขึ้นด้วยน ้าเสียงแหบพร่า
“พวกข้าเป็นพี่ชายของเจ้า จะทำแต่สิ่งที่ดีให้เจ้าเท่านั้น ไม่มีทางทำ
ร้ายเจ้าหรอก”
ไม่ทำร้ายนาง?
หวังอวี้เหยาเกือบจะหัวเราะด้วยความโมโห สองคนนี้คอยจับตา
ดูนางตั้งแต่อยู่ในเขตอันสุ่ยแล้ว ยามนี้ยังตามมาถึงเมืองหลวงเพื่อ
ขัดขวางแผนการของนางอีก แล้วยังจะกล้าพูดว่าไม่ได้ทำร้ายนาง
หรือ?
หากพวกเขาหวังดีต่อนางจริงก็จงไสหัวไปสิ ไสหัวออกจากเมือง
หลวง ไสหัวกลับไปที่เขตอันสุ่ยเสีย
แต่ก่อนนางจะทันได้ตะโกนออกมา ก็มีคนฉลาดร้องตะโกน
ขึ้นมาก่อน “ที่แท้คุณหนูคนนี้ก็คือว่าที่ภรรยาของคุณชายฟาง สม
แล้วที่ทุ่มเทใส่ร้ายป้ายสีคุณชายไผ่เขียว”
“สวรรค์ หลังจากใส่ร้ายคุณชายไผ่เขียวแล้ว คุณชายฟางก็จะ
หลุดพ้นข้อกล่าวหาการทุจริตการสอบขุนนางใช่หรือไม่?”
“นี่มันกลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยจ้าวชัด ๆ ตระกูลฟางวางกลอุบายได้
แยบยลจริง ๆ”
“อย่าเพิ่งพูดเร็วไปเหมือนหญ้าริมรั้วที่ไม่มีข้อสรุปแน่ชัดนักสิ”
“ใช่แล้ว ๆ ยังไม่รู้เลยว่าใครถูกใครผิดกันแน่”
คนฉลาดคนเดิมกระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยอีกครั้ง “แทนที่จะสับสน
ไปมา ทำไมไม่ถามคุณชายสายลมหนุนดูเล่า ว่าเขาเคยเขียนแทน
คุณชายไผ่เขียวหรือไม่”
แต่ก่อนตัวเขาไม่อยู่ที่นี่ พวกเขาจึงคาดเดา สงสัย และเรียกร้อง
ความยุติธรรม
ตอนนี้ตัวเขามาอยู่ที่นี่แล้ว คำพูดหมื่นพันไม่เทียบเท่ากับการ
ตอบด้วยตัวเอง
ดังนั้น สายตานับไม่ถ้วนจึงจับจ้องมาอีกครั้ง มีบัณฑิตท่าทาง
สง่างามคนหนึ่งคำนับและกล่าวว่า “ขอถามคุณชายสายลมหนุน
ท่านสามารถพูดต่อหน้าพี่น้องมากมายได้หรือไม่ ว่าท่านเคยเขียน
แทน คุณชายไผ่เขียวหรือไม่?”
“อีกทั้งพวกจดหมายฉบับนั้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หัวข้อสนทนาถูกดึงกลับมาสู่เรื่องหลักในที่สุด บัณฑิตหลายสิบ
หลายร้อยคนต่างเงี่ยหูฟังเพื่อค้นหาคำตอบ
แม้แต่หวังอวี้เหยาก็ยังเงยหน้าขึ้นมาอย่างหวาดหวั่น หัวใจนาง
เต้นรัวจนกลับมาจุกอยู่ที่ลำคออีกครั้ง
สวี่โม่มองเขม็ง
ในความคาดหมายของทุกคน หวังฝูเฟิงอาจส่ายหน้าอธิบาย
และอยากพูดจาอย่างคล่องแคล่ว
แต่เขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น
เขาหมุนตัวอย่างสง่างาม ไม่ได้ส่ายหน้าอธิบาย ไม่ได้ตอบ
คำถาม แต่กลับปรบมือไปด้านนอก
เสียงนั้นดังไปถึงถนน คนที่รออยู่นานแล้วต่างตื่นตัว แหวกกลุ่ม
คนเข้ามาถึงห้องโถงหลักของหอเหวินชาง
หนึ่งคน สองคน สามคน
บรรดาอาจารย์และญาติมิตรทั้งหมดที่สวี่โม่ได้พบเจอระหว่าง
การศึกษาเล่าเรียนของเขา ต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง
พวกเขายังคงมีร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล บ่า
ไหล่อาจจะห่อลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อจิตใจที่เปี่ยมล้นไปด้วย
ความกระตือรือร้น
คนแรกที่ปรากฏตัวคืออาจารย์เฉียน ในตอนนั้นเขาคือคนที่รับ
เงินทองแดงจำนวนมากจากมือของเจียงเซิงและเป็นผู้นำพาสวี่โม่สู่
การสอบถงเซิง ได้เห็นผู้เรียนที่มีความสามารถโดดเด่นเปล่งประกาย
งดงาม
“ตั้งแต่ตอนที่ข้าสอนเด็กคนนี้ ข้าก็รู้แล้วว่าเขามีพื้นฐานที่ดี แต่
ความรู้ระดับถงเซิงนั้นข้าค่อย ๆ สอนให้เขาทีละน้อย ความพยายาม
ของเสี่ยวโม่เป็นที่รู้กันทั่วทั้งสำนักศึกษา พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาใส่
ร้ายความรู้ของเขา ใส่ร้ายความพยายามหลายปีของเขา?” อาจารย์
เฉียนพับแขนเสื้อขึ้นแล้วตะโกนด่า “ไม่ได้กินองุ่นแล้วเที่ยวพูดว่า
องุ่นนั้นเปรี้ยว บัณฑิตชอบดูถูกกันเอง การยอมรับความเก่งกาจของ
คนอื่นมันยากนักหรือ?”
ต่อมาอาจารย์ที่สอนระดับจวี่เหรินก็พูดอย่างสุภาพกว่าว่า
“บัณฑิตสวี่ไม่เพียงขยันหมั่นเพียร แต่พรสวรรค์ก็หาได้ยากในรอบ
หลายปี ข้าไม่เคยเห็นเจี้ยหยวนอายุสิบสี่มาก่อน ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคงดู
ถูกเจี้ยหยวนจากสำนักศึกษาเล็ก ๆ ของพวกข้า คิดว่าไม่ได้เรื่อง แต่
พวกเจ้ามีเจี้ยหยวนที่อายุสิบสี่กี่คนกัน?”
ทันใดนั้นก็มีคนเดินออกมาอีก เขาเปิดจดหมายในมือ กระแอม
เบา ๆ แล้วพูดว่า “ข้าคือที่ปรึกษาของท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ย
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อต้องการให้ข้ามาบอกกับทุกคนว่า พวกเจ้าจะดู
หมิ่นสิ่งใดก็ได้ แต่ห้ามดูหมิ่นความยุติธรรมของการสอบขุนนางที่
เขตอันสุ่ย ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อยินดีเอาชีวิตและทรัพย์สินเป็นประกัน
ว่าไม่มีการคดโกงใด ๆ เด็ดขาด!”
เขาคือบัณฑิตที่มาจากเขตอันสุ่ย ทุกคนจากเขตอันสุ่ยจึงต่าง
ปกป้องเขา
ต่อให้จะต้องเดินทางมาไกลพันลี้ ต่อให้จะต้องเอาชีวิตและ
ทรัพย์สินเป็นเดิมพัน ต่อให้จะต้องเผชิญหน้ากับคนตระกูลใหญ่ใน
เมืองหลวง
สวี่โม่อธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร เขารู้สึกเพียงคอแห้งผาก
ดวงตาแสบร้อน สายตาพร่ามัว เรื่องราวในอดีตทั้งหมดได้รับการ
ยืนยัน อาจารย์เฉียนตื่นเต้นจนถึงขั้นจะลากคนทั้งสำนักศึกษามา
เป็นพยาน
บรรดาบัณฑิตต่างตกตะลึงพรึงเพริด ในใจพวกเขาเอ่อล้นไป
ด้วยความละอายและสำนึกผิด
แต่ก็ยังมีคนที่ตะโกนด้วยความไม่พอใจ “สิ่งที่ท่านพูดเป็นเรื่องที่
เขตอันสุ่ย แต่ที่นี่คือเมืองหลวง ใครจะรู้ว่าพอเขามาถึงเมืองหลวงแล้ว
เห็นว่าความรู้ของตนเองไม่เพียงพอก็เลยเริ่มคิดกลโกงขึ้นมา”
ถูกต้องแล้ว เขตอันสุ่ยเป็นเพียงตัวแทนของสวี่โม่ในวัยสิบสี่ปี ไม่
อาจเป็นตัวแทนของเขาที่กำลังจะอายุสิบเจ็ดปีได้
หวังฝูเฟิงไม่ตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขาหันไปมองประตูใหญ่
ของหอเหวินชางอีกครั้ง ราวกับกำลังรอคอยใครบางคนให้ปรากฏตัว
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงถอนหายใจก็ดังขึ้น
ทันใดนั้นโต้วเว่ยหมิงก็พาตัวจิ้นซื่อจากกั๋วจื่อเจี้ยนเข้ามา พลาง
กล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ถูกพวกเจ้าเจอเข้าเสียแล้ว ข้าคิดว่าซ่อน
ตัวได้ดีแล้วเสียอีก”
“จิ้นซื่อคำนับทุกท่าน” จิ้นซื่อประสานมือคำนับ “ครั้งก่อน ข้า
เคยสอนสวี่โม่ที่กั๋วจื่อเจี้ยน ศิษย์คนนี้มีความคิดลึกซึ้งรอบคอบ เป็น
ที่ยอมรับของคณาจารย์ว่ามีพรสวรรค์ระดับจิ้นซื่อ”
ทุกคนต่างเชื่อว่าสวี่โม่จะสอบเป็นจิ้นซื่อได้ แต่ไม่คิดว่าเขาจะ
สอบได้อันดับหนึ่งของจิ้นซื่อหรือที่เรียกกันว่า จอหงวน
ตอนนี้ความสำเร็จของเขาเหนือกว่าเหล่าอาจารย์ในกั๋วจื่อเจี้ยน
เสียอีก
“ข้าก็เห็นเขาเดินทางมาจากเขตอันสุ่ยเช่นกัน” โต้วเว่ยหมิงก
ล่าวพลางยิ้มตาหยี “แม้ตอนแรกข้าจะคิดหาลูกเขยสักคน แต่ตอนนี้
กลับเป็นความชื่นชมที่มีต่อคนมีความสามารถจากใจจริง คนที่มี
พรสวรรค์เช่นนี้ บ้านเมืองย่อมจะมีความหวัง”
ตามที่คาดหวังไว้จากผู้อาวุโส เขาไม่เพียงชื่นชมสวี่โม่ แต่ยัง
แสดงความต้องการของตนเองอีกด้วย
แต่ในช่วงเวลาที่สวี่โม่กำลังต่อสู้กับตระกูลฟาง การที่ตระกูลโต้
วสามารถออกมายืนหยัดให้ได้ ความเมตตานี้ยากจะลืมเลือน
สวี่โม่ประสานมือคำนับ ชั่วขณะนั้นไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
มีคนมากมายที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้เขา
คุณชายไผ่เขียวก็คือคุณชายไผ่เขียว เขาสามารถเทียบเคียงกับ
คุณชายสายลมหนุนได้ แต่จะไม่มีวันลอกเลียนแบบหรือให้เขียนแทน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทุจริตการสอบขุนนาง นับตั้งแต่เขตอันสุ่ยมาถึง
เมืองหลวง ตลอดเส้นทางที่เขาเดินทางมา ทุกคนต่างเห็นด้วยตา
ตนเอง ประสบการณ์การเติบโตที่เต็มเปี่ยม ความขยันหมั่นเพียรที่
มากพอ อุปนิสัยและท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้วันนี้เหล่าญาติมิตร
และอาจารย์ร่วมมือกันกางร่มใหญ่ปกป้องเขาจากน ้าสกปรกที่สาด
มา
เขาช่างโชคดีนัก
เขาจะคู่ควรกับสิ่งนี้ได้อย่างไร
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับบัณฑิตที่รู้สึกผิดและเงียบไป เมื่อ
เผชิญหน้ากับอาจารย์และญาติมิตรที่กล่าวอย่างกระตือรือร้น สวี่โม่ก็
ได้แต่ค้อมกายคำนับ ไม่อาจพูดอะไรได้อีกนอกจาก “ข้าน้อยไม่รู้จะ
ตอบแทนอย่างไรแล้ว”
รอบนี้เขาอาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายปีเอาชนะ
หวังอวี้เหยาจากไปไม่รู้ตัวเมื่อไหร่ กลุ่มคนจากตระกูลฟางที่มา
ก่อกวนก็ถอนตัวไป
บัณฑิตที่เหลือมีทั้งคนที่เข้ามาขอโทษ คนที่พยายามสร้างความ
สนิทสนม และคนที่ต้องการสนทนาอย่างลึกซึ้งกับคุณชายสายลม
หนุน แต่ทั้งหมดถูกขัดขวางไว้
“การเดินทางไกลพันลี้ทำให้คนเหนื่อยล้า หวังว่าทุกท่านจะ
เข้าใจ” สวี่โม่กล่าวด้วยน ้าเสียงจริงใจ “รอให้มีเวลาในวันหน้า ค่อย
มาถกเถียงสนทนากันก็ไม่สาย”
“ใช่แล้ว ๆ คนที่ขี่ม้าเร่งรีบมาแทบจะตายกันอยู่แล้ว” อาจารย์
เฉียนบ่นพลางอ้าปากกว้าง “เสี่ยวโม่ เจ้าต้องเลี้ยงอาหารดี ๆ ให้
อาจารย์หน่อยนะ”
ทุกคนจึงทยอยจากไปพักผ่อน
มีเพียงหวังฝูเฟิงที่ยังคงยืนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับกำลัง
ใคร่ครวญบางสิ่ง
เขารั้งสวี่โม่ไว้แล้วถามเสียงเบา “พี่สวี่ เจ้าพูดตามมาตรงเถอะ
เรื่องครั้งนี้จบลงแล้วใช่หรือไม่”
นี่คงจะดูถูกตระกูลฟางเกินไป
ไม่ถึงกับจบลงแล้วหรอก ตระกูลฟางคงจะยังมีกลอุบายอื่นอีก
ต้องดูว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่
สวี่โม่เป็นห่วงสุขภาพของสหาย จึงไม่อยากจะพูดคุยมากนัก
แต่หวังฝูเฟิงเข้าใจแล้ว เขาปล่อยมือจากสวี่โม่ แล้วมองไปยัง
เหล่าบัณฑิตที่คลั่งไคล้ชื่นชมมากมาย
“ใกล้ถึงช่วงปีใหม่แล้ว ไม่มีอะไรตอบแทนได้ ในเมื่อทุกท่าน
อยากพบคุณชายสายลมหนุน ก็ขอนัดพบกันที่ประตูเมืองทิศ
ตะวันตกในวันที่สามสิบของปีนี้เถอะ”
“วันที่สามสิบของปี ข้าจะจัดงานเลี้ยงสนทนา หวังว่าพวกท่าน
ทั้งหลายจะให้เกียรติมาร่วมสนทนาเรื่องราวกับฝูเฟิงด้วย”