พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 432 การสนทนายามค ่าคืนใต้แสงเทียน
ภายในหอเหวินชางมีบัณฑิตมากมาย เมื่อคำพูดถูกเอ่ยออกมา
ก็จะกลายเป็นความจริง
สวี่โม่แทบไม่ทันได้ห้ามปราม ผู้คนรอบข้างก็เริ่มตื่นเต้นยินดี
ต่างแยกย้ายกันไปพูดคุยแบ่งปันข่าวนี้ซึ่งกันและกัน
“คุณชายสายลมหนุนจะมาสนทนากับพวกเรา”
“ช่างหาได้ยากยิ่ง ใครเล่าจะไม่ไป”
“ต้องไป ต้องไปแน่นอน”
แม้ว่ามันจะเป็นคืนส่งท้ายปีเก่าที่ควรจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
กันกับครอบครัว
เมื่อบรรดาบัณฑิตรอบข้างแยกย้ายกันไปแล้ว สวี่โม่จึงหยุดฝีเท้า
และกล่าวอย่างจริงจัง “ความแค้นระหว่างข้ากับตระกูลฟางไม่ใช่เรื่อง
เพียงวันสองวัน และไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขได้ด้วยการพูดคุยนะ”
“ยิ่งไปกว่านั้น…” สายตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล “ร่างกาย
ของเจ้าอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไร การเดินทางไกลครั้งนี้ขนาดอาจารย์
เฉียนยังบ่นว่าเหนื่อยล้า ข้ากลัวว่าร่างกายของเจ้าจะทนรับไม่ได้”
อีกทั้งเขายังต้องตามหาอดีตอาจารย์ทีละคน และตามหาให้
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อเขียนจดหมายมาอีก สวี่โม่ไม่รู้ว่าหวังฝูเฟิง
สังเกตเห็นความผิดปกติได้อย่างไร แถมต้องทุ่มเทความพยายาม
มากมายแค่ไหน เขาเพียงเป็นห่วงสุขภาพของสหายและหวังเพียงให้
สหายอยู่อย่างปลอดภัยไร้กังวล
เขามองเจ้าสี่แวบหนึ่ง อีกฝ่ายเดินเข้ามา ตั้งใจจะจับชีพจรให้
หวังฝูเฟิงหัวเราะเบา ๆ พลางเบี่ยงข้อมือหลบไปอย่างแนบเนียน
“ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น พวกเจ้ากังวลเกินไปแล้ว ที่จริงเมื่อได้
เดินทางสักครั้ง ข้าถึงพบว่ามันไม่ได้ลำบากอะไร”
“แต่เรื่องครั้งนี้ ข้าต้องขอโทษพี่สวี่ด้วย”
หวังฝูเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าผอมเรียวฉายแววรู้สึกผิด
“เป็นความผิดของข้าที่ดูแลหวังอวี้เหยาไม่ดีพอ ปล่อยให้นางขโมย
จดหมายและหนีมาเมืองหลวงจนก่อเรื่องวุ่นวายแบบนี้ขึ้น”
ตามหลักแล้ว หากตระกูลฟางตั้งใจวางแผน ก็ไม่มีใครสามารถ
ป้องกันได้
แน่นอนว่าจดหมายเหล่านั้นเป็นของที่หวังฝูเฟิงเก็บรักษาไว้ ซึ่ง
ยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคำโกหกที่วางแผนมาอย่างดีนี้
สวี่โม่คิ้วขมวด เหมือนจะอยากพูดอะไรบางอย่างเพื่อปลอบ
ประโลมอีกฝ่าย
หวังฝูเฟิงพลันเปลี่ยนหัวอย่างรวดเร็ว พูดขึ้นก่อนว่า “งานเลี้ยง
สนทนาไม่ได้จัดขึ้นเพื่อใช้โอกาสนี้โค่นล้มตระกูลฟาง ข้าแค่อยาก
พูดคุยกับสหายบัณฑิตนับหมื่นในเมืองหลวง เกี่ยวกับเรื่องราว
มากมายเท่านั้น”
เมื่อพูดจบ เขาก็ไม่รอให้เวินจืออวิ่นยื่นมือมาจับชีพจร ไม่รอ
ให้สวี่โม่ห้ามปรามต่อ เขารีบหมุนตัวเดินออกจากหอเหวินชางไป
หวังหมิงอวี่ติดตามเขาอย่างใกล้ชิด ราวกับเป็นองครักษ์
ประจำตัว
สวี่โม่ที่ถูกทิ้งไว้ขมวดคิ้วแน่น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
สิ่งที่ต้องทำต่อมีมากมาย อย่างการจัดหาที่พักให้อาจารย์ที่
เดินทางมาจากแดนไกล อีกทั้งต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านให้ดี และยังต้อง
ระงับเรื่องการเขียนแทนโดยเร็ว รวมถึงระวังการเคลื่อนไหวต่อไปของ
ตระกูลฟางด้วย
เมื่อจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
หวังฝูเฟิงนอนอยู่ในห้องที่จุดเตาถ่านไว้ ใต้ร่างเขาคือเบาะหนัง
เสือที่นุ่มนิ่ม บนร่างก็คลุมด้วยผ้าห่มบาง ๆ เพียงเด็กหนุ่มยกมือขึ้นก็
สามารถสัมผัสโต๊ะเล็กสี่เหลี่ยมที่วางอยู่ใกล้ ๆ บนโต๊ะมีชาร้อนที่
เตรียมไว้ กลิ่นหอมสดชื่นลอยอบอวล
แม้ว่าที่นี่จะเป็นห้องของสวี่โม่ แต่หลังจากผ่านความวุ่นวายมา
มากมาย กระทั่งเขาเองก็รู้สึกว่ามันแปลกตาไปบ้าง
บางคนเกิดมาพร้อมกับความสูงส่ง แม้แต่สถานที่พักอาศัยก็ยัง
สามารถเปล่งประกายได้อย่างงดงาม
“พี่ฝูเฟิง พวกเราไม่ได้พูดคุยกันอย่างสบาย ๆ แบบนี้มานาน
เท่าไหร่แล้ว” สวี่โม่นั่งอยู่ตรงข้าม ยกแขนเสื้อกว้างขึ้นรินน ้าชา
ของเหลวอุ่นที่ห่อหุ้มไปด้วยรสหวานบริสุทธิ์ เป็นชาปี้หลอชุนชั้น
ดีอย่างไม่ต้องสงสัย
“ไม่ถึงสามปี” หวังฝูเฟิงรับถ้วยชามาจิบเบา ๆ แล้ววางลง “เวลา
ผ่านไปทั้งเร็วและช้า ข้านอนอยู่คนเดียวในเรือนใหญ่ของตระกูลหวัง
รู้สึกว่าวันเวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน แต่พอตื่นขึ้นมาก็พบว่า พวก
เจ้าทั้งหมดก้าวหน้ามาถึงจุดนี้แล้ว”
ครั้งนั้น เพื่อไม่ให้ซุนอวี้สืบทอดตำแหน่งผู้ว่าการเขตอันสุ่ย พวก
เขาพี่น้องต่างวุ่นวายจนแทบจะบ้า
คนหนึ่งได้เป็นจอหงวน นั่งบนตำแหน่งขุนนางฮั่นหลินขั้นหก
อนาคตกำลังสดใสอย่างเห็นได้ชัด
อีกคนหนึ่งรับหน้าที่เป็นพ่อค้าหลวง กิจการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
เงินที่หาได้เทียบเท่ากับเงินของทั้งตระกูลหวัง
อีกคนหนึ่งเป็นนายทหารนำทัพ จดหมายฉบับล่าสุดกล่าวถึง
การได้เลื่อนขั้นจากท่านแม่ทัพเจียง ได้เป็นถึงตำแหน่งผู้บัญชาการ
กองพัน เทียบเท่ากับผู้บังคับการกองพันที่สาม
อีกคนหนึ่งเป็นศิษย์ของหมอหลวง วิชาแพทย์ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน
จนเหนือธรรมชาติ ชื่อเสียงของสำนักแพทย์โด่งดังขึ้นมาอย่าง
รวดเร็ว
คนที่มีฐานะสูงส่ง แต่ยังคงเต็มใจจะบริหารโรงผลิตและร้านค้า ไม่
เคยลืมเจตนารมณ์เดิม
ส่วนคนที่เหลือซึ่งดูธรรมดาที่สุด แท้จริงแล้วกลับเป็นคนที่ไม่
ธรรมดาที่สุด มีฐานะและที่มาที่ไปน่าตกใจนัก
“พวกเจ้าทำให้ข้าเห็นว่า ไม่ว่าจะมีฐานะสูงส่งหรือไม่ เพียงแค่
พยายามก็ยังมีโอกาส” เขาเอียงศีรษะยิ้มบาง “ความสูงส่งไม่ได้นำมา
ซึ่งอำนาจ ความธรรมดาก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนต้องยอมจำนนต่อความ
ธรรมดาสามัญ”
ชนชั้นที่ได้มาจากฐานะ ความมั่งมีที่นำมาซึ่งความสูงต ่า เหมือน
จะถูกลบเลือนไปจากพี่น้องทั้งหกคนนี้
สิ่งเหล่านี้มาจากประสบการณ์การร่วมทุกข์ร่วมสุขของพวกเขา
แต่มากกว่านั้นคือจิตใจที่จริงใจไม่เปลี่ยนแปลงของพวกเขา
“เป็นท่านป้าที่บอกเจ้าใช่หรือไม่” สวี่โม่หัวเราะ “บางเรื่องข้า
กล่าวในจดหมายแล้ว ทว่าไม่ได้ละเอียดมากนัก”
“สิ่งที่ข้าคิดไม่ถึงที่สุดคือท่านป้าดูสดใสขึ้นมาก ไม่เหมือนกับ
ตอนที่ยังยากลำบากและเศร้าสร้อยเมื่อก่อนเลย” หวังฝูเฟิงหัวเราะอีก
ครั้ง “สมกับที่ว่า ชีวิตคนเราเพียงแค่พยายามก็มีความหวัง”
แต่ความหวังทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของร่างกายที่สมบูรณ์
แข็งแรง
พอเห็นรอยยิ้มของหวังฝูเฟิงจางหายไป สวี่โม่ก็รู้สึกใจหายวาบ
จึงพูดถึงเรื่องที่คุยกันเมื่อตอนกลางวันอีกครั้ง
“สามปีมานี้เจ้าได้ให้ท่านหมออู๋ตรวจดูหรือไม่ เขาบอกหรือไม่ว่า
ร่างกายเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าสี่ก็มีอาจารย์คนใหม่แล้ว ให้เขามา
ตรวจรักษาเจ้าสักครั้งเถอะ”
“ไม่ต้องหรอก” หวังฝูเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ “คราวนี้ข้าพาหมอมา
ด้วยแล้ว หากเปลี่ยนคนตรวจรักษากะทันหัน เกรงว่าจะทำให้ท่าน
หมอไม่พอใจ พวกเรายังต้องกลับเขตอันสุ่ยด้วย”
“อีกอย่าง เจ้าดูข้าสิ จิตใจข้าดีถึงเพียงนี้ จะมีท่าทางอ่อนแอได้
อย่างไร”
เสียงของเด็กหนุ่มฟังดูเป็นธรรมชาติและจริงใจ สีหน้าก็ดูสงบนิ่ง
จริงๆ ทำให้สวี่โม่หาความผิดปกติไม่ได้ แม้ในใจจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่
บ้างแต่ก็ต้องกดข่มความรู้สึกนั้นไว้
“พี่สวี่ เล่าเรื่องของพวกเจ้าในช่วงหลายปีนี้ให้ข้าฟังหน่อยสิ”
หวังฝูเฟิงยิ้มตาหยี “ท่านป้าเล่าให้ฟังแค่คร่าว ๆ ข้าอยากฟัง
รายละเอียดจากปากเจ้า”
เขาเล่าเรื่องที่ตำแหน่งฮุ้ยหยวนถูกแย่งชิงไป เล่าถึงเรื่องที่เขาเข้า
ไปในท้องพระโรงเพียงลำพัง เล่าถึงความยากลำบากในการยอมรับ
ญาติครอบครัวของเจียงเซิง เล่าถึงเหตุการณ์ตื่นเต้นน่าระทึกใจตอน
ที่เจิ้งหรูเชียนแย่งชิงการค้าลิ้นจี่ เล่าถึงเวินจืออวิ่นที่ปล้นคนรวยช่วย
คนจน และเล่าถึงการจากไปอย่างไม่มีทางเลือกของจ่างเยี่ยน
พูดถึงสถานการณ์ของคนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง พูดถึง
ราชวงศ์ที่อ่อนแอไร้ความสามารถ พูดถึงการรักษาสมดุลในราช
สำนัก พูดถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากการทุจริตการสอบขุนนาง
ราตรีช่างมืดมิด ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวสว่างไสว เตาถ่าน
เผาไหม้ส่งผ่านความร้อนบิดเบี้ยว เปลวไฟในตะเกียงน ้ามันลุกโชน
น ้าชาเย็นแล้วก็ร้อนอีก เย็นแล้วก็ร้อนอีก
หวังฝูเฟิงหลับไปโดยไม่รู้ตัว สวี่โม่เพิ่งลุกขึ้น หวังหมิงอวี่ก็พลัน
เข้ามา ร่างกายที่แข็งแรงพอทำให้เขาอุ้มน้องชายของตนวางลงบน
เตียง
“พี่หมิงอวี่ไปพักผ่อนเถอะ” สวี่โม่นึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายก็เดินทาง
มาไกลเช่นกัน “ข้าจะดูแลพี่ฝูเฟิงให้ชั่วคราว”
แต่ไม่คิดว่าหวังหมิงอวี่จะส่ายหน้า “ข้าสัญญากับฝูเฟิงไว้ว่าจะ
ไม่ห่างจากเขา”
สวี่โม่ไม่มีทางเลือกจึงต้องลุกขึ้นไปพักผ่อนในห้องของเวินจืออ
วิ่น
โชคดีที่คนในบ้านกระจัดกระจายไปทั่ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มีที่ให้
อยู่แล้วจริง ๆ
แม้แต่อาจารย์ที่เดินทางมาจากแดนไกลหลายท่านก็ถูกจัดให้
พักที่โรงเตี๊ยม พรุ่งนี้เขาต้องไปพาพวกท่านเที่ยวชมเมืองหลวง
เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ พอเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้จะ
กลับไปมือเปล่าได้อย่างไร
การกินดีอยู่ดีเป็นเพียงเรื่องพื้นฐาน ยังต้องซื้อของฝากแสน
พิเศษประจำท้องถิ่นเตรียมไว้เพื่อนำกลับไปฝากญาติพี่น้องที่บ้าน
เกิดด้วย
แต่เพียงใครบางคนกล่าวถึงการกลับบ้านเกิด คนที่เหลือก็ต่าง
ปฏิเสธ “ในเมื่อพวกเรามาด้วยกันก็ควรกลับไปด้วยกัน รอคุณชายฝู
เฟิงก่อนเถอะ”
“ใช่แล้ว ๆ ข้าก็อยากเห็นคุณชายฝูเฟิงจัดงานเลี้ยงสนทนา
เหมือนกัน”
ท้ายที่สุดแล้ว มันควรจะเป็นภาพเช่นไรกันนะ