พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 433 บทเพลงสุดท้ายแห่งฝูเฟิง
งานเลี้ยงสนทนาที่กล่าวถึงนั้น แท้จริงแล้วคือการโต้วาทีอันเป็น
ที่นิยมในหมู่บัณฑิตตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น โดยมีคนหนึ่งเป็นผู้เริ่มและ
คนอื่น ๆ ร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมอภิปรายกันไม่จบสิ้นเกี่ยวกับ
ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ยกตัวอย่างจากอดีตมาวิเคราะห์ปัจจุบัน
ถึงขนาดมีการละเล่นที่พิเศษเรียกว่า “การดื่มสุราตามสายน ้า”
โดยให้ทุกคนนั่งอยู่สองฝั่งลำธาร วางถ้วยสุราไว้ที่ต้นน ้า ปล่อยให้
ถ้วยลอยไปตามกระแส ถ้วยหยุดอยู่ตรงหน้าผู้ใด ผู้นั้นต้องหยิบถ้วย
ขึ้นดื่ม แต่งบทกวี และตอบคำถามตามหัวข้อที่กำหนด
หวังฝูเฟิงไม่สามารถดื่มสุราได้ อีกทั้งฤดูหนาวเช่นนี้ก็ไม่มี
สายน ้าให้ลอยถ้วยสุรา จึงเลือกสถานที่โล่งแจ้งบริเวณประตูเมือง
แทน
เหตุผลที่เลือกประตูทิศตะวันตก ก็เพราะเขตอันสุ่ยอยู่ทางทิศ
ตะวันตก
กรมป้องกันเมืองได้แจ้งล่วงหน้าไว้แล้ว ที่นั่งและม้านั่งก็ถูกขน
ย้ายไปก่อนหน้านี้ ตรงกลางมีการสร้างเวทีสูง รอบด้านมีบัณฑิต
มากมายนั่งล้อมวง รวมถึงชาวบ้านธรรมดาที่มาชมความครึกครื้น
เมืองหลวงในช่วงใกล้สิ้นปีคึกคักยิ่งกว่าเขตอันสุ่ย ตามถนน
หนทางต่างแขวนโคมไฟใหญ่สีสดใส ริ้วผ้าแดงปลิวไสวตามสายลม
ชาวบ้านเก้าในสิบสวมเสื้อผ้าตัวใหม่ ถือขนมเมฆในมือพร้อมด้วยถัง
หูลู่ที่ขาดไปไม่ได้
เหล่าบัณฑิตหนุ่มที่ได้รับข่าวต่างมาจับจองที่นั่งแต่เนิ่น ๆ มองไป
ทางเวทีสูงด้วยความคาดหวัง พลางเหลียวมองไปรอบ ๆ พยายามหา
คุณชายสายลมหนุนให้เจอเป็นคนแรก
อาจารย์ที่มาจากเขตอันสุ่ยก็มีที่นั่งของตัวเอง พวกเขารวมตัว
กันกระซิบกระซาบ
อาจารย์เฉียนกล่าวว่า “เมืองหลวงร ่ารวยกว่าเขตอันสุ่ยจริง ๆ ดู
สิ โคมไฟก็ใหญ่กว่าตั้งเยอะ”
อาจารย์สอนจวี่เหรินกล่าวว่า “คำพูดท่านเหมือนกับคำพูดไร้
สาระ เมืองหลวงเป็นสถานที่มั่งคั่งที่สุดของราชวงศ์ต้าอวี๋อยู่แล้ว”
ที่ปรึกษาลูบเคราพลางเอ่ย “แต่ข้าก็ยังคงรักแค่เขตอันสุ่ย
เท่านั้น”
ใครเล่าจะไม่รักบ้านเกิดของตนเอง
อาจจะไม่ได้อยู่นานนัก อาจจะเบื่อหน่ายเป็นครั้งคราว แต่
สภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ถนนหนทางที่แม้หลับตาก็ยังสามารถคลำ
ทางได้ ล้วนเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
บรรดาอาจารย์มองหน้ากันแล้วยกยิ้ม อาจารย์เฉียนที่อายุน้อย
กว่าและมีสายตาที่ดีกว่า มองเห็นตรงหัวถนนทันที “มาแล้ว ๆ พวก
เขามาแล้ว”
เจ้าภาพของงานเลี้ยงครั้งนี้มาถึงแล้ว
แม้ผู้คนจะหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แม้เงาร่างจะสวนกันไปมา แต่
ก็ยังสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนท่ามกลางฝูงชน
คนที่สวมเสื้อคลุมสีขาว บนคอเสื้อมีขนจิ้งจอกล้อมรอบคือฝูเฟิง
คนที่สวมเสื้อคลุมสีเขียว ยืนหลังตรงดั่งต้นสนคือสวี่โม่
ญาติพี่น้องของพวกเขาห้อมล้อมทั้งสองด้าน คนใหญ่คนเล็ก
ต่างก้าวเดินตามจังหวะของตน มีเพียงความมุ่งมั่นเท่านั้นที่เหมือนกัน
“คุณชายสายลมหนุนมาแล้ว!”
“คุณชายไผ่เขียวก็มาด้วย!”
กลุ่มคนปั่นป่วนอีกครั้ง บัณฑิตที่เรียนเขียนอักษรเหมือนจะลุก
ขึ้นยืนทั้งหมด แต่ก็ถูกพวกเดียวกันห้ามปราบให้นั่งลงอีกครั้ง
พวกเขาเงยหน้ามองด้วยสีหน้าใฝ่ฝัน มองคุณชายสายลมหนุน
อุ้มกู่ฉินค่อย ๆ เดินขึ้นไปบนเวทีสูง มองคุณชายไผ่เขียวที่พา
น้องชายน้องสาวมายืนอยู่ด้านข้าง
ก้าวแล้วก้าวเล่า บันไดขั้นแล้วขั้นเล่า
เมื่อเดินมาถึงครึ่งทาง หวังฝูเฟิงก็เหมือนจะเหนื่อยล้าเล็กน้อย
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเรียกคืนความกระปรี้กระเปร่า
นั่งขัดสมาธิบนเวทีสูง
เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้เอ่ยทักทาย แต่ใช้ปลายนิ้วบรรเลงเล่น
เสียงที่สงบและผ่อนคลายดังขึ้น ความอึกทึกรอบข้างจึงค่อย ๆ จางไป
กู่ฉินห้าสาย ทำนองเรียบง่าย มีพลังแทรกซึมเข้าสู่หัวใจผู้คน
แม้แต่คนที่เดินผ่านไปมาซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรก็รู้สึกสงบลงโดยไม่รู้ตัว
หากจะมีใครที่รู้สึกประหลาดใจและไม่แน่ใจ คงมีเพียงคนที่แอบ
สอดแนมอยู่ในความมืดเท่านั้น
เมื่อบทเพลงบรรเลงจบลง หวังฝูเฟิงก็อุ้มกู่ฉินขึ้นมาอีกครั้ง แล้ว
เอ่ยว่า “หัวข้อการสนทนาในวันนี้คือ ชนชั้นสามารถข้ามผ่าน
พรมแดนได้หรือไม่”
บรรดาบัณฑิตทั้งหมดต่างเงียบกริบ แม้แต่สวี่โม่ที่ยืนอยู่ก็ยังรู้สึก
ประหลาดใจ
การพูดถึงเรื่องชนชั้นในเมืองหลวง ไม่รู้ว่าควรพูดว่าคุณชาย
สายลมหนุนกล้าหาญหรือว่าเขาเหนือชั้นกว่าคนอื่นดี
“สิ่งที่เรียกว่าชนชั้นนั้น ถูกสร้างขึ้นจากเงินทองและสถานะ
สามัญชนเป็นชนชั้นหนึ่ง ตระกูลเล็กเป็นอีกชนชั้นหนึ่ง ตระกูลใหญ่
ก็เป็นอีกชนชั้นหนึ่ง แบ่งเป็นคนชั้นต ่า คนชั้นกลาง และคนชั้นสูง
ตามลำดับ”
“ข้ารู้ว่ามีบางคนอาจไม่พอใจ คิดว่าสามัญชนไม่ควรเป็นคนชั้น
ต ่า และตระกูลใหญ่ก็ไม่ควรเป็นคนชั้นสูง แต่ลองถามใจตัวเองดูเถอะ
ชีวิตที่พวกเราใช้อยู่นี้ มันไม่ใช่ความแตกต่างระหว่างคนชั้นต ่ากับคน
ชั้นสูงหรอกหรือ?”
“ตระกูลใหญ่มีอำนาจมาก ผู้คนต้องก้มหัวยอมจำนน ไม่กล้า
ต่อต้าน สามัญชนมีอำนาจน้อย แม้ดิ้นรนตลอดชีวิตแต่ก็ไม่ประสบ
ความสำเร็จ ยากจะหลับตาลงอย่างสงบ”
“เพราะมีอำนาจมากพอจะสืบทอด ดังนั้นสามัญชนจึงยากจะมี
โอกาส ชีวิตของชนชั้นสูงถูกผูกขาด ชนชั้นล่างไม่มีทางเลือก
นอกจากยอมรับชะตากรรม แต่ใครเล่าจะยอมรับชะตากรรมเช่นนั้น”
เขายิ้มน้อย ๆ กวาดตามอง กระทั่งไปตกอยู่ที่ร่างผอมบางของ
บัณฑิตคนหนึ่ง “ขอถามท่าน ท่านยอมรับชะตากรรมเช่นนี้หรือไม่”
ในบรรดาผู้เข้าร่วมการสอบขุนนาง มีกี่คนกันที่จะยอมรับชะตา
กรรมเช่นนี้ การอ่านหนังสืออย่างหนักมาเป็นเวลาหลายสิบปีก็เพื่อ
เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตนเองทั้งนั้น
“ไม่ยอม!” บัณฑิตตอบอย่างหนักแน่น
หวังฝูเฟิงยกยิ้มมากขึ้น ปลายนิ้วดีดสายกู่ฉินเบา ๆ เสียงดนตรี
ใสดังกังวาน
“หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ข้าก็นับว่าเป็นชนชั้นสูงได้บ้าง ข้ารู้
ซึ้งถึงความคิดของชนชั้นสูง ข้าระแวดระวังความพยายามของคนชั้น
ต ่า เพราะเมื่อเทียบกับการไม่ได้รับ การสูญเสียนั้นเจ็บปวดที่สุด”
“เงินร้อยตำลึงสำหรับข้าเป็นเพียงขี้ผง เงินพันตำลึงสำหรับข้าก็
ไม่ได้มีค่าอะไร เงินหมื่นตำลึงข้าก็สามารถหยิบมันออกมาได้
ค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ของข้าหนึ่งปี เพียงพอให้ครอบครัวห้าคนมั่งมี
ไปได้ครึ่งชีวิต”
“ส่วนข้า ไม่ใช่อะไรนอกจากชนชั้นสูงที่พบเห็นได้ทั่วไป ใน
ดินแดนอันกว้างใหญ่ เหนือข้ายังมีคนที่สูงส่งและเหนือกว่า พวกเขา
ใช้อำนาจกดขี่ผู้อื่น พวกเขาฉกฉวยแย่งชิงไปอย่างโหดร้าย พวก
เขาเล่นสนุกกับความจริง”
น ้าเสียงของเขาชวนให้หลงใหลเกินไป คำบรรยายเรียบง่าย
เพียงพอจะปลุกเร้าความโกรธเคืองของคนรอบข้าง เหล่าเด็กหนุ่ม
เลือดร้อนกำหมัดแน่น พร้อมจะลุกขึ้นมาโต้แย้งตลอดเวลา
ข้อสรุปนี้อันตรายเกินไป แม้จะเป็นการเปรียบเปรยถึงคนตระกูล
ใหญ่ แต่ราชวงศ์ก็เป็นชนชั้นสูงเช่นกัน และยังต้องการให้ชนชั้นล่าง
รับใช้ตนเอง
หากคนที่คิดร้ายนำถ้อยคำเหล่านี้บอกไปถึงหูของคนในราช
สำนัก คุณชายสายลมหนุนคงตกอยู่ในอันตรายแน่
สวี่โม่สีหน้าเปลี่ยน พร้อมเข้าไปขัดจังหวะอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ
“พวกท่านที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ไม่สามารถก้าวข้ามชนชั้นได้ แม้
จะอ่านหนังสืออย่างหนักเป็นเวลาหลายสิบปีก็ทำไม่ได้ แม้จะพยายาม
ไปสามชั่วอายุคนก็ทำไม่ได้ แม้จะทุ่มเทสุดกำลังก็ทำไม่ได้ ท้ายที่สุด
แล้วก็เป็นเพราะชนชั้นสูงที่ปิดกั้นพวกท่านไว้” หวังฝูเฟิงยังคงพูด
ต่อไปด้วยน ้าเสียงเรียบช้า “แต่หากความพยายามและการดิ้นรนไม่มี
ความหมาย แล้วใครเล่าจะยังเต็มใจทุ่มเทแรงกายแรงใจ”
คำพูดนี้ส่งถึงก้นบึ้งของหัวใจ ผู้คนมากมายต่างพากันพยักหน้า
ตาม
ชาวบ้านที่เดินผ่านต่างตะลึงงัน พ่อค้าแม่ค้าโดยรอบต่างพากัน
เงียบเสียง
“บนโลกใบนี้อาจไม่ยุติธรรม แต่ความพยายามจะต้องได้รับ
ผลตอบแทน ความเหนื่อยยากจะต้องมีผลลัพธ์ คนตระกูลใหญ่อาจมี
อำนาจมาก แต่ก็ต้องให้โอกาสแก่คนที่มีความสามารถโดดเด่น และ
ยินยอมให้คนที่ฉลาดปราดเปรื่องได้ไต่เต้า”
“หากพวกเขาไม่ยินยอม หากพวกเขาตัดเส้นทางการไต่เต้าของ
พวกท่าน พวกท่านรู้หรือไม่ว่าควรทำอย่างไร?”
เสียงของเขาพลันดังยิ่งขึ้น นิ้วมือลากเบา ๆ ท่วงทำนองเพลงที่
เดิมราบเรียบเปลี่ยนเป็นเร่งเร้า
มีบัณฑิตคนหนึ่งทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นมา “ต้องต่อต้าน ต้องสร้าง
ความยุติธรรม ต้องสร้างโอกาส”
หากไม่มีการต่อต้านก็จะไม่มีความยุติธรรม หากไม่มีความ
ยุติธรรมก็จะไม่มีโอกาส หากไม่มีโอกาสแล้วพวกเขาจะพยายามไป
เพื่ออะไร
ประโยคนี้เปรียบเสมือนเชื้อไฟ จุดประกายอารมณ์โกรธแค้น
ของผู้คนต ่าต้อยมากมาย พวกเขาตะโกนเรียกร้องความยุติธรรม
พวกเขาต่างกำหมัดคิดต่อต้าน
พวกเขาพยายามทำลายพันธนาการ ในสายตาที่หวาดกลัวของ
ตระกูลใหญ่ พวกเขาจะปีนป่ายขึ้นไปเพื่อแทนที่
ความมั่งคั่งในโลกมีอยู่จำกัด ยิ่งมีคนแบ่งปันมากขึ้น
ผลตอบแทนก็ยิ่งน้อยลง
ยิ่งบัณฑิตตะโกนดุเดือด คนตระกูลใหญ่ที่มองอยู่ก็ยิ่งหวาดกลัว
แต่ขณะเดียวกัน ราชวงศ์ที่พยายามปราบปรามตระกูลใหญ่ก็จะ
ยิ่งยินดี
คุณชายสายลมหนุนไม่ได้เลือกหัวข้อสนทนาอย่างไร้จุดหมาย
ทุกถ้อยคำของเขาล้วนผ่านการไตร่ตรองถี่ถ้วน เขารู้ดีว่าระหว่างสวี่
โม่กับตระกูลฟางนั้นไม่ใช่แค่เรื่องทุจริตการสอบขุนนาง แต่ยังเป็น
ความขัดแย้งกันระหว่างชนชั้นของสามัญชนกับตระกูลใหญ่ มันเป็น
การแย่งชิงอำนาจ และเป็นการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์
เขาใช้งานเลี้ยงสนทนาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับชนชั้น เขา
ปลุกระดมให้เหล่าบัณฑิตกล้าจะลุกขึ้นมาต่อต้าน
สิ่งที่สวี่โม่ผู้เป็นบัณฑิตยากจนคนหนึ่งทำไม่ได้ แต่บัณฑิต
ยากจนนับไม่ถ้วนสามารถทำได้
“ตระกูลฟางก็เคยรังแกผู้คนมาก่อนเช่นกันไม่ใช่หรือ พวกเขา
รังแกคุณชายไผ่เขียวของพวกเรา” หวังหมิงอวี่ตะโกนขึ้นมาจาก
ด้านล่าง
เหล่าบัณฑิตที่เดิมทีมีความกระตือรือร้นยิ่งเร่าร้อน พวกเขาชู
กำปั้นและตะโกนว่า “ต้องให้ตระกูลฟางอธิบายเรื่องนี้”
“ตระกูลฟางทุจริตการสอบขุนนาง ทั้งยังใส่ร้ายบัณฑิตยากจน
พวกเขากลัวว่าพวกเราจะก้าวข้ามชนชั้น พวกเขากำลังขัดขวาง
พวกเรา”
“พวกเราต้องการต่อต้าน ต้องการความยุติธรรม ต้องการ
โอกาส!”
“จัดการฟางหยวน! ไม่เอาการทุจริตการสอบ!”
เหล่าบัณฑิตผู้มีไฟแรงกล้าที่เคยถูกตระกูลฟางใช้ประโยชน์
ตอนนี้ได้เดินเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องแล้ว พวกเขากระจายตัวออกไป
ความโกรธแค้นในอกแปรเปลี่ยนเป็นคำพูดมากมาย พวกเขาต่อต้าน
ดุเดือดด้วยพลังอันน้อยนิดของตน
งานเลี้ยงสนทนาจบลงเพียงเท่านี้ หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาจาก
ท้องฟ้า สร้างความขัดแย้งระหว่างความหนาวเย็นและความร้อนแรง
จากความโกรธของเหล่าบัณฑิต
สวี่โม่รู้สึกสับสน ความรู้สึกมากมายวนเวียนอยู่ในอก เขากำลัง
รอให้คนบนเวทีเดินลงมา
เขาอยากจะขอบคุณ อยากจะประณาม อยากจะแสดงความจน
ปัญญา อยากจะแสดงความเศร้า อยากจะถอนหายใจ อยากจะร้องไห้
จนน ้าตานองหน้า
แต่เขาไม่ทันได้ทำอะไร ร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็โอนเอนไปมา
บนเวทีสูง กู่ฉินในอ้อมแขนร่วงหล่น เงาร่างนั้นพลันทิ้งตัวล้มลงหงาย
หลังไป
มีบางสิ่งกระเซ็นออกมา เป็นเลือดใช่หรือไม่
ใช่แล้ว มันคือเลือด
“พี่ฝูเฟิง!”
“พี่ชายฝูเฟิง”
“น้องชาย…”
เงาร่างมากมายต่างวิ่งพุ่งเข้าไปหาเขา